"นี่น่ะเหรอนายช่างที่ลุงมั่นฝากมา? ดูสารรูปแล้วจะไหวเหรอ กะอีแค่ช่างข้างถนนเนี่ยนะจะซ่อมเครื่องจักรราคาเป็นล้านของฉันได้" อิงอรตวัดตามองอย่างจับผิดพลางจิกเสียงขึ้นจมูก
"สวัสดีครับ คุณนาย"
สิงห์กล่าวทักทายสั้นๆ ชายหนุ่มเลือกที่จะไม่ยกมือไหว้แต่เพียงก้มศีรษะให้เล็กน้อยพอเป็นพิธีตามมารยาทคนงาน ท่าทางที่ดูนิ่งขรึมและไม่ประจบประแจงนั้นยิ่งทำให้อิงอรขัดใจ
"ไปตามกันถึงเขาลูกไหนมายะถึงได้ชักช้าขนาดนี้! รีบไปซ่อมเครื่องคั่วโน่น ถ้าวันนี้เครื่องไม่เดิน พวกแกไม่ต้องเอาค่าแรง!"
อิงอรตวาดเสียงสูงพลางสะบัดหน้าอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเดินนวยนาดออกไปสั่งงานทางอื่นต่อ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกที่ชวนให้คนงานแถวนั้นพากันเบือนหน้าหนี
เมื่อพ้นร่างของแม่เลี้ยง ใบชาก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก เธอหันไปหาชายหนุ่มที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างๆ พร้อมส่งรอยยิ้มเจื่อนๆ แทนคำขอโทษ
"ขอโทษทีนะคะ น้าอรเขาเป็นคนใจร้อนแบบนี้แหละ”
“ไม่เป็นไร เพื่อชา พี่จะอดทน”
สิงห์ตอบสั้นๆ พลางยักคิ้วอย่างเจ้าเล่ห์ ประโยคสั้นๆ ที่แฝงไปด้วยความนัยลึกซึ้งทำเอาคนฟังถึงกับใบหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู เธอแสร้งทำเป็นมองสำรวจเครื่องจักรเป็นพัลวันเพื่อซ่อนอาการใจสั่นที่เริ่มจะคุมไม่อยู่
“เลิกพูดจาแปลกๆ ได้แล้วค่ะ รีบซ่อมเครื่องเถอะ บ่ายสองนี้ถ้าเครื่องไม่เดิน ชาตายแน่ๆ”
สิงห์ไม่ได้ตอบโต้อะไรอีก เขาก้าวเข้าไปหาเครื่องคั่วชาขนาดมหึมา ชายหนุ่มหยิบไขควงเก่าๆ ที่วางอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาเช็ดคราบจาระบีอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางของเขาดูนิ่งสงบและมั่นใจราวกับไม่ทุกข์ร้อนต่อคำถากถางหรือคำขู่ของอิงอรเมื่อครู่เลยสักนิด
สิงห์เริ่มลงมือตรวจสอบกลไกภายในอย่างละเอียด มือหนาหยิบจับประแจและไขควงด้วยความชำนาญ ทุกจังหวะการขยับตัวดูทะมัดทะแมงและเต็มไปด้วยเสน่ห์ของชายหนุ่มสายดาร์กที่ทำงานลุยๆ
ใบชายืนมองแผ่นหลังกว้างที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของสิงห์ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ทั้งที่เพิ่งเจอเขาไม่กี่ชั่วโมง แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกมั่นใจนักว่าผู้ชายคนนี้จะช่วยเธอได้จริงๆ
“ต้องแกะฝาครอบตรงนี้ออกก่อน ชา...ส่งประแจเบอร์สิบสองให้พี่หน่อย”
เสียงทุ้มสั่งงานอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ใบชารีบกุลีกุจอเข้าไปช่วยเป็นลูกมือ ท่ามกลางสายตาของคนงานและส้มป่อยที่ยืนลุ้นอยู่ห่างๆ
ภาพคุณหนูเจ้าของไร่ที่คอยส่งเครื่องมือให้ช่างหนุ่มนิรนาม กลายเป็นฉากที่ทำให้โรงคั่วชาที่เคยตึงเครียด เริ่มมีอุณหภูมิความฟินพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
“เมื่อกี้น้าของชาเหรอ”
สิงห์อดไม่ได้ที่จะถามออกมา เพราะท่าทางที่อีกฝ่ายปฏิบัติกับใบชา มันดูห่างไกลจากคำว่าญาติสนิทอยู่ไกลโข
ทว่ายังไม่ทันที่ใบชาจะได้อ้าปากตอบ ส้มป่อยก็รีบคลายความสงสัยให้สิงห์ทันทีด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
"ไม่ใช่น้า...แต่เป็นแม่เลี้ยงใจร้ายต่างหาก!"
"ส้มป่อย!"
ใบชารีบปรามเสียงดุ แต่ก็ไม่ได้ดูจริงจังนัก เธอหันมาทางสิงห์ที่ยืนเลิกคิ้วสูงอย่างรอฟัง "อย่าไปฟังส้มป่อยมากเลยค่ะ รีบดูเครื่องเถอะ ถ้ามันพังขึ้นมาจริงๆ ชานี่แหละที่จะโดนหนักกว่าใคร"
สิงห์ไม่ได้คาดคั้นอะไรนอกจากพยักหน้ารับ แววตาของเขาที่เคยมองใบชาด้วยความนึกสนุกเปลี่ยนเป็นความรู้สึก 'สะดุดใจ' บางอย่าง ชายหนุ่มโน้มตัวลงเปิดฝาครอบเครื่องจักรพลางพึมพัมในใจ...‘แม่เลี้ยงใจร้ายงั้นเหรอ? มิน่าล่ะ ถึงได้จิกหัวใช้เธอเหมือนลูกจ้างแบบนี้’
เวลาผ่านไปเกือบยี่สิบนาที สิงห์ไล่สำรวจไปตามข้อต่อเฟืองที่ติดขัดอย่างใจเย็น เขาหลับตาลงนิ่งๆ เพื่อฟังเสียงการทำงานของสายพานที่ยังคงพยายามจะหมุนแต่ถูกบางอย่างขัดไว้
ทักษะเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาเพิ่งมาฝึกเอาดาบหน้า แต่มันคือสิ่งที่อยู่ในสายเลือด ก่อนที่เขาจะถูกกดดันให้ไปคว้าปริญญาโทด้านบริหารที่อังกฤษเพื่อสืบทอดธุรกิจของครอบครัว
สิงห์คืออดีตนักศึกษา ‘วิศวกรรมเครื่องกล เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง’ จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เขาหลงรักในฟันเฟืองและกลไกมาตั้งแต่เด็ก ถึงขั้นเคยรื้อเครื่องยนต์รถสปอร์ตราคาแพงของคุณพ่อออกมาประกอบใหม่เพียงเพราะอยากรู้ว่ามันทำงานยังไง
สิงห์ออกแรงขันน็อตตัวหนึ่งอย่างแม่นยำ พร้อมกับใช้นิ้วเขี่ยเศษโลหะเล็กๆ ที่เข้าไปขัดในร่องเฟืองออกมา "แค่นี้ก็เรียบร้อย"
ฉึ่บ ครืนนนนนนน
เขาเอื้อมมือไปกดสวิตช์เครื่องคั่ว เพียงไม่กี่วินาที เสียงกระตุกกระตักที่เคยทำเอาใบชาใจเสียก็หายไป กลายเป็นเสียงหมุนที่นุ่มนวลและสม่ำเสมอ ยิ่งกว่าตอนที่ช่างประจำของไร่เคยมาทำให้เสียอีก
"เฮ้ย! ติดแล้วจริงๆ ด้วย" ส้มป่อยที่ยืนลุ้นอยู่ถึงกับกระโดดตัวลอย "นายช่างเก่งกว่าลุงศักดิ์ที่มาคราวที่แล้วอีกนะเนี่ย ลุงศักดิ์ซ่อมทีไรควันโขมงทุกที"
"พี่สิงห์ทำได้ยังไง ซ่อมไวกว่าที่ชาคิดไว้เยอะเลย" ใบชามองภาพเครื่องจักรที่เดินนิ่งสนิทสลับกับใบหน้าของสิงห์ด้วยความทึ่ง
"ก็แค่ฟลุกน่ะ เครื่องมันแค่มีเศษหินเข้าไปขัดนิดหน่อย ถ้าดูแลความสะอาดบ่อยๆ ก็คงไม่พังง่ายแบบนี้หรอก"
สิงห์ตอบพลางใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดคราบจาระบีที่เปื้อนปลายนิ้ว เขาไม่ได้พูดออกไปว่า ความรู้ระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งของเขาซ่อมเครื่องจักรแค่นี้มันง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเสียอีก
"ชิ! ว่าชาดูแลไม่ดีเหรอ" ใบชาทำหน้ายุ่งใส่ แต่ในใจกลับรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
สิงห์ลอบยิ้มมุมปาก เขาหันไปเก็บเครื่องมืออย่างคล่องแคล่ว ทว่าความคิดของเขากลับวนเวียนอยู่กับยัยตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ
แผ่นหลังกว้างใต้เสื้อยืดสีดำที่มีเหงื่อซึมจางๆ มันยิ่งกลับทำให้เขาดูเซ็กซี่เกินกว่าจะเป็นเพียงคนงาน ใบชาจ้องมองใบหน้าคมเข้มที่ซ่อนอยู่ภายใต้ไรผมที่มีความชื้นของเหงื่อ
“จ้องขนาดนั้น เดี๋ยวพี่ก็ละลายหรอก”
น้ำเสียงหยอกเย้าที่ดังขึ้นท่ามกลางเสียงเครื่องจักรที่กลับมาทำงานปกติ ทำเอาใบชาสะดุ้งตัวโหย่งเหมือนคนถูกจับผิดได้ เธอรีบเบือนหน้าหนีอย่างเลิ่กลั่กพลางแสร้งทำเป็นจัดนั่นจัดนี่แก้เขิน
“คะ...ใครจ้อง! ชาก็แค่ดูว่าพี่ซ่อมเสร็จหรือยังต่างหาก”
“เหรอออ”
สิงห์ลากเสียงยาว เขาหันมาเผชิญหน้ากับคนตัวเล็กพลางดึงผ้าบัฟลงให้เห็นรอยยิ้มชัดๆ ใบหน้าคมเข้มที่ชื้นไปด้วยเหงื่อปนคราบจาระบีจางๆ ยิ่งส่งให้เขามีเสน่ห์ดึงดูดในสายตาของใบชา
"เสร็จแล้วก็รีบไปล้างหน้าล้างตาค่ะ เห็นหน้าหล่อๆ มอมแมมแบบนี้แล้วมันขัดลูกตา"
คนตัวเล็กสั่งทิ้งท้ายก่อนจะหมุนตัวเดินปิดหน้าออกไปด้วยความเขินอาย แทบไม่กล้าหันหลังกลับมามอง