EP.8 ไร่สิงขร

1317 Words
ภายในโรงอาหารที่ปกติจะเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยรื่นเริงของเหล่าคนงานยามเช้า ทว่าบัดนี้กลับตกอยู่ในความเงียบงันจนน่าอึดอัด ใบชานั่งเหม่อมองจานข้าวที่แทบไม่ได้พร่องลงเลยแม้แต่น้อย ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าหวานจนส้มป่อยที่นั่งอยู่ข้างๆ ต้องคอยยกน้ำส่งให้ด้วยความเป็นห่วง “คุณหนู ทานข้าวหน่อยเถอะค่ะ นั่งคิดไปก็ปวดหัวเปล่าๆ” ส้มป่อยเอ่ยเสียงเบา ยังไม่ทันที่ใบชาจะตอบ เสียงฝีเท้าของเหล่าคนงานชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้ นำโดย ‘ลุงหมาย’ หัวหน้าคนงานเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่สมัยพ่อของเธอ ลุงหมายมองคุณหนูของเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและสงสาร “คุณหนูอย่าคิดมากเลยครับ พวกลุงยอมให้คุณนายหักเงินก็ได้ครับ” เสียงของลุงหมายทำให้ใบชาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความซึ้งใจ ก่อนที่คนงานคนอื่นๆ จะพากันพยักหน้าเห็นพ้องและส่งเสียงให้กำลังใจตามมา “ใช่ค่ะคุณหนู แค่ห้าสิบบาทพวกเราอยู่ได้ค่ะ แลกกับการที่คุณหนูไม่ต้องไปรับปากเรื่องบ้าบออะไรของคุณนายอีก พวกเราไม่อยากเห็นคุณหนูต้องลำบากใจ พวกเราอยู่ข้างคุณหนูเสมอนะคะ อย่าเอาเรื่องนี้ไปแบกไว้คนเดียวเลยค่ะ” เสียงของป้าใจ แม่ของส้มป่อยเอ่ยขึ้น คำพูดที่เต็มไปด้วยความจริงใจของคนงานรอบข้าง ทำเอาขอบตาของใบชาร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อๆ เธอพยายามกระพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตัน พลางส่งยิ้มอ่อนแรงกลับไปให้ทุกคน “ขอบคุณทุกคนมากนะคะ แต่ชาจะไม่ยอมให้น้าอรใช้อำนาจตามใจชอบแบบนี้ ชาจะไม่ให้ใครมาเอาเปรียบพวกน้าๆ ลุงๆ เป็นขาดค่ะ” ใบชาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความมั่นใจที่เริ่มร่อยหรอให้กลับคืนมา แม้จะยังมองไม่เห็นทางออก แต่อย่างน้อยเธอก็รู้ว่าเธอไม่ได้สู้เพียงลำพัง “ส้มป่อย ไปดูที่โรงคั่วอีกรอบเถอะ ต่อให้ต้องรื้อเครื่องออกมาดูทีละชิ้น ฉันก็ต้องทำให้มันกลับมาเดินเครื่องให้ได้!” ใบชาหันไปพูดกับส้มป่อยพลางรวบผมขึ้นเป็นหางม้าอย่างกระฉับกระเฉง เตรียมตัวจะลุยกับเจ้าเครื่องจักรยักษ์นั่นอีกสักตั้ง ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะก้าวเท้าออกจากโรงอาหาร เสียงฝีเท้าที่วิ่งบึ่งลืมอายุมาอย่างเร็วก็ดังขึ้นเสียก่อน “คุณหนู! คุณหนูครับ! แฮกๆ” ‘ลุงมั่น’ คนงานอีกคนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาใบชาจนตัวโก่ง เสียงหอบแฮกจนพูดแทบไม่เป็นภาษา ทำเอาใบชาและส้มป่อยต้องรีบเข้าไปพยุง “ใจเย็นๆ ค่ะลุงมั่น มีอะไรคะ หรือว่าน้าอรจะหักเงินคนงานเพิ่มอีกแล้ว” “ไม่ใช่ครับคุณหนู...คืออย่างนี้ครับ เมื่อกี้ลุงแวะไปคุยกับไอ้พวกคนงานที่ไร่ข้างๆ เรามา เห็นเขาบอกว่าที่นั่นมี ‘นายช่าง’ มาใหม่คนหนึ่ง เก่งเอาเรื่องเลยครับคุณหนู เครื่องจักรเสียยากๆ ซับซ้อนแค่ไหน พ่อหนุ่มคนนั้นซ่อมแป๊บเดียวเดินเครื่องฉิวเลยครับ” “จริงเหรอคะลุง!” ใบชาตาเป็นประกายขึ้นมาทันทีเหมือนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ “จริงครับคุณหนู ลุงเลยวิงวอนขอร้องเขาไป บอกว่าที่ไร่เรากำลังวิกฤต เห็นว่าเขาน่าจะถึงไร่ประมาณช่วงบ่ายๆ นี่แหละครับ” “นายช่างเหรอ อายุเยอะหรือยังคะลุงมั่น แล้วเขาชื่ออะไรลุงพอจะรู้ไหม” ใบชาถามด้วยความหวังลึกๆ “เห็นว่าเป็นคนหนุ่มครับคุณหนู ชื่ออะไรลุงก็จำไม่ได้ถนัดนัก แต่เขาว่าบุคลิกท่าทางดูไม่เหมือนช่างทั่วไปเท่าไหร่ ดูดุๆ ขรึมๆ หน่อย แต่ฝีมือเขาของจริงครับ” ใบชาพยักหน้าพลางถอนหายใจอย่างมีความหวัง แม้จะยังไม่เห็นหน้าช่างคนนั้น แต่ข่าวดีของลุงมั่นก็ทำให้หัวใจที่หนักอึ้งเริ่มเบาบางลง “ขอบคุณมากค่ะลุงมั่น” ใบชากล่าวขอบคุณลุงมั่นด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความซึ้งใจก่อนจะหันไปสั่งงานส้มป่อยที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างคล่องแคล่ว “ส้มป่อย ไปเตรียมน้ำเตรียมท่าไว้เลยนะ ถ้าช่างเขามาถึงเราต้องต้อนรับให้ดีที่สุด บ่ายสองนี้เครื่องต้องกลับมาทำงานให้ได้ แยกย้ายไปทำงานกันค่ะทุกคน” เมื่อได้รับคำสั่ง เหล่าคนงานต่างก็มีสีหน้าที่ดีขึ้น พวกเขาแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ บ้างก็กลับไปคัดใบชาในโรงพัก บ้างก็เตรียมความพร้อมในส่วนอื่นๆ บรรยากาศที่เคยตึงเครียดในโรงอาหารเริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้ง ใบชายืนมองแผ่นหลังของคนงานที่ทะยอยเดินออกไปพลางสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจ มือเล็กเผลอลูบไปที่ข้อมือตัวเองเบาๆ พลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดตอนที่อยู่ในอ้อมกอดของ 'พี่สิงห์' มันยังคงชัดเจนจนน่าใจหาย “จะมานึกถึงคนแปลกหน้าตอนนี้ทำไมนะใบชา ปัญหาตรงหน้าสำคัญกว่าตั้งเยอะ” เธอสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ก่อนจะรีบก้าวเท้าตรงไปยังโรงคั่วชาเพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น -เวลา 13.30 น.- บนเส้นทางสายรองที่ลัดเลาะตามไหล่เขาของอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เสียงเครื่องยนต์แบบสูบคู่อันเป็นเอกลักษณ์ของ Triumph Bonneville T120 รุ่นคลาสสิกปี 70s ดังกระหึ่มเป็นจังหวะหนักแน่น ทว่าจู่ๆ ความไพเราะที่เคยคงเส้นคงวาก็เริ่มขาดตอน ชายหนุ่มขมวดคิ้วภายใต้ชิลด์หมวกกันน็อก มือแกร่งใต้ถุงมือหนังพยายามบิดคันเร่งส่งเพื่อประคองรอบเครื่อง แต่เครื่องยนต์กลับตอบสนองด้วยเสียงสำลัก กึก...กึก... รถคันนี้เป็นสมบัติสุดรักของคุณปู่สมัยท่านยังหนุ่ม แม้สิงห์จะทุ่มเททั้งแรงกายและแรงทุนบูรณะมันจนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แต่การพา 'เจ้าสัว' (ชื่อที่เขาตั้งให้รถคุณปู่) มาตะลุยโค้งขึ้นเหนือยาวๆ แบบนี้ ดูเหมือนจะหนักหนาเกินไปสำหรับรถรุ่นลายคราม "เฮ้ยๆ เจ้าสัว อย่าเพิ่งมางอแงตอนนี้นะเว้ย อีกนิดเดียวก็จะถึงถนนใหญ่แล้ว" เจ้าสัวทำราวกับจะประชดคำขอ เครื่องยนต์กระตุกอย่างรุนแรงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะดับสนิท ทิ้งความเงียบวังเวงไว้ท่ามกลางป่าเขาและไร่ชาที่เรียงรายอยู่เบื้องล่าง "เฮ้อ มาเสียอะไรตรงนี้เนี่ย” สิงห์พ่นลมหายใจอย่างหัวเสียพลางถอดหมวกกันน็อกออก ฝ่ามือหนาปาดเหงื่อบนหน้าผาก มองซ้ายมองขวาหาความช่วยเหลือ ทว่าแดดเชียงรายยามบ่ายไม่ปรานีนักเรียนนอกที่เพิ่งกลับไทยอย่างเขาสักนิด "เวรแล้วไง สัญญาณโทรศัพท์ดันไม่มีอีก" ชายหนุ่มชูสมาร์ทโฟนขึ้นฟ้าเผื่อปาฏิหาริย์จะประทานสัญญาณให้บ้าง แต่หน้าจอกลับนิ่งสนิท สภาพของเขากลางถนนลูกรังตอนนี้มีเพียงกางเกงยีนส์ตัวเก่ง เสื้อยืดสีดำ และแจ็คเก็ตหนังวินเทจที่ดูเก๋าแต่ก็เริ่มเปื้อนฝุ่นจากการเดินทางมาค่อนวัน สิงห์สบถเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจออกแรงเข็นรถคันหนักอึ้งเดินหน้าต่อไปตามทางลาดชัน จนกระทั่งสายตาปะทะเข้ากับซุ้มประตูไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มันดูเก่าแก่ทว่ายังคงความแข็งแรงน่าเกรงขาม ด้านบนมีแผ่นไม้สลักตัวอักษรสีทองที่แม้จะซีดจางไปตามกาลเวลาแต่ยังคงอ่านได้ชัดเจน... 'ไร่สิงขร' “ไร่สิงขรเหรอ” สิงห์พึมพำกับตัวเองพลางยกยิ้มที่มุมปากอย่างนึกขำในโชคชะตา “อย่างน้อยก็มีชื่อเราอยู่ล่ะวะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD