“เรื่องขนมตัวใหม่ของบริษัทกูที่แพลนว่าวางขายเดือนหน้า ถ้ากูให้คนส่งสินค้าไปที่คลังของห้างมึงก่อนกำหนดวางขายสักสัปดาห์นี่ถือว่าน้อยไปไหมวะ? มึงจะส่งของไปให้ห้างสาขาทันรึเปล่า?”
“...”
ภาคินที่กำลังคุยงานกับเพื่อนไปพร้อมกับดูแผนการผลิตสินค้า
ตัวใหม่ของบริษัทอดไม่ได้ที่จะคิ้วขมวด เมื่อคำถามของตนไม่ได้รับการตอบกลับ ครั้นเมื่อเงยหน้ามา แล้วพบว่าดนุพลไม่ได้ตั้งใจฟังสิ่งที่เขากำลังถาม แถมยังเอาแต่เหม่อมองออกไปนอกห้องทำงานอยู่นั่น มันทำให้คนที่กำลังซีเรียสเรื่องงานอดที่จะเสียงดังไม่ได้
“ไอ้นุ!”
คนถูกเรียกถึงกับสะดุ้งโหย่งขึ้นมาด้วยความตกใจ ก่อนจะหันมามุ่ยหน้าใส่เพื่อนอย่างเสียไม่ได้ คนเขากำลังหงุดหงิด เพราะเลขาของคนแถวนี้เอาแต่ชวนน้องเกลคุยอยู่ได้ ไม่รู้ว่าจะมาวอแวอะไรกับคนของเขานักหนา!
“ฮะ? อะไร! มึงจะตะโกนใส่กูทำไมเนี่ย!?”
“กูถามว่า ถ้าส่งสินค้าไปให้ก่อนวางขายประมาณสัปดาห์หนึ่ง มึงจะส่งของไปให้ห้างสาขาทันรึเปล่า? ก็ถ้าเมื่อกี้มึงตอบคำถามกูตั้งแต่แรก
กูก็คงไม่ต้องมานั่งแหกปากใส่มึงอย่างนี้หรอก”
ดนุพลที่เถียงไม่ออกได้แต่ถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะเขาเองก็พอรู้ตัวว่าช่วงนี้ไม่ค่อยมีสมาธิกับเรื่องงานเท่าไหร่ ตาคมละออกจากคนที่รออยู่ด้านนอก และหันมาหาเพื่อนอีกครั้งเพื่อเจรจาเรื่องงานต่ออย่างตั้งใจ
“หนึ่งอาทิตย์น่ะทันแน่ แต่ถ้าฉุกเฉินจริง ๆ สามวันก่อนขายก็ได้” เพราะรู้ว่าการจะลอนซ์สินค้าตัวใหม่แต่ละทีมันวุ่นวายแค่ไหน ในฐานะที่เป็นบริษัทของเพื่อนซึ่งสนิทกันมานาน ดนุพลจึงช่วยหยวนให้อย่างถึงที่สุด
“ขอบใจว่ะเพื่อน ...แล้วนี่มึงต้องไปไหนต่อรึเปล่า? ไหน ๆ ก็เที่ยงพอดีด้วย มึงไปหาอะไรกินกับกูไหม?”
“กูขอรับไว้แค่น้ำใจละกันว่ะไอ้คิน พอดีมีธุระต้องไปจัดการต่อนิดหน่อยน่ะ”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ค่อยนักกันใหม่วันหลังก็ได้” แม้จะเสียดาย
แต่ภาคินก็เข้าใจว่าพวกเราในฐานะนักธุรกิจมักจะมีธุระมากมายที่ต้องไปทำ
ตาคมมองตามสายตาของเพื่อนด้วยความสงสัย ก่อนจะไปสะดุดเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังคุยโทรศัพท์ จะว่าไปเธอคนนี้มาด้วยกันกับไอ้นุนี่นะ ถ้าอย่างนั้นก็คงจะ...
“ได้เลขาใหม่แล้วเหรอ? คนนี้จะอยู่นานไหม? ถ้านาน...กูจะได้ให้คนแลกคอนแทกเอาไว้เวลาติดต่องานกับมึง”
ดนุพลอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าในความคิดของไอ้พวกนี้ มันเห็นเขาเป็นคนยังไง แต่ละคนถึงได้ดูมั่นใจว่าจะไม่มีเลขาคนไหนอยู่กับเขาได้นาน คือก็ไม่เถียงหรอกนะ ว่าที่ผ่านมามันเป็นอย่างที่ว่า แต่กับคนนี้น่ะ...
“ก็ตลอดชีวิตกูนั่นแหละ ...มึงคิดว่านานไหมละ?” ชายหนุ่มทำเป็นมองเมินสายตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนสนิท เพราะตอนนี้เขายังไม่มีความคืบหน้าอะไรเลยสักนิด คงไม่มีอะไรไปเล่าให้มันฟัง “เรื่องติดต่องาน มึงก็ติดต่อไปที่เจ้าเอกเหมือนเดิมนั่นล่ะ คอนทงคอนแทคอะไร ไม่ต้องแลกไว้หรอก ...โดยเฉพาะถ้าคนแลกคือไอ้หน้าประจวดที่นั่งอยู่ข้างนอกนั่นน่ะ”
ภาคินถึงกับวางงานในมือลงเพื่อผิวปากแซวเพื่อนโดยเฉพาะ เพราะพ่อคนที่ไม่เคยคิดจริงจังกับใครออกลายหวงคุณเลขาคนใหม่เสียขนาดนั้น
“แหม คุณเพื่อน กูว่ารอบหน้ามึงมีเรื่องต้องเล่าให้พวกกูฟังอีกยาวเลยว่ะ” เขาแกล้งยักคิ้วหลิ่วตาพลางทำท่ายกแก้วแบบที่ทุกคนเป็นอันรู้กัน
ดนุพลที่เห็นดังนั้นก็ไม่รอช้าที่จะตบมุขเพื่อนรักอย่างว่องไว
“ขี้เสือกนะเราอ่ะ”
“เอ้า! ไม่งั้นจะคบกับมึงได้ไงละ จริงไหม?”
หลังจากที่หยอกล้อกันพอหอมปากหอมคอ เพียงไม่นานดนุพลก็ปลีกตัวออกมา ตาคมเหลือบมองเลขาหน้าตี๋ของเพื่อนสนิทอย่างไม่เป็นมิตร เมื่อเห็นว่าสายตากะลิ้มกะเหลี่ยของอีกฝ่ายจ้องมองไปที่คุณเลขา ก่อนจะเดินเข้าไปขวางหน้าเพื่อบดบังเธอจากสายตาสกปรกนั่น
เกวลินที่กำลังก้มหน้าก้มตาจดตารางงานที่เปลี่ยนใหม่ลงไอแพด เมื่อเห็นว่าเจ้านายยืนถมึงทึงอยู่ตรงหน้า ก็รีบผุดลุกขึ้นทันควัน
“ขะ ขอโทษค่ะ พอดีเกลไม่เห็นว่าคุณนุออกมาแล้ว ก็เลย...”
“เรื่องนั้นช่างมัน แต่ตอนนี้พวกเราไปกันได้แล้ว” พูดจบ ดนุพลก็ไม่รอช้าเลยที่จะเดินนำออกไปทั้งแบบนั้น แต่ก็ไม่วายหันไปทิ้งสายตาใส่ไอ้หน้าจืดคนนั้นอีกที
กระทั่งมาถึงรถ ร่างสูงก็ก้าวขึ้นไปนั่งที่ในตำแหน่งคนขับ ก่อนจะรอให้เกวลินที่กำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามมาขึ้นรถด้วยกัน
“เกลขอโทษนะคะคุณนุ” หลังจากที่รถหรูแล่นออกมาจากลานจอดได้สักพัก เกวลินที่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เริ่มผ่อนคลายลงจากเมื่อครู่
จึงตัดสินใจพูดขึ้นมา
ทางด้านคนที่เริ่มอารมณ์เย็นลงถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก เมื่ออยู่ดี ๆ คนน่ารักที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็พูดแบบนั้นขึ้นมา ก่อนจะเหลือบมองใบหน้าเธอด้วยความคับข้องใจ
“เกลขอโทษผมทำไม?”
“ก็เรื่องที่เกลขับรถไม่เป็นไงคะ... ทั้งที่คุณนุเป็นเจ้านายแท้ ๆ
แต่กลับต้องมาขับรถให้เกลนั่งแบบนี้น่ะ” หญิงสาวพูดขึ้นมาด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะนั่งตัวลีบด้วยความเกรงอกเกรงใจ
ด้วยความที่คุณนุเป็นคนเข้าถึงง่ายและมีคนรู้จักมากมาย เขาจึงมักจะต้องเป็นคนออกมาพบปะลูกค้าอยู่บ่อย ๆ ตรงข้ามกับคุณดลที่ขึ้นชื่อเรื่องความละเอียดรอบคอบเลยรับผิดชอบเรื่องงานเอกสารเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่เธอที่เป็นเลขาของคุณนุซึ่งต้องออกมาข้างนอกด้วยกันแทบทุกวันกลับขับรถไม่ได้เพราะมีความหลังฝังใจ ซึ่งมันทำให้เกวลินรู้สึกลำบากใจเป็นอย่างมาก
ทว่าดนุพลที่รู้เรื่องอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นกับอีกฝ่ายดี กลับไม่ได้รู้สึกว่าการที่เขาต้องเป็นคนขับรถให้เธอซึ่งเป็นลูกน้องนั่ง มันเป็นปัญหาตรงไหนเสียด้วยซ้ำ แล้วดูท่าทางก้มหน้าคางชิดอกนั่นสิ นี่น้องเกลของเขาจะน่ารักไปไหน!
“เรื่องนั้นผมไม่ถือ อีกอย่าง ปกติผมก็เป็นคนชอบขับรถอยู่แล้วด้วย เพราะงั้นเกลไม่ต้องคิดมากอะไรหรอก เข้าใจไหม?”
“แต่ว่า...”
“เชื่อผมสิเกล ไม่ต้องใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนั้นก็ได้ ผมบอกเกลแล้วไง ว่าเวลาอยู่กับผมให้ทำตัวสบาย ๆ ผมไม่ใช่คนใจร้าย เกลก็รู้นี่นา”
รอยยิ้มเจ้าเสน่ห์กับแววตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูของท่านประธาน ทำเอาหญิงสาวที่ยังไม่คุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้อดไม่ได้ที่จะใจสั่น หน้าสวยเบนออกไปที่นอกรถเพื่อกลบเกลื่อนความเก้อเขินที่น่าจะเผลอแสดงออกมา เพราะรู้ดีว่าตัวเองกับคนตรงหน้าไม่ควรจะเกินเลยไปจากความสัมพันธ์ของเจ้านายลูกน้องเท่าไหร่นัก
เกวลินพอจะได้ยินกิตติศัพท์ของคุณนุจากคนในบริษัทมาบ้าง ว่ามีคนที่หลงเสน่ห์ท่านประธาน และคิดอยากจะเลื่อนตำแหน่งเป็นคนข้างกายของเขา จนถูกเชิญออกมาไม่รู้เท่าไหร่ ซึ่งเธอจะไม่ยอมให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างเด็ดขาด!
เธอยังต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง งานดี ๆ ที่เงินเดือนสูงและเพื่อนร่วมงานไม่ท็อคซิคแบบนี้ มันหายากมากนะ เรื่องความรัก ถึงไม่มีเกวลินก็ไม่ซีเรียส เพราะหลังจากที่เลิกกับแฟนเก่าซึ่งคบกันสมัยเข้ามหาลัยใหม่ ๆ เธอก็ตั้งมั่นเอาไว้แล้วว่า ‘ถ้ามีแล้วไม่ดี ไม่ต้องมีไปเลยดีกว่า’
ถึงลุคกับนิสัยของเธอจะดูเป็นคนนุ่มนิ่มไม่สู้คน แต่เธอไม่ใช่คนอ่อนแออย่างที่ใคร ๆ คิดหรอกนะ ชีวิตเกวลินผ่านอะไรมาตั้งมาก เพราะงั้นถ้าคิดจะมาล้อกันเล่นละก็ ผายมือเชิญไปป้ายหน้านู่น
“เกล ช่วงบ่ายผมไม่มีนัดใครแล้วใช่ไหม?” เพราะเห็นว่าคนข้าง ๆ เงียบไปนาน ดนุพลที่ไม่รู้ว่าทำไมน้องเกลถึงทำหน้าตามุ่งมั่นนักหนา จึงพยายามหาเรื่องชวนคุย
เอาจริง ๆ เขารู้ตารางช่วงบ่ายของตัวเองอยู่แล้ว ว่านอกจากเข้าไปเคลียร์งานที่บริษัทแล้ว ก็ไม่ได้มีนัดอื่น ๆ ส่วนสาเหตุที่เขาปฏิเสธคำชวนของเพื่อน ก็เพราะอยากจะชวนคุณเลขาไปทานข้าวด้วยกันนี่แหละ
“ไม่มีแล้วค่ะ ว่าแต่...พวกเราไม่ได้กำลังกลับบริษัทกันเหรอคะ?” เพราะเพิ่งสังเกตว่าทางที่ขับมาไม่ใช่ทางกลับบริษัท เกวลินจึงหันไปถามเจ้านายตัวเองด้วยความแปลกใจ
ส่วนคนที่ถูกถาม ก็ทำเป็นตีเนียนฉีกยิ้มไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร ทั้งที่ตัวเองกำลังมัดมือชกพาอีกฝ่ายไปทานข้าวด้วยกันอยู่ก็ตาม
“ผมหิวแล้ว เลยว่าจะแวะหาอะไรกินน่ะ เกลมีอะไรที่อยากกินเป็นพิเศษไหม?”
เกวลินอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วมองคนที่กำลังขับรถอยู่ ว่าเขาหันมาถามความเห็นเธอทำไม ไอ้ที่บอกว่าหิวและขับรถออกนอกเส้นทางมานี่ ไม่ใช่ว่าเขามีร้านในใจอยู่แล้วหรือไงกัน?
“เกลยังไงก็ได้ค่ะ” เธอตอบออกไปอย่างนั้นด้วยความเคยชิน
แต่เมื่อนึกได้ว่าใครคือคนที่กำลังจะเลือกร้านในตอนนี้ เธอเลยต้องรีบเติมคำพูดท้ายประโยคออกไป “แต่ขอเป็นร้านที่ไม่แพงมากแล้วกันนะคะ”
ก็นะ... ดูจากแลมโบกินี่ที่เขาขับแล้ว เกวลินอดกังวลไม่ได้จริง ๆ ว่าอาหารหนึ่งมื้อที่เขาเลือก จะแพงเท่ากับเงินเดือนของเธอทั้งเดือนน่ะ
ดนุพลถึงกับหลุดหัวเราะออกมาทันที เมื่อได้ยินประโยคหลัง
ก่อนจะหันไปแซวคนที่นั่งอยู่ข้างกันอย่างอดไม่ได้
“นี่ในสายตาเกล ผมดูเป็นผู้ชายขี้งกขนาดที่จะให้เลขาจ่ายเงิน
ค่าข้าวเอง ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายชวนหรือไง?” เขาถามพลางเหลือบมองคนที่ตอนนี้หน้าหดเหลือสองนิ้วเพราะถูกเขาหยอกล้อเข้าให้
“เผื่อเกลไม่รู้ แต่ผมรวยมากนะรู้ไหม ต่อให้เลี้ยงข้าวเกลไป ขนหน้าแข้งผมก็ไม่ร่วงหรอก”