ตอนที่ 9 คำตอบที่ไม่มีจริง

1300 Words
ผู้เข้าประชุมทุกฝ่ายพอใจกับทิศทางธุรกิจของปีนี้ มัทรีลุกขึ้นเก็บแฟ้ม วันวิสาข์ช่วยมารดาจัดของ ลลินายืนอยู่ใกล้ ๆ พร้อมจะช่วย แต่ทั้งสองกลับเดินมาหาเธอตรง ๆ “น้องลิล” มัทรีเอ่ยเรียกด้วยเสียงอ่อนโยน “ว่างวันไหนบ้างลูก” “คะท่าน” เธอเงยหน้าขึ้นอย่างงง ๆ วันวิสาข์เป็นคนอธิบาย “แม่หมายถึง ถ้าวันไหนว่างให้มาเที่ยวบ้านเราบ้างน่ะค่ะ มาได้ทุกวันอาทิตย์เลยนะ น้องจะมากับรุจหรือมาคนเดียวแล้วให้มันไปรับก็ได้” “ใช่จ้ะ แม่จะทำกับข้าวไว้หลายอย่างเลย พอดีหลาน ๆ ก็มากันเรื่อย ๆ บ้านจะได้ไม่เหงา หนูมาเถอะนะ แม่อยากคุยด้วยตั้งหลายเรื่อง” มัทรีย้ำ คำว่า ‘บ้าน’ จากปากมารดาของมาวัชร์ ทำให้ลำคอของลลินาแห้งผากไปชั่วขณะ บ้านนั้น…บ้านที่เธอเคยคิดแค่เพียงว่าจะเข้าไปยืนตรงไหนของภาพครอบครัวนั้นได้บ้าง หรือจริง ๆ แล้วไม่มีที่สำหรับเธอเลย เธอฝืนยิ้มบาง ๆ อย่างสุภาพที่สุด “ขอบคุณมากนะคะ คุณท่าน…เอ่อคุณมัทรี” “เรียกแม่ก็ได้ลูก ถ้าหนูไม่ขัดข้อง” หัวใจเธอสะดุดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เจ็บนุ่ม ๆ จนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง “ค่ะ… งั้นเดี๋ยวลิลขอเช็กตารางงานก่อนนะคะ ถ้ามีวันไหนว่าง ลิลจะขออนุญาตไปค่ะ” วันวิสาข์แตะต้นแขนเธอเบา ๆ “ไม่ต้องเกรงใจนะคะ น้องลิล ไม่ต้องซีเรียสอะไรมากด้วย คิดเสียว่าไปบ้านแม่เพื่อนนะ” “ขอบคุณมากค่ะ” เมื่อทั้งสองกลับไปแล้ว ลลินายืนนิ่งอยู่ข้างโต๊ะสักพัก ในมือยังคงมีแฟ้มที่กอดไว้แนบอกอยู่ เธอได้คำชวนให้ไปบ้านเขา จากปากแม่เขาและพี่สาวเขา ด้วยความเอ็นดูและเปิดรับอย่างเต็มที่ แต่คนที่ควรพูดมากที่สุด กลับเป็นคนที่ไม่ได้พูดอะไรเลย บ่ายวันนั้น เธอกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานตัวเอง เปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ เช็กอีเมลใหม่ที่เข้ามาอย่างคนที่พยายามดึงตัวเองกลับไปอยู่ในโหมดทำงานให้เร็วที่สุด แชตไลน์ของเธอกับมาวัชร์ยังคงหยุดอยู่ที่ข้อความเดิม “พักผ่อนด้วยนะคะ เหนื่อยทั้งเรื่องงานทั้งเรื่องคุณแม่” ไม่มีจุดเขียว ไม่มีคำว่า “กำลังพิมพ์…” ปรากฏขึ้นมาให้ใจเธอได้หวังหรือเจ็บเพิ่มแม้แต่นิดเดียว หลังเลิกงาน ลลินาเดินออกจากตึกสำนักงานช้ากว่าทุกวัน แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องลอดระหว่างตึกสูง บนถนนด้านหน้ารถราวิ่งแน่นอย่างปกติ เหนื่อยจนเธอเลือกจะก้าวขึ้นรถแท็กซี่กลับคอนโดเงียบ ๆ มือแตะหน้าท้องผ่านชุดเดรสทำงานเบา ๆ ถ้าเราไปบ้านนั้น…เราจะไปในฐานะอะไร เราจะยืนอยู่ตรงจุดไหน ในฐานะคนคุยของมาวัชร์ เลขาของซีอีโอ หรือ…แม่ของหลานคนหนึ่งของบ้านโชติภิวรรธที่พ่อของเด็กยังไม่พูดอะไรสักคำ ค่ำคืนนั้น ลลินานั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น สายตาทอดมองไปยังนอกหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นไฟตามตึกสูงอีกฝั่งหนึ่งของเมือง โทรศัพท์วางเงียบ ๆ อยู่บนโต๊ะเตี้ยข้างหน้า ไม่มีเสียงแจ้งเตือน ไม่มีสายเรียกเข้า เธอเอนหลังพิงพนัก พามือลูบหน้าท้องอย่างถนอม “แม่ตัดสินใจแล้วนะลูก” เธอพูดช้า ๆ กับความว่างเปล่าตรงหน้า “แม่จะเก็บหนูไว้…ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้” คำถามเดียวที่ยังค้างอยู่ในใจ ไม่ใช่ว่า เราจะเลี้ยงลูกไหวไหม แต่คือเราพร้อมจะเดินเข้าไปในโลกของเขา… โดยที่เขาอาจจะไม่ได้เต็มใจต้อนรับได้หรือเปล่า ‘ไม่หรอก เราไม่ได้ไม่มีหนทางขนาดนั้น’ ลลินาบอกตัวเอง ในชีวิตที่ผ่านมา การสูญเสียครั้งใหญ่เช่นในตอนที่พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุจากไปพร้อมกัน เธอก็ยังผ่านมาได้แล้วทำไมถ้าขาดผู้ชายไปสักคนเธอจะอยู่ต่อไปไม่ได้ ในเมื่อต่อไปเธอจะไม่ใช่คนโดดเดี่ยวอีกแล้ว หญิงสาวยกมือลูบท้อง คุยพูดราวกับก้อนเลือดที่กำลังก่อตัวนั้นเข้าใจความหมายได้แล้ว “ไม่เป็นไรเนอะลูก เรามีกันสองคนก็ได้” ผ่านไปจนครบเดือน ครรภ์ของลลินาเข้าสู่เดือนที่สี่ หญิงสาวตัดสินใจเด็ดขาดด้วยการโทรหามาวัชร์ ชายหนุ่มกดรับสายเธอจึงถามตรงๆ “ได้คำตอบหรือยังคะคุณรุจ ว่าคุณคิดยังไง” คำถามที่เปิดมาตรงๆ ทำให้ชายหนุ่มอึ้ง “ผม...” เขาเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดต่อ “ผมก็คิดหนักนะลิล แต่ไม่รู้สินี่อาจจะเป็นเรื่องที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน เลยยังตัดสินใจไม่ได้” ลลินากัดริมฝีปาก “ตอบตามที่คุณคิดจริงๆ ก็พอค่ะ ถ้าคุณไม่พร้อมไม่อยากเป็นพ่อ ลิลก็จะไม่บังคับคุณ คนทุกคนมีสิทธิ์ตัดสินใจชีวิตตัวเองทั้งนั้น ถ้าได้คำตอบลิลจะไม่เซ้าซี้คุณอีก จะไม่มีคำถามที่ถามรอบสองอีกแล้ว” “ผม... ขอโทษนะลิล แต่ว่า...” พูดได้เท่านี้เขาก็เงียบไป ลลินาน้ำตาไหลเงียบๆ “โอเคค่ะ ลิลเข้าใจงั้นลิลจะไม่ขอให้คุณรับผิดชอบเด็กคนนี้ ส่วนเรื่องรับรองบุตรถ้าคุณไม่ต้องการทำ ลิลก็จะไม่บังคับคุณเหมือนกัน” “เดี๋ยวสิลิล อย่าเพิ่งพูดแบบนี้ ผมว่าเรายังน่าจะคุยกันได้” “คุยกันได้ งั้นลิลถามได้ไหมคะว่าคุณคิดจะคุยตอนไหน” คำถามของเธอทำให้เขาเงียบไปอีก ลลินาเช็ดน้ำตาเงียบๆ ปรับน้ำเสียงพยายามให้ปกติที่สุด “อย่าพูดว่าเรายังน่าจะคุยกันได้ ถ้าคุณไม่คิดว่าจะมีวันนั้นจริงๆ เลยค่ะ” คำตอบของเธอทำเขาจุกเหมือนโดนชก “ลิลเข้าใจ เข้าใจว่าคุณยังรักชีวิตอิสระ ยังไม่ได้มองถึงอนาคตคุณก็ไม่ผิด แต่ลิลกับลูกรอไปเรื่อยๆ เพื่อคำตอบที่ไม่มีวันมาถึงไม่ได้หรอกค่ะ ลิลจะลาออกจากงานเองค่ะ” “ลิล คุณจะลาออกเหรอ” เขาถามเหมือนคนใจลอย จับต้นชนปลายไม่ถูก ลลินาฟังแล้วสมเพชตัวเอง เขาไม่รั้งไม่ห้ามสักคำแต่ถามเหมือนไม่แน่ใจว่าเธอจะลาออกจริงไหม “เราจบกันแค่นี้เถอะค่ะ ต่อไปลิลจะรับผิดชอบตัวเองกับลูกเอง คุณรุจไม่ต้องลำบากใจ ไม่ต้องหลบหน้า” ท้ายประโยคลลินาน้ำตาร่วง เธอกลั้นเสียงสะอื้นไม่ได้อีกแล้ว แต่ทว่า.. มาวัชร์ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาอีก หญิงสาวปล่อยโทรศัพท์ร่วงจากมือจนสายมันตัดไปเองในที่สุด คืนนั้นเป็นครั้งแรกที่เธอปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อย่างหนัก โดยบอกตัวเองว่า ‘ร้องให้พอเถอะลิล ร้องให้พอแค่ในวันนี้ แล้วพรุ่งนี้จะไม่ร้องไห้ให้คนที่ไม่เห็นค่าของเราอีกแล้ว’ อีกฝั่งของเมือง เธอไม่รู้เลยว่ามาวัชร์มองโทรศัพท์ในมืออย่างทำอะไรไม่ถูก จิตใต้สำนึกเขาบอกตัวเองว่าไม่ควรปล่อยเธอไปแบบนี้ แต่เขาก็ไม่รู้จะทำเช่นไร เขานึกภาพตัวเองเป็นพ่อคนไม่ออกจริงๆ ยิ่งลลินามีน้ำตา ได้ยินเสียงเธอร้องไห้ เขาก็ยิ่งรู้สึกรับมือไม่ถูก ดังนั้นการไม่ทำอะไรเลยอาจจะเป็นเรื่องเดียวที่เขาทำได้ในตอนนี้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD