บทที่ 4 อยากได้คนนี้เป็นเมีย

1763 Words
แม้จะรู้สึกอดสูอยู่นิด ๆ ที่ตัวเองซึ่งเป็นถึงเจ้าของบริษัท ต้องมายืนหลบหลังเสาเพื่อแอบมองเลขา แต่ดนุพลก็ไม่ได้คิดว่าจะหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่ เป็นเวลากว่าสองสัปดาห์แล้ว ที่ ‘เกวลิน’ เข้ามาทำงานที่นี่ ซึ่งเขาก็เพิ่งจะได้รับผลการสืบประวัติของเธอจากนักสืบเมื่อกี้นี้ ว่าสรุปแล้ว คุณเลขาคนนี้ คือ ‘น้องเกล’ ที่เขาตามหา อย่างที่คาดการณ์เอาไว้ ดูเหมือนว่าหลังจากอุบัติเหตุรถตกเขาที่ทำให้ครอบครัวเธอเสียชีวิต เกวลินที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจะเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพักใหญ่ เนื่องจากร่างกายและจิตใจได้รับการกระทบกระเทือนเป็นอย่างมากดนุพลวานให้เพื่อนที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาลช่วยเช็คประวัติการรักษา จนได้รู้ว่าหลังจากอุบัติเหตุเกวลินมีอาการความจำเสื่อมชั่วคราว แต่หลังจากที่เข้ารับการรักษาอยู่นาน เธอก็หายจากอาการเหล่านั้น น้องเกลต้องอยู่โรงพยาบาลเกือบสองปี ซึ่งค่ารักษาในส่วนนี้ก็เอามาจากทรัพย์สมบัติที่พ่อแม่เธอทิ้งเอาไว้ให้นั่นละนะ แต่พอมันหมดลง ญาติ ๆ ของเธอก็ตัดหางปล่อยวัด โชคดีที่ก่อนจะถูกพาไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า มีคู่สามีภรรยาที่นึกเอ็นดูเด็กคนนี้ขึ้นมา จึงรับน้องเกลไปอุปการะแทน สรุปก็คือที่เขาสงสัยว่าทำไมนามสกุลของเธอถึงไม่เหมือนเดิม นั่นก็เพราะน้องเกลเปลี่ยนไปใช้นามสกุล ‘สันติสกุล’ ของคนที่รับอุปการะตัวเองไว้นั่นเอง ถึงว่าละ เขาที่พยายามสืบหา ‘เกวลิน มงคลภักดี’ จนแทบพลิกแผ่นดิน ถึงได้หาเท่าไหร่ ก็หาไม่เจอ... ดนุพลอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะรู้สึกเห็นใจเธอ กับโชคชะตาแสนโหดร้ายที่ได้พบเจอมา ถึงตอนนี้น้องเกลจะดูมีความสุขดี แต่เธอก็ผ่านอะไรมามากมายเลยละนะ ซึ่งนั่นทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิด เพราะตัวเองไม่เคยอยู่เคียงข้างในเวลาที่เด็กคนนี้ต้องการเลยสักครั้ง แต่หลังจากนี้ เขาจะไม่ปล่อยมือจากเด็กคนนี้อีกแล้ว... จากที่เขาส่งไอ้เอกไปตีสนิทกับน้องเกล ในที่สุดมันก็เผือกมาได้ว่าเธอยังโสดอยู่ไหม ซึ่งคำตอบก็คือ ‘ยังโสด’ ไง! เพราะงั้นตอนนี้ดนุพลถึงได้ตัดสินใจจะเดินหน้าจีบเธอแบบเต็มกำลัง แม้จะยังสงสัยอยู่หน่อย ๆ ว่า ถ้าเธอยัง ‘โสด’ แล้ววันนั้นที่เขาถามจะอึกอักไปทำไมกัน? แต่เรื่องนั้นจะยังไงก็ช่าง! เอาเป็นว่าน้องเกลของเขายังไม่มีใครก็พอ ว่าแต่ว่า...ไอ้เอกนี่มันจะไม่สนิทกับน้องเกลของเขามากไปหน่อยเหรอ? ดูสิเนี่ย ไม่ทันไร ‘เด็กของเขา’ ก็หอบงานไปถามมันถึงโต๊ะซะแล้ว! เอกพลซึ่งกำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะหน้าห้องรองประธาน รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างประหลาด เพราะทันทีที่น้องเลขาคนใหม่เดินเข้ามาใกล้ เขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาอาฆาตของใครบางคน...คนที่ยืนหลบอยู่หลังเสาตรงนั้น ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังถูกหมายหัว ทั้งที่จริง ๆ เจ้าตัวเป็นคนสั่งให้เขาตีซี้กับน้องคนนี้เองแท้ ๆ เลยนะ แต่พอเริ่มสนิทกันขึ้นมาจริง ๆ คุณนุก็ดันมามองแรงใส่เขาเสียอย่างนั้น! ไหนจะท่าทางเหมือนพยายามซ่อนตัวอยู่นั่นอีก... ตัวใหญ่อย่างกับหมี เสาต้นแค่นี้คุณนุคิดว่ามันบังตัวเองได้เรอะ! แล้วเนี่ย...พอหันไปสบตา คุณนุก็ทำท่าเชือดคอใส่เขาอีก คือถ้าจะหวงขนาดนี้ คุณนุจะสั่งให้เอกมาตีซี้ไปเพื่ออะไร!? อธิบายให้เอกเข้าใจที! ทว่าแม้นจะสงสัยแค่ไหนกับท่าทีแปลกประหลาดของท่านประธาน แต่สุดท้ายแล้วเอกพลก็ต้องปั้นหน้ายิ้มรับเลขารุ่นน้องที่กำลังเดินเข้ามาถามงานอยู่ดี อย่างว่าแหละ เกิดเป็น ‘ไอ้เอก’ ชีวิตมันไม่ง่ายหรอก เพราะนอกจากเขาจะมีเจ้านายที่เป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว ชนิดที่ไม้บรรทัดยังอายแล้ว เขายังมีพี่ชายของเจ้านายที่ชอบใช้งานแปลก ๆ อีกด้วย! และตอนนี้คนที่ว่า ก็จ้องเขาจนตัวแทบจะพรุน เพียงเพราะคนที่ตัวเองออกปากฝากฝังไว้ เดินมาถามงานเขาที่โต๊ะเนี่ย! ถามจริงเหอะ...เอกทำอะไรผิดอะไรวะครับ!? “พี่เอกคะ เอกสารสั่งซื้อสินค้าล็อตใหม่ที่คุณนุเพิ่งเซ็นคอนเฟิร์มให้นี่ เกลต้องเอาไปส่งให้ฝ่ายจัดซื้อต่อใช่ไหมคะ?” “ใช่ครับ แต่เดี๋ยวเกลฝากพี่ไปก็ได้นะ พอดีพี่จะไปทำธุระให้คุณดลที่ฝ่ายจัดซื้ออยู่แล้วน่ะ” เพราะอยากจะหลุดพ้นจากสายตาของท่านประธานที่เอาแต่ทำหน้าบูดบึ้งใส่กันอยู่พอดี เอกพลที่ได้ทีจึงรีบขันอาสาขึ้นมาในทันใด แต่เกวลินที่ไม่ได้รับรู้เรื่องนั้น กลับคิดว่าการได้ไปทำความรู้จักคนที่แผนกอื่น ซึ่งเธออาจจะต้องไปติดต่องานด้วยหลังจากนี้เป็นความคิดที่น่าสนใจ จึงเอ่ยปากขอติดสอยห้อยตามไปอย่างลืมตัว "พี่เอกคะ คือเกลยังไม่เคยไปที่แผนกนั้นเลยอ่ะค่ะ ถ้ายังไงเกลขอติดไปด้วยได้ไหมคะ? เผื่อจะได้ไปทำความรู้จักคนที่นั่นดูด้วย" ชายหนุ่มถึงกับยิ้มเจื่อน เพราะหลังจากที่คนตรงหน้าพูดแบบนั้น ท่านประธานก็หันมายืนเท้าเอวมองค้อนเขาจากด้านหลังในทันที เอกพลรู้สึกอยากจะร้องไห้ชะมัด เพราะตอนนี้ไม่ว่าเขาทำอะไรคุณนุก็ทำท่าจะกินหัวอยู่อย่างเดียว แต่จะให้ปฏิเสธคำขอของน้องเกลก็คงจะไม่ได้อีก เพราะหากไม่ให้เธอไปทำความรู้จักคนแผนกอื่นเสียตั้งแต่ตอนนี้ เวลาที่ไปติดต่องานคนเดียวจะลำบาก “ได้ครับ ถ้างั้นเกลรอพี่แปปนึงนะ” ไม่รู้แหละ! ถ้าคุณนุยังรังแกเอกไม่เลิกแบบนี้ เอกจะไปฟ้องคุณดลจริง ๆ ด้วย! หลังจากยืนมองส่งเลขาของตัวเองกับเลขาของน้องชายเดินไปขึ้นลิฟต์ด้วยกัน ดนุพลที่ยืนหลบมุมมาสักพักจึงเดินออกมาหน้าห้องทำงานตัวเองด้วยใบหน้าครุ่นคิด ที่ผ่านมาเขาเคยแต่เต๊าะสาวเล่นแบบขำ ๆ ไม่เคยมานั่งจีบใครอย่างจริงจังเสียด้วยสิ แล้วการจะจีบใครสักคนแบบจริง ๆ จัง ๆ นี่มันทำยังไงวะ? “ซื้อดอกไม้ให้เหรอ? หรือต้องพาเป็นไปเดท? ...หรือก่อนอื่นต้องไปไหว้ขอขมาคนที่บ้านน้องเกลก่อนดีวะ?” พูดไปก็หย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้ทำงานของเอกพล ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของน้องเกลไปพลาง ก่อนจะนั่งเท้าคางมองโต๊ะที่ว่างเปล่าและจินตนาการว่าเธอนั่งอยู่ตรงนั้น ไอ้เอกนี้มันทำบุญด้วยอะไร ทำไมถึงโชคดีได้มานั่งมองน้องเกลทั้งวันแบบนี้วะ? พูดไปแล้วก็อยากสลับโต๊ะทำงานกับมันชะมัดเลย! ดลพัฒน์ที่เดินออกมาจากห้องทำงานพอดี เมื่อเห็นว่าไอ้พี่ชายตัวดีมานั่งเล่นอยู่หน้าห้องตัวเองโดยไม่ทำการทำงานแบบนี้ก็ถึงกับขมวดคิ้วฉับ “นี่มึงมานั่งทำอะไรตรงนี้เนี่ย? เป็นประธานบริษัทอยู่ดี ๆ ไม่ชอบ อยากลองมาเป็นเลขาให้กูแทนเหรอ?” พอเห็นคนที่น่าจะช่วยตัวเองคิดได้มาปรากฎตัวอยู่ตรงหน้า ดนุพลที่นั่งกุมขมับอยู่จนถึงเมื่อครู่ก็ถึงกับตาลุกวาว ถึงน้องชายเขาจะดูเรื่องมาก หัวโบราณไปบ้าง แต่ตอนอยู่เมืองนอกมันก็เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนนี่หว่า เพราะงั้นขอคำแนะนำจากมันนี่แหละดี! “ไอ้ดล กูอยากได้น้องเกลเป็นเมีย” คนอายุมากกว่าสรุปความต้องการตัวเองออกมาอย่างรวบรัด ก่อนจะจ้องมองน้องชายอย่างมีความหวัง เพราะเชื่อว่าคนอย่างดลพัฒน์จะต้องมีคำแนะนำดี ๆ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ได้คิดจะออกความเห็นอะไรกับเรื่องนี้ จึงทำเพียงถามกลับไปอย่างไม่ใส่ใจ “แล้วยังไง? มึงจะมาบอกกูเพื่อ?” “เอ้า! มึงเป็นน้องชายกูนะ ไม่คิดจะช่วยกันบ้างเลยหรือไง?” ดลพัฒน์ถึงกลับกลอกตามองบน เมื่อเห็นว่าคนที่อายุใกล้เลขสี่ทำท่าทางงอแงประหนึ่งว่าตัวเองน่ารักมากมาย นี่ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นพี่ชาย เขาจะด่าให้สำนึกผิดไม่ทันเลย! “ให้กูช่วยตาลุงอายุเกือบสี่สิบจีบเด็กที่อายุห่างกับตัวเองเป็นรอบเนี่ยนะ? ช่วยให้ตีนมึงแหย่ตารางสิไม่ว่า!” “ไม่แหย่หรอกน่า... น้องเกลเขาบรรลุนิติภาวะไปตั้งนานแล้วไหม อีกอย่างกูกับน้องเกลก็อายุห่างกันแค่ 12 ปีเอง ...ก็ไม่ได้ต่างกันขนาดนั้นสักหน่อย” ถึงจะพูดออกมาเอง แต่ดนุพลก็อดที่จะเสียงเบาในช่วงท้ายไม่ได้เหมือนกัน คือบางทีคำว่า ‘ศีลธรรม’ มันก็ค้ำคออยู่ละนะ แต่เขาก็อยากได้เธอจริง ๆ นี่นา! คนเป็นน้องถึงกับแค่นหัวเราะ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเผลอเบ้หน้ากับ สิ่งที่ตัวเองพูดออกมา “พูดออกมาเองยังกระดาก ยังมีหน้ามาบอกให้กูช่วยอีกนะ อายุห่างกัน 12 ปีเนี่ย...เขาไม่เรียกห่างกันนิดเดียวแล้วครับ นี่น้องเขาไม่เรียกมึงว่า 'พ่อ' ก็บุญหัวแล้วไหม?” “กูไม่ได้อยากเป็นพ่อ แต่อยากเป็นผัว! ถึงได้มาขอให้มึงช่วยอยู่นี่ไง! แล้วไอ้เรื่องอายุนี่เลิกย้ำได้ไหม อายุจะสี่สิบแล้วมันไม่มีหัวใจหรือไงวะ?” โว๊ะ! ก็บอกว่าชอบคนนี้! จะเอาคนนี้เป็นเมีย! เรื่องแค่นี้มันเข้าใจยากตรงไหนวะ!?
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD