เกวลินได้แต่ยืนกะพริบตาปริบ ๆ อยู่หน้าอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง
ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านอาหารชื่อดังที่ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จัก
สรุปว่าคนที่ขิงว่าตัวเองรวยนักรวยหนา พาเธอมากิน ‘ข้าวมันไก่’ เนี่ยนะ!? คือก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าเป็นของชอบอะ...แต่มันออกจะเหนือความคาดหมายไปหน่อยไหม?
“มัวยืนทำอะไรอยู่? ทำไมไม่รีบเข้ามาละเกล ร้านนี้คนเยอะมากนะ เดี๋ยวก็ไม่มีที่นั่งหรอก”
“ค่ะ!”
ถึงจะยังงง ๆ อยู่ก็จริง แต่เกวลินก็ไม่รอช้าเลยที่จะวิ่งตามร่างสูงไป หลังจากแวะสั่งอาหารกับอาแปะหน้าร้าน และเข้ามานั่งรอด้านใน
ท่านประธานที่ไม่รู้ว่าสลัดสูททิ้งไปตั้งแต่ตอนไหน ก็ทำท่าจะหยิบเหยือกน้ำชาที่วางอยู่ใกล้ ๆ มาเทให้ จนหญิงสาวแย่งมาทำเองแทบไม่ทัน
ดนุพลที่ตอนนี้กลายเป็นคนไม่มีอะไรทำ จึงทำเพียงนั่งเท้าคางมองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามซึ่งหันไปจัดแจงสิ่งต่าง ๆ บนโต๊ะพร้อมรอยยิ้มแทน
“เกลยังชอบกินข้าวมันไก่อยู่ไหม?” เขาหลุดปากถามอย่างลืมตัว เมื่อเผลอนึกถึงเรื่องของพวกเราตอนเด็ก ๆ
ดนุพลจำได้ว่ามีหลายครั้งที่น้องเกลงอแงเพราะอยากวิ่งเล่นจนไม่ยอมกลับบ้านไปทานมื้อเย็น แต่ถ้าวันไหนแม่น้องเกลบอกว่ามีสิ่งนี้เป็นข้าวเย็น เจ้าตัวเล็กจะวิ่งฉิวกลับบ้านอย่างว่องไว
ทางด้านเกวลินที่จัดแจงเรื่องเครื่องดื่มเสร็จพอดี เมื่อเห็นพี่พนักงานในร้านเอาอาหารมาเสิร์ฟ ก็หันไปส่งยิ้มให้ มือเรียวรับจานมาจัดแจงวางให้เจ้านาย ก่อนจะตอบคำถามนั้นกลับไปอย่างเป็นธรรมชาติ
“ชอบค่ะ ข้าวมันไก่เนี่ยของโปรดเกลเลย อ๊ะ! แต่เกลไม่เคยมากินที่ร้านนี้หรอกนะคะ เกลได้ข่าวมาว่ามันหมดเร็วมาก แถมยังปิดเร็วอีกต่างหาก บ้านเกลก็คนละทางกับตรงนี้ เลยยังไม่มีโอกาสได้มาลองสักทีน่ะค่ะ” พูดไปก็หันไปหยิบช้อนส้อมมาเช็ด และส่งให้คู่สนทนาไปพลาง เธอจึงไม่ได้เอะใจเลยว่าเขารู้เรื่องนี้ได้ยังไง ในเมื่อนี่เป็นครั้งแรกที่เราทานอาหารด้วยกัน
คนอายุมากกว่าที่ได้รับช้อนส้อมที่อีกฝ่ายส่งมาให้ก็ได้แต่อมยิ้ม
กับนิสัยช่างเอาอกเอาใจของคนน่ารัก ดูเหมือนตอนนี้น้องเกลจะโฟกัสไปที่จานข้าวร้อน ๆ ตรงหน้า จนลืมไปแล้วว่าคุยอยู่กับเขาละนะ ซึ่งก็ดีแล้วล่ะเพราะเขาก็ชอบที่เธอทำตัวสบาย ๆ แบบนี้
“ถึงว่าล่ะ ไม่เคยเจอกันเลย”
“ปกติคุณนุมาที่นี่บ่อยเหรอคะ?” หญิงสาวอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะหันไปถามคำถามนั้นคู่สนทนาของตัวเอง เพราะหากดูจากภาพลักษณ์แล้ว
คุณนุดูไม่น่าจะชอบทานอาหารแบบนี้เท่าไหร่
ปกติเวลาสั่งอาหารมากินที่ห้อง ก็เห็นสั่งแต่อาหารคลีนทั้งนั้นไม่ใช่หรือไง แล้วไอ้ข้าวมันไก่ที่จานนึงก็แคลลอรี่ปาไปหกร้อยกว่านี่ มันจะไปใช้ไทป์เขาได้ยังไงกัน?
