“อารมณ์เงี่€u”

1454 Words
ตกเย็น… กิจกรรมรับน้องของวันนี้เพิ่งจะปิดฉากไปได้ไม่นาน น้อง ๆ ต่างทยอยกลับหอกันหมดแล้ว แต่พี่สตาฟอย่างพวกเรายังต้องอยู่สรุปงานต่อในห้องประชุมของคณะ บรรยากาศเหมือนซากศพรวมตัว เหนื่อย ล้า และอยากนอนกันทุกคน ตะวันที่ยืนเช็ดเหงื่อกับเช็กเอกสารไปด้วย ก็เอ่ยขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว “ปันปัน มึงมาเป็นพี่ว๊ากแทนไอหน่อยได้ป่ะวะ” ปันปันที่กำลังจิบชานมอยู่ถึงกับสำลัก “แค่ก! กูเนี่ยนะ?” เธอชี้นิ้วจิ้มหน้าอกตัวเองแรงมาก “ไม่เอา ไม่ถนัดโว้ย!” แซมมี่กลอกตาใส่ทันที “ยังไม่ทันลอง มึงจะรู้ได้ไงว่าถนัดไม่ถนัดวะปัน” “แล้วมึงไม่ไปเป็นแทนล่ะ?” ปันปันสวนกลับทันทีแบบไม่ต้องคิด แซมมี่ยักไหล่แบบเกินจะช่วย “ก็มันชวนมึงอะเพื่อน” ปันปันกำลังจะอ้าปากเถียงต่อ จังหวะนั้นเอง คิตตี้ก็เดินเปิดประตูเข้ามาพร้อมถือโฟลเดอร์ในมือ น้ำเสียงมาแบบนิ่ง ๆ แต่เนื้อหานี่โคตรหนัก “ไอหน่อยมันมาว๊ากไม่ได้เพราะ…รถชน นอนเป็นผักอยู่โรงพยาบาล” ทั้งห้องเงียบกริบชั่วครู่ ปันปันทำหน้าเหวอ “อึ๊ย จริงจัง? เมื่อไหร่วะ?” “เมื่อเช้านี้แหละ” คิตตี้ตอบพร้อมทิ้งตัวลงเก้าอี้ “ตอนกำลังจะออกจากหอมาเรียน มันโดนวินเฉี่ยวแล้วล้ม หัวฟาดพื้น หมอบอกต้องเฝ้าดูอาการ” ปันปันอ้าปากค้าง “เหี้ย เอางี้เลยหรอ แล้วพวกมึงยังมีหน้ามาบอกให้กูไปเป็นพี่ว๊ากเนี่ยนะ?” ตะวันถอนหายใจเหมือนจะล้มทั้งยืน “มึงเป็นตัวเลือกสุดท้ายแล้วจริง ๆ ปัน กูไม่มีทางเลือกแล้ว ขอร้องเถอะเพื่อน” แซมมี่กับคิตตี้พยักหน้ารัว ๆ เหมือนเชียร์มิสแกรนด์ “เออออออ ช่วยมันหน่อยเถอะเว้ย” ปันปันกุมขมับเหมือนโลกถล่ม “โอ๊ย ทำไมชีวิตกูต้องมาเจออะไรแบบนี้วะ…” “กูเลี้ยงเหล้ามึงทั้งเทอมเลยอ่ะ” ตะวันประกาศออกมากลางห้องประชุมพี่สตาฟ แบบจริงจังราวกับเป็นข้อเสนอทางธุรกิจระดับชาติ สีหน้ามันคือ ยอมทุกอย่างแล้วขอให้ปันปันช่วยที ปันปันชะงัก หรี่ตาใส่เพื่อนอย่างจับผิด “จริงจัง?” “เออ! จริงจัง!” ตะวันย้ำเร็วเหมือนไม่อยากให้ปันปันเปลี่ยนใจ มือมันแทบจะยกไหว้แล้วด้วยซ้ำ ปันปันถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนตัดสินใจเซ็นสัญญาขายวิญญาณ ก่อนจะพูดช้า ๆ “…ตกลง!” ทว่าเสียงฮือฮาของเพื่อนสองตัวก็ประสานขึ้นทันทีเหมือนซ้อมมา แซมมี่โวยขึ้นอย่างสะใจ “แหมม อีสัส! เรื่องเหล้าเรื่องใหญ่เลยนะมึง ดูดิ รีบรับผิดหน้าตาเฉย!” คิตตี้ก็ไม่แพ้กัน กระโดดเข้าประเด็นเหมือนจงใจ “ไปวันนี้เลยป่ะ อดอยากปากแห้งมานานนนน~” ยังไม่ทันจะได้ดีดอีกประโยค ตะวันก็หันไปฟาดกลับ “อดตีนกูนี่แหละ! มึงอ่ะเงียบไปเลย!” เสียงด่ากันไปมาดังจนห้องประชุมสะเทือนนิด ๆ ปันปันกลอกตาให้ภาพตรงหน้า ก่อนจะยกกระเป๋าขึ้นใส่บ่าแล้วบ่นยาวด้วยความระอาเต็มขั้น “กูละเบื่อสองผัวเมียนี่จริง ๆ …” แซมมี่พึมพำอย่างปลง ๆ ก่อนจะหันมามองปันปัน “แต่กูภูมิใจในตัวมึงนะเพื่อนที่ยอมเป็นว๊ากแทน เข้มแข็งมากลูก” ปันปันยกมือฟาดไหล่แซมมี่ดังปั่กแล้วพูดเสียงเหนื่อยล้า “เอาไว้กูอยากเหล้าเมื่อไร กูจะโทรไปนะ เพื่อนตะวัน” เธอเน้นเสียงใส่ตะวันประชดแบบไม่เกรงใจ “แต่ตอนนี้ ขอกลับก่อน ง่วงมากกกก!” แสงไฟในห้องประชุมสะท้อนเงาของเธอที่เดินงุ่นง่านออกประตูไปอย่างหงุดหงิด ทั้งล้า ทั้งเหนื่อย ทั้งเบื่อเพื่อนที่ปากไวกันทุกคน แถมในหัวก็ยังมีหน้าไอศิลาผุดขึ้นกวนใจไม่หยุดอีกต่างหาก เพื่อนทั้งสามยืนมองหลังปันปันที่หายไปตามโถงคณะแบบเกรี้ยวกราดเบา ๆ ก่อนคิตตี้จะเปรยขึ้น “อีปันเป็นพี่ว๊าก น้องปีหนึ่งโดนอีปันแดกหัวแน่เลยว่ะ… กูนึกภาพออกเลย” หลังจากนั้นปันปันก็รีบเดินลงบันไดคณะ ตรงมายังลานจอดรถที่ตอนนี้ฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีหม่น ปันปันกดรีโมตรถ ปี๊บ! เสียงกระพริบไฟหน้าสว่างขึ้น เธอโยนกระเป๋าเรียนลงเบาะหลังแบบหงุดหงิด จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะคนขับอย่างเหนื่อยล้า มือข้างหนึ่งลูบหน้าผาก “โอ๊ย… วันนี้แม่งอะไรนักหนา” เธอกำลังจะบิดกุญแจสตาร์ท ทว่า กึก! ประตูฝั่งข้างคนขับถูกเปิดออกจากข้างนอกแบบไม่ให้ตั้งตัว ก่อนที่ร่างสูงคุ้นตาจะก้าวเข้ามานั่งแบบหน้าตาเฉย เหมือนนี่เป็นรถเขา ควันอารมณ์ของปันปันพุ่งขึ้นถึงเพดานในเสี้ยววินาที “เห้ย ไอศิลา! มึงเข้ามาทำไมเนี่ย!” เธอหันไปถลึงตาใส่ ศิลาทำหน้าเฉย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาจัดกระเป๋าวางบนตักอย่างสบายใจ แล้วเอนหลังพิงเบาะราวกับเป็นเจ้าของรถ “กลับด้วยดิ กูไม่มีรถ” ปันปันตาโตขึ้น “แล้วเมื่อเช้ามึงมายังไงล่ะ?” เธอถามพลางเอียงคอ ง้างคอหงุดหงิด ศิลาไหวไหล่นิด ๆ “เดินมา…” “…ศิลา ปันไม่ตลกนะ!” เธอเน้นเสียงจนลมออกจมูกแรง ศิลาหันมามอง ก่อนยิ้มมุมปากอย่างกวนแบบสุดใจ “หึ… แทนตัวเองว่าปันอีกสิ เมื่อก่อนตอนเราคบกันก็แทนกันแบบนี้” ปันปันชะงักหนึ่งวิเหมือนโดนเตะเข้าหน้า ก่อนจะรีบโวยกลับ “โอ๊ยยย! อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง! ตอบมาดี ๆ ว่ามึงมายังไง อย่ากวนตีนได้ไหม!” เขาพูดเรียบ ๆ “เรียกรถมารับ” “อื้ม… เรียกรถ?” ปันปันถามย้ำ “แล้วตอนกลับล่ะ เรียกรถสิ” ศิลาหันไปมองหน้าเธอตรง ๆ สายตาคมแบบไม่รู้สึกผิดใด ๆ จากนั้นตอบเรียบ ๆ “ก็นี่ไง… ฉันเรียกแล้ว ถึงได้นั่งขึ้นมาเนี่ย” “……ห๊ะ” ศิลาพิงเบาะสบายใจเฉิบเหมือนอยู่ในที่ของตัวเอง “ก็เรียกคนขับอยู่ไง” ปันปันอ้าปากแล้วปิด แล้วอ้าใหม่อีกครั้ง หน้าแทบแตกเป็นชิ้น ๆ จากความช็อก + หงุดหงิด + ความอยากต่อยผู้ชายคนนี้ให้ดิ้น “โอโห…นี่กำลังจะบอกว่ากูเป็นคนขับรถให้มึงหรอ” เขาไม่ตอบ แต่ยกคิ้วนิด ๆ แววตาแบบนั้นคือคำว่า “ใช่” แบบชัดเจนที่สุด ปันปันพ่นลมหายใจแรงจนอกกระเพื่อม ก่อนจะเงื้อมือฟาดลงบนแขนล่ำของศิลาดัง เพียะ! กล้ามแขนที่แข็งเป็นลอนรับแรงไปเต็ม ๆ ทำให้เขาสะดุ้งน้อย ๆ “โอ๊ย! จะตีกูทำไมเนี่ย มันเจ็บนะเว้ย…” เขาบ่นพรางคว้าแขนเธอกลับเหมือนสัญชาตญาณตอบโต้ มือใหญ่ของเขาอุ่นและแน่นจนปันปันรู้สึกได้ถึงแรงบีบเบา ๆ ที่ทำให้ขนแขนลุกวาบ “โมโห ไม่มีที่ลง เลยมาลงที่มึงไง” ปันปันหันขวับ คิ้วผูกกันเป็นปม “มาลงที่กู?” ศิลายกคิ้วขึ้นนิด ๆ ริมฝีปากยกยิ้มยั่ว ๆ แบบกวนชิบหาย แววตาคมของเขาไม่ได้หลบสักนิด มองเธออย่างรู้ทันจนปันปันเริ่มเสียอาการ “เออ! ไม่พอใจหรือไง” “เปล่า…” ศิลายักไหล่ “งั้นกูลงที่มึงบ้างได้ไหม กูก็มีอารมณ์เหมือนกัน” ปันปันชะงัก หัวใจเต้นวูบ “อารมณ์อะไรของมึง” จังหวะนั้น ศิลาขยับเข้ามาใกล้ เหมือนโลกข้างนอกถูกดูดหายไป เหลือแค่เสียงลมหายใจสองคนในห้องโดยสารแคบ ๆ กลิ่นฝนเปียกโชกติดอากาศอบอ้าวจนบรรยากาศยิ่งตึง “อารมณ์เ****น” นิ้วของเขาลูบไล้ต้นคอเธอเบา ๆ ก่อนจะจับล็อกไว้ สัมผัสนั้นทำให้ปันปันสะดุ้งเหมือนโดนไฟช็อต ใบหน้าของศิลาขยับเข้ามาอีกนิด…อีกนิด…จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ไม่ทันให้เธอตั้งตัว เขาก็ดึงคอเธอเข้ามา ริมฝีปากกระทบกันอย่างจงใจ แรงพอให้เธอหายใจสะดุด แต่ไม่หยาบคาย เสียงลมหายใจสั่น ๆ ของปันปันดังก้องในหัว เพราะใจเธอมันเต้นโครตแรงเหมือนจะระเบิดให้ได้ มือของศิลายังประคองท้ายทอยเธอไว้แน่น เหมือนกลัวว่าเธอจะหนี แต่ในเวลาเดียวกันก็อ่อนโยนพอให้เธอเผลอพิงเข้าไปเอง ร่างกายไม่ฟังคำสั่ง สมองก็ช้าไปหนึ่งจังหวะ และปันปัน…ก็จูบตอบไปโดยไม่รู้ตัว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD