แอรินสาวเท้าตามแผ่นหลังกว้างของรุ่นน้องไปยังโรงจอดรถ ดวงตากลมโตเบิกโพลงกว้าง เมื่อมองเห็นรถหรูราคาแพงมูลค่าไม่น่าต่ำกว่าสามสิบล้านจอดอยู่ รีโมตสั่งการปลดล็อกก่อนที่มือแกร่งจะเปิดประตูฝั่งทางคนขับ เห็นท่าทีเก้ๆ กังๆ ของแอรินเขาจึงหยุดชะงัก
“ยืนอึ้งอะไรอยู่ ขึ้นรถสิ”
“วาสนาอีแอร์ค่ะ ได้นั่งรถหรูขนาดนี้เป็นบุญตูดมาก” ทันทีที่พระศุกร์ขึ้นไปนั่งบนรถ ตัวเล็กกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจไม่รอช้ารีบตามขึ้นไปนั่งฝั่งด้านข้าง
รถหรูคันสีดำแล่นบนท้องถนนมือแกร่งจับพวงมาลัยแน่น ส่วนมืออีกข้างวางทาบลงบนหน้าตัก หญิงสาวดึงเข็มขัดนิรภัยคาดลำตัวก่อนที่จะเอียงท่อนขาทั้งสองข้างเข้าหาเขา บรรยากาศด้านในเย็นเฉียบทว่ามีแต่ความเงียบรายล้อมร่างกาย
“แล้วเธอกลับทางไหน ไม่บอกจะรู้ไหม”
“อ๋อ พี่ลืมไปเลยแถวหมู่บ้านสราญสิริ ซอย 4 น่ะ”
“ปกติอ่อยผู้ชายแบบนี้ไหม”
“หมายถึงอะไรเหรอ พี่ไม่เคยอ่อยใครเลยนะ”
“ใช่เหรอ ไม่ใช่ว่าขอติดรถแล้วให้เขาลูบขา”
“ปกติกลับกับเพื่อนสาวค่ะ มันคงไม่มาลูบขาพี่หรอกมีแต่จะขนลุกมากกว่า”
“ก็ดี” เขาตอบเสียงราบเรียบแต่สายตาจ้องถนนด้านหน้า รถยนต์บนถนนเคลื่อนไหวได้ทีละนิดทำคนรอใจร้อน
“รถติดจังว่ะ”
“ใจเย็นสิพระศุกร์ เดี๋ยวมันก็ขยับแล้ว”
“เบื่อไม่มีอะไรทำ” เขาเปล่งถ้อยคำออกมาหัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น มือยังคงจับพวงมาลัยไม่เคลื่อนไปไหน
“งั้นอยากทำอะไรเหรอ”
“ออกกำลังกาย” พระศุกร์ตอบพร้อมใบหน้านิ่งเรียบ
“พี่อาจจะช่วยอย่างที่เครื่องออกกำลังกายช่วยไม่ได้หรอก แต่ว่าพี่ทำให้เราเหงื่อออกได้เหมือนกันนะ”
“ยังไงเหรอแอริน”
“พี่ว่าที่พระศุกร์พูดก็คงอยากสินะ” ว่าจบประโยคแอรินเลื่อนมือหนาของผู้ชายร่างสูงลูบไล้ท่อนขาขาวของตัวเอง หัวใจดวงนี้เต้นแรงระส่ำคล้ายกับว่าจะหลุดออกมาจากทรวงอกยังไงอย่างงั้น
“อ่อยเก่ง”
“แบบนี้พอทำให้เราใจเย็นลงได้ยัง”
“ก็ดี แบบนี้รอนานๆ ได้”
“แล้วพระศุกร์อยากขึ้นไปนั่งเล่นบนห้องพี่หรือเปล่า”
“แค่นั่งเล่นมันก็ไม่คุ้มหรือเปล่า ผมมาส่งพี่ถึงห้องเลยนะ”
“พี่ตามใจเราทุกอย่างเลย เอาที่พระศุกร์ต้องการ”
บทสนทนาระหว่างสองคนภายในรถหรูคันนี้ทว่าเบื้องหน้าไม่ยอมขยับเขยื้อนเสียที มือแกร่งของหนุ่มวัยสิบเก้าปีลูบผิวเนียนละเอียดคลายความเครียดจากการจราจรติดขัด พระศุกร์เลื่อนฝ่ามืออีกข้างกระตุกเนกไทออกจากลำคอ เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่แม้อุณหภูมิด้านในเย็นเฉียบทว่าภายในกายหยาบร้อนรุ่มอย่างบอกไม่ถูก
“พระศุกร์เรานี่เด็กปีหนึ่งจริงไหมเนี่ย ไหนจะเส้นเลือดตรงแขน ไหนจะตรงคออีก..อื้อ”
ไม่ทันพูดจบประโยคท่อนแขนดึงคนตัวเล็กเข้ามาใกล้ดวงหน้าหล่อโน้มลงมาประกบจูบกับริมฝีปากอวบอิ่ม สตรีร่างเล็กรู้สึกเหมือนลอยบนก้อนเมฆสีขาวนุ่ม สัมผัสนุ่มนวลทำเอาหัวใจเต้นรัวฝ่ามือเล็กวางทาบบนอกของเขา ส่วนมือหนาโอบเอวบางอีกข้างรั้งท้ายทอยคนตัวเล็กเข้ามาหาตัวเอง เรียวลิ้นแตะกันแผ่วเบาทว่าวินาทีต่อมาพระศุกร์ผละดวงหน้าออกเสียดื้อๆ
ดวงตาสีดำมองตรงไปด้านหน้าก่อนจะพบว่ารถคันนั้นเคลื่อนตัวไปไกลแล้ว ไม่รอช้าที่มือแกร่งจะเอื้อมมาจับพวงมาลัย
หลังจากนั้นทั้งคู่เดินทางมาถึงคอนโดมิเนียมขนาดกลางย่านการค้า ซึ่งระยะทางไม่ไกลจากมหาลัยมากนัก เพียงแค่รถคันนี้จอดเทียบด้านหน้าตึก แอรินก็ปลดเข็มขัดนิรภัยเตรียมจะเปิดประตูลงจากรถทันที
“เดี๋ยวก่อนสิแอริน”
“คะ มีอะไรเหรอ” ระหว่างทางสองคนเงียบมาตลอดไม่มีใครกล้าเอ่ยคำพูดขึ้นก่อน แม้จะขยับปากตอบนิ้วชี้แตะลงบนกลีบปากของตัวเองอย่างลืมตัวเสียสนิท
“สอนหน่อยดิ” พระศุกร์บอกทว่าสีหน้าของเขาดูนิ่งเรียบจนเธอไม่สามารถคาดเดาอะไรได้
“สอนอะไรเหรอ เราจะให้พี่สอนอะไรล่ะ”
“สอนจูบหน่อยดิ ก็รู้ว่าจูบไม่เป็น” คำพูดเหล่านั้นถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากของหนุ่มวัยสิบเก้าปี ซึ่งอายุน้อยกว่าเธอทำเอาพวงแก้มเนียนทั้งสองข้างแดงระเรื่อ
คำพูดเหล่านั้นถูกเปล่งออกมาจากริมฝีปากของหนุ่มวัยสิบเก้าปี ซึ่งอายุน้อยกว่าเธอทำเอาพวงแก้มเนียนทั้งสองข้างแดงระเรื่อ
“พูดจริงเหรอ พี่เขินนะ”
“ก็จริงดิ พี่ก็รู้ใช่ไหมว่าผมไม่เคยจูบ”
“อือ นุ่มนวลขนาดนั้นแถมไม่รู้สึกว่าจูบเลยสักนิด นึกว่าเอาปากแตะกันแค่นั้น”
“งั้นก็สอนหน่อยแอริน สอนจูบหน่อย”
“ตะ ตรงนี้จะดีเหรอ” คนตอบตะกุกตะกัก ท่ามกลางบรรยากาศรอบข้างคนเดินผ่านไปผ่านมาคงสนใจแย่
“ขึ้นห้องไหมล่ะ ไหนๆ ก็ชวนไปนั่งเล่นแล้ว” จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ วินาทีต่อมาพระศุกร์ขับรถถอยเข้าไปจอดบ่งบอกว่าคำพูดเหล่านั้นเขาเอาจริง
****