EP.7 ของดี

1479 Words
ในขณะที่บิ๊กไบค์ Triumph Bonneville T120 รุ่นคลาสสิกปี 70s ที่สิงห์อุตส่าห์ปลุกปั้นซ่อมแซมมาจากซากรถของคุณปู่ กำลังแผดเสียงเครื่องยนต์เป็นจังหวะหนักแน่นทะยานไปตามถนนเส้นหลักมุ่งหน้าสู่ที่พัก เสียงสัญญาณบลูทูธในหมวกกันน็อกก็ดังแทรกขึ้นมา สิงห์กดรับสายพลางชะลอความเร็วรถลงเล็กน้อย “เป็นไงบ้างวะ พ่อสิงห์นักบิด ถึงที่หมายปลอดภัยนะมึง” เสียงยวนประสาทของ ‘เจ็ท’ ทายาทอุตสาหกรรมยานยนต์ หนุ่มเจ้าสำราญขี้เล่น เพื่อนสนิทตัวดีดังข้ามสายมาจากกรุงเทพฯ ทำเอาสิงห์ที่กำลังอารมณ์ค้างจาก 'แม่สาวน้อยตัวแสบ' ถึงกับกระตุกยิ้ม “เออ ยังไม่ตาย” “เออดี…ระดับมึงกูไม่ห่วงหรอก ที่ห่วงคือสาวเหนือมากกว่า กลัวจะหลงเสน่ห์พ่อหนุ่มเมืองกรุง ฮ่าๆ…แล้วนี่ขับรถไปตั้งไกล คืนแรกมีสาวๆ มาซับเหงื่อให้ยังวะ หรือมึงจะนอนเหงาเฝ้าดอย” “เหงาบ้านมึงสิ” สิงห์หัวเราะหึในลำคอ เมื่อภาพใบหน้าหวานจิ้มลิ้มของใบชาแล่นเข้ามาในหัว “มึงเชื่อไหมเจ็ท กูเพิ่งมาถึงเชียงรายได้ไม่กี่ชั่วโมง ก็เจอ ‘ของดี’ เข้าให้แล้วว่ะ” “เฮ้ย! ไวไฟเกินไปเปล่าวะมึง ใครวะ? สวยมากไหม” ปลายสายดูจะตื่นเต้นขึ้นมาทันที “สวย ปากดี และแสบกว่าที่กูเคยเจอมาทั้งหมด” สิงห์นึกถึงจังหวะที่ยัยตัวเล็กวิ่งหนีข้ามถนนไปขึ้นรถเพื่อนแล้วทิ้งเขาไว้คนเดียว “แม่มดน้อยที่นี่ใจเด็ดชะมัด กล้าทิ้งกูไว้ข้างทางเฉยเลย ขายหน้าชิบหาย” “ฮะ? คนอย่าง ‘สิงห์ เตชะวรกุล’ ทายาทธุรกิจหมื่นล้านเนี่ยนะโดนทิ้ง! ฮ่าๆๆ สะใจเว้ย คืนนี้กูนอนหลับฝันดีแล้ว” เจ็ทระเบิดหัวเราะลั่น “แล้วมึงจะทำยังไงต่อ จะปล่อยไป หรือจะตามไปกราบขอบคุณที่เขากล้าทิ้งมึงครับเพื่อน” สิงห์ไม่ตอบทว่าเขากลับบิดคันเร่งให้เครื่องยนต์คำรามสนั่นอีกครั้ง แววตาคู่คมภายใต้ชิลด์หมวกกันน็อกวาวโรจน์ด้วยความสนุกที่ไม่ได้สัมผัสมานาน “กูไม่ใช่พวกชอบปล่อยของดีให้หลุดมือมึงก็รู้ คืนนี้ปล่อยให้แม่สาวน้อยตัวแสบฝันหวานไปก่อน พรุ่งนี้กูจะเริ่มตามหาเอง ว่า ‘ต้นชา’ ต้นนี้ ปลูกอยู่ที่ไร่ไหนกันแน่!” -ไร่สิงขร- ท่ามกลางความเงียบสงัดของไร่ยามค่ำคืน ร่างบางของใบชานอนขดตัวมุดอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาภายในเรือนรับรองหลังเก่าที่ถูกดัดแปลงเป็นที่พักชั่วคราว ซึ่งชั่วคราวของน้าอิงอรนั้นกินเวลามานานถึง 4 ปีเต็ม นับตั้งแต่สิ้นเสียงคำสั่งเสียของพ่อ ใบชาถูกไล่ลงมาจากเรือนหลังใหญ่ บ้านที่ครั้งหนึ่งเคยอบอุ่นและสร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของพ่อกับแม่เธอ แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นพื้นที่ของ 'คนนอก' ที่คอยแต่จะกดขี่เธอ อย่างแม่เลี้ยงที่ชื่อ ‘อิงอร’ ทว่าในความมืด ดวงตาคู่สวยเหม่อมองเพดานไม้ ด้วยความรู้สึกว้าวุ่นใจ ในหัวของใบชามีเรื่องให้คิดจนพันกันยุ่งเหยิง ลึกๆ เธอเริ่มหวั่นใจว่าถ้าไม้เอาเรื่องที่เกิดขึ้นคืนนี้ไปฟ้องพ่อเลี้ยงเลิศ ชายหนุ่มคนนั้นอาจจะเดือดร้อนเพราะความบ้าบิ่นของเธอ ‘พี่สิงห์...ชื่อสิงห์จริงๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้’ เธอนึกถึงอ้อมกอดอุ่นและสายตาคู่นั้นแล้วก็ต้องรีบสลัดหน้าแรงๆ พยายามจะลบภาพความเร่าร้อนในห้องน้ำออกไปจากสมอง “ช่างมันเถอะใบชา เขาแค่คนแปลกหน้าที่ผ่านมาเดี๋ยวก็ผ่านไป พรุ่งนี้ตื่นมา ชีวิตเธอก็ต้องกลับไปสู้กับน้าอรและไข่มุกเหมือนเดิม” ใบชาพึมพำปลอบใจตัวเองพลางกระชับผ้าห่มแน่นขึ้นพยายามข่มตาหลับ ไม่นานคนตัวเล็กก็ผล็อยหลับไป -เวลา 05.45 เรือนไม้หลังเล็ก- “คุณหนู! คุณหนูชาคะ! ตื่นเร็วค่ะคุณหนู! ฟ้าจะถล่ม ดินจะทลายแล้วค่ะ” เสียงตะโกนใสๆ ที่มาพร้อมกับเสียงทุบประตูไม้ดังปังๆ ทำเอาใบชาที่กำลังสะลึมสะลืออยู่ในห้วงนิทราถึงกับสะดุ้งสุดตัว ร่างบางรีบเด้งตัวขึ้นจากที่นอนพลางขยี้ตา มองไปยังบานประตูที่สั่นสะเทือนตามแรงมือของคนข้างนอก “มาแล้วๆ ส้มป่อย! จะรีบไปไหนเนี่ย” ‘ส้มป่อย’ สาวเหนือร่างเล็กแต่แคล่วคล่องว่องไว ลูกสาวของป้าใจแม่บ้านเก่าแก่ที่อยู่กับไร่มาตั้งแต่รุ่นพ่อของเธอ ส้มป่อยยืนหอบแฮก ใบหน้าดูตื่นตระหนกแต่ดวงตายังฉายแววสู้คน เธอคือคนเดียวในไร่ที่ไม่เคยเกรงกลัวอำนาจมืดของอิงอรและไข่มุก หญิงสาวเป็นเหมือนบอดี้การ์ดส่วนตัวที่คอยเป็นหูเป็นตาให้ใบชามาตลอด “มีอะไรส้มป่อย ตื่นเช้าขนาดนี้น้าอรสั่งอะไรมาอีก” “ไม่ใช่แค่สั่งนะคะคุณหนู แต่คุณนายเรียกหาให้วุ่นไปหมดแล้วค่ะ เห็นว่าเครื่องคั่วชาในโรงงานพังส่งเสียงดังสนั่นไปทั้งไร่ นายช่างในไร่กี่คนมาดูก็ส่ายหน้าหนีหมด คุณนายเลยโมโหฟัดเหวี่ยง บอกว่าถ้าคุณหนูไม่รีบไปจัดการ จะหักเงินเดือนคนงานทั้งไร่ค่ะ” “เครื่องคั่วชาพัง? นั่นมันเครื่องเก่าของพ่อ ฉันเพิ่งให้ช่างมาตรวจเช็กไปเมื่อเดือนก่อนเองนะ” ใบชาขมวดคิ้วมุ่น “นั่นแหละค่ะคุณหนู รีบไปเถอะค่ะ ก่อนที่คุณนายจะอาละวาดจนไร่แตกไปมากกว่านี้” ส้มป่อยไม่พูดเปล่าพลางดึงแขนใบชาให้รีบไปจัดการภารกิจตรงหน้า ใบชาถอนหายใจยาว ความว้าวุ่นใจเรื่อง ‘พี่สิงห์’ เมื่อคืนถูกแทนที่ด้วยปัญหาปากท้องของคนงานในไร่ทันที ใบชาวิ่งตามส้มป่อยมาจนถึงหน้าโรงคั่วชา เสียงเครื่องจักรที่ติดๆ ดับๆ ดังโครมครามจนคนงานพากันยืนออกันอยู่ด้านหน้า แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าเสียงเครื่องจักร คือหญิงวัยกลางคนในชุดผ้าไหมสีสดที่ยืนเท้าสะเอวรออยู่ด้วยสีหน้าบูดบึ้ง “อ้าว มาแล้วเหรอแม่ตัวดี!” น้ำเสียงแหลมสูงของอิงอรดังแหวขึ้นมาทันทีที่เห็นหน้าลูกเลี้ยง เธอตวัดสายตามองใบชาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยาม “ได้ข่าวว่าเมื่อคืนไประเริงในเมืองให้ท่าผู้ชายในผับจนคนเขาเอามาพูดกันให้แซด งานการในไร่ไม่คิดจะทำแล้วใช่ไหม ถึงได้เที่ยวเตร่ไปหาผัวประชดฉันแบบนั้น!” “น้าอร! ชาแค่ไปเที่ยวกับเพื่อน และชาก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหายอย่างที่น้ากล่าวหาด้วย!” ใบชาพยายามระงับอารมณ์ไม่ให้ระเบิดออกมามากกว่านี้ต่อหน้าคนงาน เธอรู้อยู่แล้วว่าเรื่องเมื่อคืนต้องถึงหูอิงอรเข้า และจะเป็นใครไปไม่ได้ที่คาบข่าวมาบอกได้เร็วขนาดนี้ นอกเสียจาก ‘ไข่มุก’ ลูกสาวคนโปรดของแม่เลี้ยงที่จ้องจะเหยียบย่ำเธอให้จมดินอยู่ทุกวินาที “แล้วอีกอย่าง เครื่องจักรพังมันเป็นอุบัติเหตุ น้าอรไม่มีสิทธิ์ไปลงโทษหรือหักเงินคนงานเพียงเพราะเรื่องนี้” “อวดดี! กะอีแค่เครื่องจักรเก่าๆ พัง แกยังไม่มีปัญญาซ่อม แล้วยังมีหน้ามาสั่งฉันเหรอ” อิงอรขยับเข้าไปใกล้พลางแสยะยิ้มที่มองดูแล้วน่ารังเกียจเป็นที่สุดในสายตาคนงานแถวนั้น “ฉันให้เวลาแกถึงบ่ายสอง ถ้าเครื่องนี้ยังไม่เดินเครื่องทำงาน ฉันจะหักเงินคนงานทุกคนที่นี่คนละห้าสิบบาท ถือว่าเป็นค่าเสียเวลาที่ทำให้งานล่าช้าและไร้ประสิทธิภาพ” “คุณนายคะ! มันไม่ยุติธรรมนะคะ!” ส้มป่อยที่ยืนอยู่ข้างๆ ทนฟังความใจดำไม่ไหวจนต้องโพล่งออกมาเพื่อปกป้องคุณหนูของเธอ “หุบปากไปเลยอีนังส้มป่อย! แกก็อีกคน ถ้ายังเสนอหน้าปกป้องมัน ฉันจะไล่แกออกเป็นคนแรก!” อิงอรตวาดแว้ดจนส้มป่อยหน้าสั่น ใบชากำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาเธอต้องทนรองรับอารมณ์และคำพูดร้ายกาจแบบนี้เสมอ และครั้งนี้อิงอรจงใจใช้ปากท้องของคนงานมาบีบเธอให้จนมุม “ได้ค่ะ ถ้าบ่ายสองชาซ่อมไม่ได้ ชาจะรับผิดเอง แต่น้าห้ามไปยุ่งกับเงินเดือนคนงานเด็ดขาด” ใบชาตอบรับด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวอย่างสู้ไม่ถอย ทั้งที่ในใจกลับมืดแปดด้าน เครื่องจักรเก่าแก่อายุหลายสิบปีที่มีกลไกซับซ้อนแบบนี้ แม้แต่ช่างประจำไร่ที่เก๋าประสบการณ์ยังได้แต่ส่ายหน้าหนี แล้วผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะไปหา ‘ปาฏิหาริย์’ มาจากไหนในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD