ลลินาตัดสินใจยื่นใบลาออกในเช้าวันจันทร์ เธอพิมพ์ใบลาออกไว้ในไฟล์ตั้งแต่คืนก่อนแล้ว เพียงแต่ยังไม่กล้ากดปริ้นออกมา จนกระทั่งเธอตื่นขึ้นมาในเช้าใหม่ด้วยดวงตาบวมแดง เลือกจะทำในสิ่งที่เคยคิดไว้เมื่อคืนคือการใช้ชีวิตต่อไป
ใบลาออกถูกวางบนโต๊ะของฝ่ายบุคคลตอนเก้าโมงตรง
ไม่มีใครกล้าซักถามอะไรเธอ มีเพียงแค่หัวหน้าฝ่ายบุคคลเงยหน้าขึ้นมามองและถามอย่างสุภาพว่า
“แน่ใจแล้วนะคะคุณลิล”
ลลินายิ้มบาง ๆ “แน่ใจค่ะ”
“คุณแจ้งคุณพอภัทรหรือยังคะ” ฝ่ายบุคคลถามต่อ ทำให้ลลินาเงียบไปนิดหนึ่ง
“ยังค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะเรียนท่านเองภายหลัง ทางฝ่ายบุคคลทำตามขั้นตอนได้เลยค่ะ”
หัวหน้าฝ่ายบุคคลพยักหน้า “รับทราบค่ะ ในระหว่างที่หนังสือขอลาออกยังไม่อนุมัติ คุณลิลเปลี่ยนใจขอหนังสือคืนได้ตลอดเวลานะ น่าจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณหนึ่งสัปดาห์ค่ะ”
หญิงสาวรู้ดีว่านั่นคือการที่อีกฝ่ายให้เวลาเธอพิจารณาอีกครั้งให้ถี่ถ้วน เธอไม่ได้ต่อความอะไรเพิ่มเติม ทำเพียงตอบกลับไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ
“ขอบคุณมากค่ะ ดิฉันขอตัวไปทำงานต่อนะคะ”
หลังจากนั้นชีวิตการทำงานของเธอดูยุ่งมากขึ้นโดยมีนัยยะสำคัญ โดยที่เธอต้องเคลียร์งานที่ทำไว้ให้จบก่อนหมดเวลาทำงานที่นี่ และต้องสอนงานให้ผู้ช่วยเพื่อรอเลขานุการคนใหม่มาทำงานต่อจากเธอ
ในส่วนมาวัชร์เธอไม่ได้คุยกับเขาอีกเลยทั้งที่บริษัทหรือที่คอนโด ราวกับว่าการคบหากันก่อนหน้านี้เกือบปี การไปมาหาสู่กันทุกวันหยุดนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลยสักครั้ง เรื่องนี้ทำให้หลายครั้งที่เธอเห็นเขาแต่ไกล ลลินาจะเปลี่ยนเส้นทางหรือทำทีว่ากำลังคุยโทรศัพท์ เพียงเพื่อไม่ต้องสบตาและทักทายกัน
สัปดาห์แรกผ่านไปแบบนั้น เงียบ เหนื่อย และหน่วงในอกจนถึงวันศุกร์ พอภัทรเรียกเธอไปที่ห้องทำงาน โต๊ะทำงานของเขาเต็มไปด้วยเอกสารการประชุม และกาแฟที่เย็นสนิทไปตั้งแต่ไม่รู้เมื่อไหร่
“คุณลิลว่างไหมครับ ขอเวลาคุยด้วยสักสิบนาที”
เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนเดินเข้าไป “ได้ค่ะบอส”
พอภัทรวางปากกาลงก่อนมองเธอตรง ๆ หญิงสาวตรงหน้ามองเผินเหมือนว่าไม่มีอะไร หากแต่ในแววตาเธอแห้งแล้งเหมือนคนที่กำลังเดินผ่านความทุกข์แสนสาหัส
สายตาแบบนั้นทำให้ลลินาต้องกะพริบตาถี่ ๆ เหมือนกลัวว่าเขาจะอ่านใจเธอได้
“เรื่องลาออกที่คุณแจ้งผมวันก่อน วันนี้ผมเห็นใบลาออกแล้วจากฝ่ายบุคคล” เขาเริ่มแบบไม่อ้อมค้อม
“ผมขอถามตามตรงนะครับ… คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีค่ะ”
“คุณลิล” น้ำเสียงเขานุ่มลงเหมือนอยากจะปลอบใจ แต่ปลอบใจจากเรื่องอะไร ปัญหาอะไรเขาก็ไม่อาจรู้ได้
“ผมทำงานกับคุณมาปีกว่า ผมรู้ว่าคุณเป็นคนยังไง ถ้ามีอะไรสักอย่างที่มีปัญหาจนทำให้คุณไม่อยากอยู่ที่นี่ ผมอยากให้บอกผมได้เลย ผมจัดการให้ได้… ไม่ว่ามันจะเกี่ยวกับงานหรือเกี่ยวกับใคร”
คำว่า ‘เกี่ยวกับใคร’ ทำให้หัวใจเธอสะดุด แต่ลลินายังคงยิ้มสุภาพ
“ไม่มีจริง ๆ ค่ะบอส ลิลแค่…เหนื่อยน่ะค่ะ อยากพักอยากมีเวลาให้ตัวเอง เลยอยากเปลี่ยนไปทำฟรีแลนซ์แทน”
พอภัทรมองหน้าเธอนานกว่าที่ควร “หรือว่าถ้าผมใช้งานคุณหนักไป ผมจะ...”
“ไม่ค่ะบอส คุณเป็นเจ้านายที่ดี ดีมากปัญหาไม่ได้มาจากคุณเลยค่ะ” เธอรีบพูด ทำให้พอภัทรพอเริ่มจับอะไรได้ลางๆ
ในแววตาของเขามีทั้งความกังวล และความเสียดายที่ไม่คิดจะปิดบัง “คุณเป็นคนเก่งมากนะลิล” เขาพูดเบา ๆ
“ผมว่าส่วนหนึ่งที่บริษัทเราโตได้เร็วแบบนี้ ก็เพราะคุณดูแลงานฝั่งต่างประเทศแทบทั้งหมด ถ้าคุณเหนื่อย…ผมเข้าใจ แต่ถ้ามีอะไรที่ผมช่วยให้คุณอยู่ต่อได้อีกหน่อย”
“ลิลไม่ได้อยากได้อะไรที่มากกว่านี้เลยค่ะบอส” เธอยิ้มบาง “แต่เรื่องงานลิลตั้งใจไว้แล้วค่ะ อยากพัก อยากจัดการชีวิตตัวเองใหม่”
เขาถอนหายใจน้อย ๆ เหมือนรู้ว่าห้ามก็ไม่มีประโยชน์
“งั้น…ถ้าคุณลาออกไปแล้ว ยังรับงานฟรีแลนซ์ให้ผมอยู่ได้ใช่ไหมครับ”
“ได้ค่ะ” เธอตอบทันที “ลิลยินดีค่ะ ขอให้เป็นงานโปรเจกต์ หรือเป็นรายชิ้นงานก็ทำให้ได้ค่ะ”
พอภัทรพยักหน้า “ดีครับ ผมยังอยากให้คุณอยู่ในทีม แม้จะไม่ใช่ในรูปแบบเดิมก็เถอะ”
“ขอบคุณมากค่ะบอส”
“แล้วเลขาคนใหม่ล่ะ ทางฝ่ายบุคคลว่าพิจารณาผู้มาสมัครไว้สามสี่คน คุณลิลพอจะช่วยสัมภาษณ์ คัดเลือกและอบรมให้ก่อนออกได้ไหม”
“ได้ค่ะ ลิลจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อนออก”
คำพูดนั้นทำให้พอภัทรผ่อนลมหายใจโล่งขึ้นเล็กน้อย “ขอบคุณมากนะครับ คุณลิล”
เธอก้มศีรษะเบา ๆ “ด้วยความยินดีค่ะ”
ช่วงเวลาที่เหลือของเดือนนั้นจึงเป็นช่วงเวลา “เตรียมตัวลาออกอย่างแท้จริง”
เธอสอนงานเลขาคนใหม่ทีละอย่าง ตั้งแต่ระบบเอกสารต่างประเทศ การจัดลำดับความสำคัญของอีเมล ไปจนถึงวิธีอ่านสัญญาเบื้องต้น ขั้นตอนที่เธอทำงานทั้งหมดถูกถ่ายทอดออกเป็นคู่มือ 15 หน้า
เธอจัดระเบียบแฟ้มทั้งหมดใหม่ให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่มืออาชีพอย่างเธอจะทำได้
หลายครั้งมาวัชร์เดินผ่านโต๊ะเธอ เขามองนานกว่าปกติ เหมือนอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่กล้า หรือไม่รู้ควรเริ่มตรงไหน และลลินาก็ไม่เคยเปิดโอกาสให้เขาพูดเลย
เธอทำงานจนถึงเย็นแล้วกลับทันที ไม่เคยนั่งรอ ไม่ออกมาที่แพนทรีในเวลาที่เขาอยู่ ไม่เหลือพื้นที่ให้ความหวังใด ๆ เติบโต
จนกระทั่งเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของการทำงาน
“ผมได้ยินว่าคุณลาออก คุณจะออกจริงๆ เหรอลิล”
มาวัชร์ดักเธอที่หน้าห้องเก็บเอกสารในวันหนึ่ง จุดนี้ค่อนข้างอับสายตา ปลอดผู้คนเดินทางยกเว้นผู้ที่ต้องการรื้อเอกสารเก่าของปีก่อนๆ
“ค่ะ ใช่” เธอตอบ
“แล้วเรื่องลูก” เขาออกเสียงไม่เต็มปากนัก
“ก็ไม่มีอะไรนี่คะ ฉันจัดการแล้วเรียบร้อย” ลลินาพูดด้วยความเฉยเมยจนมาวัชร์ตกใจ
“อะไรนะลิล คุณจัดการแล้ว คุณเอาเด็กออกเหรอ”
เขาถามเหมือนเกือบเป็นกระซิบ แทบไม่มีเสียงออกมามีเพียงสีหน้าที่ตกใจจนซีดเผือด ลลินามองเขาด้วยความรู้สึกเวทนา เวทนาเขาเหรอ ไม่หรอก... เธอเวทนาตัวเอง ที่ผ่านมาผู้ชายคนนี้ไม่เคยรู้จักเธอจริงๆ เลยสินะ จึงไม่รู้ว่าเธอเป็นคนแบบไหน
“ก็แล้วแต่คุณจะคิดเถอะค่ะ แต่ขอให้รู้ว่าเราไม่ได้มีอะไรติดค้างกัน คุณใช้ชีวิตโสดของคุณต่อไปได้ตามสบายเถอะ” ลลินาเบี่ยงตัวหลบจะเดินไปอีกทางแต่ถูกยื้ดยุดไว้
“ลิล ถึงคุณจะลาออก แต่เรายังกลับไปคบกันเหมือนเดิมได้ไหม” ลลินามองเขาอย่างไม่เชื่อหู อะไรทำให้เขาคิดว่าเธอจะกลับไปเป็นของเล่นฆ่าเวลาให้เขาอีก และโดยที่เขาไม่ทันคิดเธอยกฝ่ามือขึ้นตบเขาจนหน้าหัน
“ไปตายซะเถอะ ไอ้คนเฮงซวย” เธอพูดเสียงลอดไรฟัน เป็นคำพูดหยาบคายที่สุดเท่าที่มาวัชร์ได้ยินจากปากเธอ