ใบชารีบจ้ำอ้าวออกจากโรงคั่วราวกับหนีไฟ แต่ความร้อนที่พุ่งพล่านอยู่บนแก้มกลับไม่ยอมลดลงง่ายๆ คนตัวเล็กพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หวังจะสลัดสายตาเจ้าเล่ห์ของพี่สิงห์จอมกวนออกไปจากหัว ทว่าฝีเท้ากลับต้องชะงักกึกเมื่อเสียงตะโกนของส้มป่อยดังไล่หลังมา
“คุณหนู! คุณหนูคะ อย่าเพิ่งไปค่ะ”
ใบชาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหันกลับไปมองส้มป่อยที่วิ่งกระหืดกระหอบตามออกมา
“มีอะไรส้มป่อย เครื่องก็ติดแล้วนี่”
“คือ...ลุงมั่นให้มาถามค่ะว่าคืนนี้จะให้นายช่างพักที่ไหนคะคุณหนู” ส้มป่อยถามพลางปาดเหงื่อ “ลุงมั่นบอกว่ารถนายช่างพังอยู่ อะไหล่ก็ต้องรอพรุ่งนี้ถึงจะเข้าไปเอาในเมืองได้ แถมแกยังช่วยซ่อมเครื่องคั่วให้เราจนเสร็จทันเวลา ลุงมั่นเลยอยากให้คุณหนูช่วยหาที่พักให้นายช่างสักคืน ถือเป็นน้ำใจน่ะค่ะ”
“หะ...พักที่นี่เหรอ!”
“ก็ใช่สิคะคุณหนู หรือจะปล่อยให้นายช่างนอนเฝ้าเครื่องคั่วอยู่ในโรงงานนี่คะ น่าสงสารออก เขาช่วยเราไว้ตั้งเยอะนะคะ”
ใบชาเม้มปากแน่น ในใจตีกันวุ่นวาย ถ้าให้นอนที่พักคนงาน น้าอรเห็นเข้าต้องเป็นเรื่องแน่ หรือถ้าจะให้ไปนอนในเมือง รถเขาก็ดันมาเสียประจวบเหมาะอะไรขนาดนั้น
ในขณะที่ใบชากำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ทว่าร่างสูงใหญ่ที่เพิ่งล้างคราบจาระบีออกจากใบหน้าจนดู "หล่อวัวตายควายล้ม" ยิ่งกว่าเดิม เดินออกมาจากโรงคั่วพร้อมกับลุงมั่น ชายหนุ่มพาดแจ็คเก็ตไว้บนบ่าพลางเลิกคิ้วมองคนตัวเล็กที่กำลังยืนทำหน้ายุ่ง
“ว่าไงครับคุณหนู จะปล่อยให้ช่างผู้มีพระคุณคนนี้เข็นรถตากน้ำค้างออกไปจากไร่จริงๆ เหรอ?” น้ำเสียงหยอกเย้านั้นทำเอาใบชาอยากจะบ้าตายรายวัน ทว่าสายตาเว้าวอนของลุงมั่นและส้มป่อยที่มองมาทางเธอเป็นตาเดียว ทำให้ใบชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรับผิดชอบชะตากรรมนี้
“งั้นไปพักที่ห้องพักคนงานก็แล้วกัน เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าชาค่อยไปบอกน้าอร”
ใบชาคิดว่านี้คือทางออกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับหัวใจตัวเอง ทว่ายังไม่ทันที่ส้มป่อยจะรับคำ เสียงของลุงมั่นก็แทรกขึ้นมาด้วยสีหน้าแหยๆ
“เอ่อ...คุณหนูครับ ห้องพักคนงานฝั่งโน้นหลังคาเพิ่งจะรื้อซ่อมไปเมื่อวาน แถมตอนนี้คนงานใหม่ก็พักกันจนเต็มเอี้ยดเลยครับ ถ้าจะให้นายช่างไปนอนเบียดกับไอ้พวกนั้น ผมเกรงว่าจะไม่สะดวก”
“ใช่ค่ะคุณหนู จะให้ไปนอนดมกลิ่นเท้าพวกไอ้จ่อยมันจะดีเหรอคะ” ส้มป่อยรีบเสริมทำเอาใบชาแทบอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ กับความสามัคคีของลูกน้องตัวเอง
ในขณะที่ใบชากำลังจนแต้ม สิงห์ก็ลอบยิ้มมุมปากพลางแสร้งตีหน้าเศร้าสร้อยประกอบฉาก ชายหนุ่มขยับก้าวเข้าไปใกล้คนตัวเล็กอีกนิดจนกลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอแตะจมูก
“ไม่เป็นไรหรอกส้มป่อย พี่มันคนก็แค่ช่างคนหนึ่ง นอนข้างถนนจนชินแล้ว ถึงแม้ปอดจะไม่ค่อยดี เจออากาศชื้นๆ ตอนกลางคืนแล้วจะไอจนนอนไม่หลับก็เถอะ แต่พี่ทนได้ คุณหนูจะได้ไม่ต้องลำบากใจ”
‘สำออย! หน้าตายชัดๆ คนเจ้าเล่ห์!’
ใบชาค้อนขวับใส่คนตัวโตในใจจนตัวโก่ง เธอจำได้แม่นว่าเมื่อคืนเขายังดูแข็งแรงราวกับเสือป่า ไม่มีวี่แววของคนปอดไม่ดีเลยสักนิด
“งั้น...ไปนอนที่เรือนรับรองหลังเล็กข้างเรือนชาแล้วกัน!” ใบชาโพล่งออกมาอย่างตัดรำคาญ “แต่มีข้อแม้ว่าห้ามออกมาเดินเพ่นพ่านเด็ดขาด ถ้าถูกน้าอรจับได้ ชาจะบอกว่าพี่แอบเข้ามาขโมยของแล้วแจ้งตำรวจจับทันที เข้าใจไหม!”
“รับทราบครับ...คุณหนู”
สิงห์ขานรับเสียงทุ้ม แววตาที่เคยหม่นเศร้าแบบปลอมๆ เมื่อครู่ กลับโชติช่วงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ทันทีที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปอยู่ในอาณาเขตส่วนตัวของยัยตัวเล็ก
-เรือนไม้หลังเล็ก-
บรรยากาศในไร่ชายามค่ำคืนเงียบสงัด อากาศเย็นพัดพาเสียงลมและเสียงแมลงแว่วมาเพียงเบาๆ ใบชานอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงไม้หลังเก่าด้วยความว้าวุ่นใจ ทว่าหัวใจเจ้ากรรมมันคอยแต่จะพุ่งตรงไปยังเรือนรับรองอีกหลังที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ที่ซึ่ง ‘พี่สิงห์’ จอมเจ้าเล่ห์พักอยู่
‘ทำไมต้องใจสั่นขนาดนี้ด้วยนะใบชา เขาก็แค่มาอาศัยนอนคืนเดียว พรุ่งนี้เขาก็ไปแล้ว’
เธอกระชับผ้าห่มขึ้นมาคุมกายพยายามข่มตาหลับ แต่ภาพสายตาคมตอนที่เขาบอกว่า ‘เพื่อชา พี่จะอดทน’ มันดันวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด
ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำเอาใบชาสะดุ้งจนแทบจะตกเตียง เธอรีบคว้าเสื้อคลุมมาสวมทับชุดนอนสายเดี่ยวอย่างลนลาน ก่อนจะเดินไปที่ประตูด้วยใจที่เต้นรัว
“ใครคะ! ส้มป่อยเหรอ?”
“พี่เอง...”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยทำเอาใบชาชะงักมือที่กำลังจะเปิดกลอน เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะยอมแง้มประตูออกเพียงน้อยนิด
ร่างสูงใหญ่ของสิงห์ยืนเด่นอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา หยดน้ำยังเกาะตามไรผมสีเข้มและแผ่นอกแกร่งที่โผล่พ้นคอเสื้อยืดสีขาวบางเฉียดออกมาอย่างจงใจ
“มีอะไรคะพี่สิงห์! ชาบอกแล้วไงว่าห้ามออกมาเพ่นพ่าน เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะทำยังไง”
“พอดีพี่สระผมแล้วหาผ้าเช็ดไม่เจอ เอ้ย ไม่ใช่ พี่จะมาขอยืม ‘ไดร์เป่าผม’ หน่อย” สิงห์พูดพลางทำท่าสูดจมูกแสร้งมีน้ำมูก “พอดีปอดพี่ไม่ค่อยดีอย่างที่บอก ถ้าปล่อยให้หัวเปียกนอน มีหวังพรุ่งนี้พี่คงไม่มีแรงเข็นเจ้าสัวออกจากไร่แน่ๆ”
“ไดร์เป่าผมเนี่ยนะ ผู้ชายอย่างพี่ ใช้ไดร์เป่าผมด้วยเหรอ?” ใบชาทวนคำอย่างไม่อยากจะเชื่อหู
“ทำไมล่ะ พี่ก็รักสุขภาพเป็นนะ หรือถ้าชาไม่อยากให้ยืม จะยอมเสียสละเข้าไปเช็ดผมให้พี่แทนก็ได้นะ พี่ไม่เกี่ยง” เขาถือวิสาสะพิงกรอบประตูพลางโน้มตัวลงมาหาคนตัวเล็กที่ยืนหน้าแดงแป๊ด ใบชารีบตัดบทก่อนที่คนเจ้าเล่ห์จะลุกลามไปมากกว่านี้
“หยุดเลยนะ! รอตรงนี้แหละ เดี๋ยวชาไปหยิบมาให้”
คนตัวเล็กรีบหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็วเพื่อหนีสายตาเจ้าเล่ห์คู่เดิม โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าคนที่ควรจะยืนรออยู่หน้าประตู กลับเดินตามเธอเข้ามาข้างในอย่างเงียบเชียบ
‘ไดร์เป่าผมก็แค่ข้ออ้าง เพราะความจริงเขาแค่ อยากเห็นหน้ายัยตัวเล็กก่อนนอนก็เท่านั้นเอง’
ใบชารีบกุลีกุจอรื้อหาไดร์เป่าผมในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง ทว่าหัวใจยังคงเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ เธอพยายามรวบรวมสมาธิเพื่อจะรีบส่งของให้แล้วไล่เขาออกไป เพราะกลัวว่าใครจะมาเห็นเข้า
ทว่าจู่ๆ เธอกลับสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านมาจากทางด้านหลัง พร้อมกับเสียงประตูที่ปิดลงเบาๆ จนได้ยินเสียงสลักกลอนถูกลั่นล็อก
แกร๊ก...
“พะ…พี่สิงห์! เข้ามาทำไมคะ!”
คนตัวเล็กรีบหันกลับมามองด้วยความตกใจ ทว่าสิงห์กลับไม่ได้ฟังคำทักท้วง เขาเดินเข้ามาหาคุณหนูแห่งไร่สิงขรด้วยท่วงท่าคุกคามแต่ก็น่าหลงใหลในคราวเดียวกัน
อึก!
ใบชาเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เมื่อหยดน้ำจากไรผมที่เปียกชื้นของเขาร่วงเผาะลงบนลำคอแกร่ง ลากผ่านมัดกล้ามอกที่รำไรอยู่ใต้เสื้อยืดสีขาวซึ่งเปียกน้ำจนเกือบโปร่งแสง
ในตอนแรกสิงห์แค่ตั้งใจจะมาแกล้งแหย่ให้เธอเขินเล่นๆ เพื่อจะได้เห็นหน้าให้หายคิดถึงก่อนนอน ทว่าพอได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวที่มีเพียงเขาและเธอ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแป้งเด็กผสมกับกลิ่นกายสาวที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ กลับทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่สุมไฟในอกให้ลุกโชน จนทำให้ความตั้งใจแรกถูกกลืนหายไป