“ก็ไม่เชิงละนะ” ดนุพลตอบกลับไปเพียงเท่านั้น ก่อนจะเริ่มกิน
ข้าวมันไก่ไม่เอาหนังของตัวเองไปพลาง
ที่จริงเขาไม่ได้มาที่นี่บ่อย เพราะมีหลายร้านที่เขามักจะสลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ส่วนสาเหตุที่เขาไปทัวร์ร้านพวกนี้เป็นประจำ มันก็ไม่ใช่ว่าเขาเป็นข้าวมันไก่เลิฟเวอร์หรืออะไร ทั้งอาหารพวกนี้มันก็ไม่ค่อยเหมาะกับชายวัยกลางคนที่เสี่ยงโรคเก๊าต์อย่างเขาเท่าไหร่นัก
เหตุผลเดียวที่เขาวนเวียนเข้าออกอยู่ตามร้านพวกนี้ เพราะคิดว่าอาจจะโลกกลมบังเอิญเจอ ‘คนแถวนี้’ บ้างก็เท่านั้น แต่ใครจะไปคิดล่ะ
ว่าพอถึงเวลา โลกจะเหวี่ยงเธอให้กลับมายืนอยู่ตรงหน้าเขาเองแบบนี้
เกวลินที่เริ่มชินแล้วกับวิธีการพูดที่ดูมีลับลมคมในของเจ้านายตัวเองแล้ว เลือกที่จะปล่อยผ่านคำพูดเหล่านั้นของอีกฝ่ายไป ก่อนจะหันมามีความสุขกับอาหารจานโปรดตรงหน้า และปล่อยให้บรรยากาศระหว่างเราทั้งคู่ลื่นไหลไปอย่างเป็นธรรมชาติ
ดนุพลที่กินเสร็จก่อน นั่งมองคนที่เคี้ยวอาหารจนแก้มตุ้ยอย่างมีความสุข ก่อนจะลุกไปสั่งอาแปะให้เอาของโปรดคุณเลขามาเพิ่มให้อีกจาน
ซึ่งทันทีที่สิ่งนั้นมาถึงโต๊ะอาหาร คนตรงหน้าก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
“ชอบก็กินเยอะ ๆ เกลจะได้มีแรงทำงานให้ผมไง”
แม้จะแอบเขินอยู่นิด ๆ ที่กินเยอะกว่าผู้ชายตรงหน้า แต่ในเมื่อสั่งมาให้แล้ว จะตั้งทิ้งไว้แบบนี้ก็น่าเสียดายละนะ เกวลินจึงหันไปแย้มยิ้มรับน้ำใจของเจ้านายอย่างชื่นมื่น
ชายหนุ่มที่สบโอกาสระหว่างที่คนตรงหน้ากำลังกินเพลิน ๆ จึงเริ่มเปิดประเด็นชวนคุย เพราะหวังจะทำความรู้จักกับเธอให้มากกว่านี้
“ที่เกลบอกว่าไม่เคยมาที่นี่เพราะบ้านไม่ได้อยู่แถวนี้ บ้านเกลอยู่นอกเมืองเหรอ?” แม้จะเห็นผ่าน ๆ ในใบประวัติแล้ว ว่าที่อยู่ของเกวลินอยู่แถบชานเมือง แต่เพื่อความแนบเนียน ดนุพลจึงเริ่มพูดจากเรื่องที่อีกฝ่ายเป็นคนเล่าออกมา
เอาจริง ๆ น้องเกลของเขามาทำงานเช้ามากทุกวัน จนเขายังสงสัยเลยว่าถ้าบ้านไกลขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าเธอต้องตื่นตีสี่ตีห้าเพื่อมาทำงานให้เขาหรอกใช่ไหมนะ? หรือเขาควรจะเพิ่มสวัสดิการที่พักให้กับพนักงาน? ไม่สิ บอกให้เธอมาพักที่บ้านเขาเลยดีกว่า แบบนั้นก็น่าจะเป็นความคิดที่ดีอยู่เหมือนกัน
“บ้านจริง ๆ เกลอยู่แถวชานเมืองน่ะค่ะคุณนุ แต่หลังจากได้งานที่นี่ เกลก็ย้ายมาอยู่หอพักใกล้ ๆ บริษัทแทน จากหอเกลมาบริษัทใช้เวลาแค่
แปปเดียวเอง เพราะงั้นถ้าวันไหนคุณนุมีงานเช้า เกลมาทันแน่นอนค่ะ!”
“นี่เกลอยู่หอคนเดียวเหรอ? แบบนี้จะไม่อันตรายใช่ไหม?”
คนแก่ขี้กังวลออกอาการเป็นห่วงขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินว่าเด็กคนนี้ย้ายออกมาอยู่ตามลำพัง น้องเกลของเขาตัวแค่นี้ ออกมาอยู่คนเดียวจะไม่เป็นไรจริง ๆ เหรอนั่น? แต่พอเห็นว่าสายตาของอีกฝ่ายมองมาคล้ายกับว่ามันแปลกตรงไหน ดนุพลก็จำต้องเก็บอาการ
“ไม่อันตรายหรอกค่ะคุณนุ ใคร ๆ เขาก็อยู่หอกันทั้งนั้น เกลก็ไม่เห็นใครจะเป็นอะไรนี่นา”
พอถูกพูดมาแบบนี้ แล้วคนที่เป็นแค่หัวหน้าเธอที่ทำงานจะไปพูดอะไรได้วะ จะถามเรื่องนี้ต่อก็กลัวจะซอกแซ่กเกินไปจนเธออึดอัด สุดท้าย
ดนุพลก็ได้แต่เฉไฉเปลี่ยนเรื่องไป
เอาไว้เขาจะหาโอกาสไปส่องดู ว่าหอน้องเกลปลอดภัยจริงอย่างที่เจ้าตัวว่าไหม เพราะถ้าไม่ เขาจะไปแก้ระเบียบบริษัทเพิ่มสวัสดิการให้เลขาประธานจริง ๆ ด้วย!