ตอนที่ 7 อุบัติเหตุในไร่

2122 Words
วันต่อมา ยามบ่ายแก่ ๆ แสงแดดจัดจ้านสาดส่องลงกระทบยอดใบองุ่นสีเขียวสดที่เรียงรายเป็นทิวแถวสุดลูกหูลูกตาบนเนินเขาลาดชันของไร่ภักดีบดินทร์ แม้อากาศจะร้อนอบอ้าวเพียงใด แต่ความมุ่งมั่นในแววตาของพราวกลับร้อนแรงยิ่งกว่า หญิงสาวในชุดทะมัดทะแมงทว่าซ่อนความเปรี้ยวเข็ดฟันด้วยเสื้อกล้ามสีขาวพอดีตัวสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตที่ผูกชายเสื้อโชว์เอวคอดกิ่ว คู่กับกางเกงยีนรัดรูปเน้นสะโพกกลมกลึงและรองเท้าบูทหนังสีน้ำตาล กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยของพวงองุ่นในแปลง ซึ่งเป็นแปลงองุ่นพันธุ์ดีที่สุดของไร่ “ใบเริ่มมีจุดสีเหลือง เพลี้ยลงหรือเปล่านะ” พึมพำกับตัวเองพลางเอื้อมมือเรียวไปพลิกใบองุ่นดูอย่างละเอียด เธอไม่ได้มาเดินเล่นถ่ายรูปสวย ๆ เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่มาทำงานจริง ๆ เพื่อพิสูจน์ให้สิงหราช เห็นว่าใส่ใจกิจการของเขามากแค่ไหน และเพื่อลบคำสบประมาทของพนักงานเก่าแก่บางคนที่มองว่าเธอเป็นแค่เด็กเส้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามกรอบหน้าสวยหวาน พราวใช้แขนปาดเหงื่อออกลวก ๆ ผิวขาวอมชมพูเริ่มแดงระเรื่อเพราะความร้อน แต่เธอยังคงกัดฟันเดินลึกเข้าไปในแปลงองุ่นที่พื้นดินขรุขระและลาดชันขึ้นเรื่อย ๆ “อีกนิดเดียว เช็กแปลงนี้เสร็จจะได้เอาข้อมูลไปสรุปให้คุณอาสิงห์ได้แล้ว” เธอตั้งใจจะเก็บตัวอย่างดินและใบไปให้สิงหราชดูเพื่อเสนอแผนการบำรุงรักษา แต่ทว่า... ในจังหวะที่กำลังเขย่งเท้าเอื้อมมือไปเด็ดพวงองุ่นที่อยู่สูงกว่าระดับสายตา เท้าข้างขวาที่เหยียบลงบนก้อนหินก้อนหนึ่งเกิดพลิกอย่างรุนแรง กึก! “โอ๊ย!” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่น พร้อมกับร่างบางที่เสียหลักล้มคะมำลงไปกองกับพื้น ความเจ็บปวดแล่นปราดจากข้อเท้าขึ้นมาถึงสมองจนน้ำตาเล็ด พราวกัดริมฝีปากแน่น พยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่ทันทีที่ลงน้ำหนักที่เท้าขวา ความเจ็บปวดก็พุ่งจี๊ดจนต้องทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นอีกครั้ง “บ้าจริง เจ็บชะมัด” ก้มลงมองข้อเท้าตัวเองที่เริ่มบวมแดงเป่งอย่างรวดเร็ว เธอเม้มปากแน่นด้วยความเจ็บใจ ไม่ใช่แค่เจ็บกาย แต่เจ็บใจที่ตัวเองซุ่มซ่ามในเวลาสำคัญแบบนี้ แดดก็ร้อน คนงานก็อยู่ไกลลิบ โทรศัพท์มือถือก็ดันวางลืมไว้ที่รถกอล์ฟตรงทางเข้าแปลง ‘ซวยซ้ำซวยซ้อนจริง ๆ ยัยพราวเอ๊ย!’ ขณะที่กำลังนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ท่ามกลางดงองุ่น ทันใดนั้น หูของเธอก็แว่วเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของสัตว์ใหญ่กระทบพื้นดินดังใกล้เข้ามา กุบกับ กุบกับ กุบกับ เสียงนั้นดังก้องกังวานและทรงพลัง พราวเงยหน้าขึ้นมองฝ่าแสงแดดจ้า ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ราวกับฉากเปิดตัวพระเอกในหนังพีเรียดฟอร์มยักษ์ ม้าสีดำทมิฬตัวมหึมา รูปร่างกำยำสวยงาม วิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า บนหลังม้านั้นคือร่างสูงใหญ่ของสิงหราชในชุดคาวบอยเต็มยศ เสื้อเชิ้ตยีนสีซีดที่ปลดกระดุมลงมาลึกจนเห็นแผงอกแกร่งที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ หมวกปีกกว้างสีน้ำตาลเข้มที่บดบังสายตาคมกริบ กางเกงยีนหนาเตอะสวมทับด้วย Chaps หนังสีดำสำหรับขี่ม้า ยิ่งเสริมให้เขาดูดุดัน ดิบเถื่อน และทรงอำนาจราวกับราชาแห่งไร่องุ่น “พราว” เสียงทุ้มตะโกนเรียกชื่อเธอดังลั่น แฝงไปด้วยความตกใจระคนดุ เจ้าของชื่อเห็นเขากระตุกบังเ**ยนม้าอย่างชำนาญ ก่อนจะตวัดขาลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่วราวกับสตั๊นท์แมน ร่างสูงใหญ่ก้าวยาว ๆ เข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “คุณอา... เอ๊ย คุณสิงห์” พราวเรียกเขาเสียงแผ่ว พยายามจะขยับตัวแต่ก็เจ็บจนหน้านิ่ว สิงหราชทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งตรงหน้าเธอทันที มือหนาหยาบกร้านจากการทำงานจับไหล่เธอไว้แน่น สายตาคมกวาดมองไปทั่วร่างเธออย่างสำรวจ “มาทำบ้าอะไรตรงนี้คนเดียว ทำไมไม่พกวิทยุสื่อสารมาด้วย” ดุเสียงเขียว แต่แววตาที่มองเธอกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ปิดไม่มิด “แล้วนี่เป็นอะไร ลุกไหวไหม?” “พราว... พราวสะดุดหินค่ะ ข้อเท้าพลิก” ตอบเสียงสั่น น้ำตาเม็ดโตเริ่มไหลรินลงมาอาบแก้ม ไม่ได้เสแสร้งแต่เจ็บจริง “เจ็บค่ะ” คำว่า ‘เจ็บ’ ของเธอทำให้หัวใจแกร่งของหนุ่มใหญ่กระตุกวูบ ความโกรธเคืองที่เห็นเธอมาเดินตากแดดหายวับไปกับตา เหลือเพียงความกังวล “ไหนขอดูหน่อย” ว่าพลางก้มลงไปจับที่ข้อเท้าข้างขวา มือหนาถอดรองเท้าบูทของเธอออกอย่างเบามือและนุ่มนวลอย่างเหลือเชื่อ ผิดกับบุคลิกดิบเถื่อนภายนอก ใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงเบา ๆ บริเวณที่บวมเป่ง “โอ๊ย! เจ็บค่ะ” พราวสะดุ้งโหยง เผลอกำเสื้อเชิ้ตยีนของเขาแน่น “อยู่นิ่ง ๆ สิ ผมกำลังดูว่ากระดูกหักหรือเปล่า” สิงห์ดุเบา ๆ แต่สายตายังคงจับจ้องที่ข้อเท้าแดง ๆ “โชคดีแค่ข้อเท้าแพลง แต่บวมขนาดนี้คงเดินไม่ได้แล้วล่ะ” เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ ระยะห่างที่ใกล้ชิดทำให้พราวเห็นหยาดเหงื่อที่เกาะพราวอยู่บนใบหน้าคมเข้มและไรหนวดจาง ๆ ชัดเจน กลิ่นกายของบุรุษเพศที่ผสมผสานกับกลิ่นหนังม้า กลิ่นแดด และกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่ดิบ เถื่อน แต่กลับดึงดูดใจอย่างประหลาด “แล้วจะกลับยังไงคะ รถกอล์ฟจอดอยู่ตั้งไกล” พราวถามเสียงอ่อย ทำตาละห้อยเหมือนลูกแมวบาดเจ็บ สิงราชถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่ายหน้าเบา ๆ ให้กับความดื้อรั้นของเด็กสาวตรงหน้า “ก็ต้องกลับกับผมนี่แหละ จะให้ทิ้งไว้เป็นปุ๋ยองุ่นหรือไง” พูดจบ สิงหราชก็ขยับตัวเข้ามาใกล้ สอดแขนแข็งแรงข้างหนึ่งเข้าใต้ข้อพับเข่า อีกข้างโอบรอบเอวบาง ก่อนจะออกแรงยกร่างระหงของพราวขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดายราวกับเธอเบาหวิวเหมือนตุ๊กตา “ว้าย! คุณสิงห์” พราวอุทานด้วยความตกใจ สองแขนรีบตวัดกอดรอบลำคอหนาของเขาไว้แน่นเพื่อกันตก ใบหน้าหวานซบลงกับอกกว้างที่แข็งแกร่งดุจหินผา “เกาะแน่น ๆ อย่าดิ้น เดี๋ยวตก” สั่งเสียงเข้ม ขณะที่อุ้มคนตัวเล็กเดินตรงไปยังเจ้านิลมังกร ม้าคู่ใจที่ยืนรออยู่อย่างสงบ หัวใจของพราวเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมานอกอก ไม่ใช่แค่เพราะความตกใจ แต่เพราะสัมผัสที่แนบชิดนี้ หน้าอกหน้าใจของเธอบดเบียดกับแผงอกกว้างของเขาเต็ม ๆ ทุกจังหวะการก้าวเดินของสิงหราช ส่งแรงสะเทือนมาถึงตัวเธอ ทำให้รับรู้ถึงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกาย เธอแอบเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าคมคายจากมุมด้านล่าง เห็นสันกรามที่ขบแน่นและไรหนวดเคราเขียวครึ้มที่ดูเซ็กซี่บาดใจ ‘งานดีเกรดพรีเมียมจริง ๆ’ พราวคิดในใจอย่างเคลิบเคลิ้ม สิงหราชพาเธอมาหยุดข้างม้าตัวใหญ่ วางร่างบางยืนพิงข้างลำตัวม้าชั่วคราว โดยที่มือข้างหนึ่งยังคงโอบเอวเธอไว้กันล้ม “จับอานม้าไว้ ผมจะอุ้มคุณขึ้นไปนั่งข้างหน้า แล้วผมจะซ้อนหลัง” สิงหราชอธิบายแผนการ “ขากลับคงต้องขี่ม้ากลับ รถจิ๊ปผมจอดอยู่ที่โรงบ่มไกลกว่านี้” “ขะ... ขี่ม้าเหรอคะ? พราวขี่ไม่เป็น” พราวแกล้งทำท่ากลัว ทั้งที่ในใจร้องกรี๊ดด้วยความดีใจ ‘ขี่ม้าซ้อนหลัง? นี่มันฉากในนิยายชัด ๆ!’ “ไม่ต้องทำอะไร แค่นั่งเฉย ๆ เดี๋ยวผมจัดการเอง เชื่อใจผมไหม?” สิงหราชก้มลงมองสบตาเธอ แววตาของเขาจริงจังและมั่นคง จนพราวรู้สึกอบอุ่นวาบไปทั้งหัวใจ “ค่ะ... พราวเชื่อใจคุณสิงห์” ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนจะรวบเอวเล็กแล้วยกตัวเธอขึ้นวางบนอานม้าด้านหน้าอย่างนุ่มนวล จากนั้นก็ตวัดขาขึ้นคร่อมหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ขึ้นมานั่งซ้อนอยู่ด้านหลังเธอ วงแขนแกร่งทั้งสองข้างโอบรวบเอวไว้เพื่อจับบังเ**ยน ทำให้แผ่นหลังบางแนบชิดติดกับแผงอกกว้างจนแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน “พร้อมนะ... ไป!” สิงหราชกระตุกบังเ**ยนเบา ๆ เจ้าม้าแสนรู้ค่อย ๆ ออกเดินเหยาะย่างไปตามทางเดินดินมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ ตลอดระยะทางกลับ มีเพียงเสียงกีบม้ากระทบพื้นและเสียงลมหายใจของคนสองคน พราวนั่งตัวเกร็งในช่วงแรก แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงความมั่นคงของอ้อมแขนที่โอบล้อมอยู่ เธอก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง แผ่นหลังราบเรียบสัมผัสได้ถึงไออุ่นร้อนจากร่างกายกำยำ ทุกครั้งที่ม้าขยับ ผิวเนื้อทั้งคู่จะเสียดสีกันเบา ๆ สร้างความวูบวาบแปลกประหลาดที่แล่นพล่านไปทั่วท้องน้อย พราวถือวิสาสะเอนศีรษะพิงลงบนไหล่กว้างอย่างแผ่วเบา แสร้งทำเป็นอ่อนเพลียจากอาการเจ็บ “ขอพักหน่อยนะคะ พราวเวียนหัว” พึมพำเสียงอ้อน สิงหราชชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสนุ่มนิ่มที่ไหล่ แต่ก็ไม่ได้ผลักไส กลับกันเขาขยับวงแขนให้กระชับขึ้นเพื่อประคองเธอให้มั่นคงกว่าเดิม “อืม... พักเถอะ ถึงบ้านแล้วเดี๋ยวปลุก” ตอบเสียงทุ้มลงกว่าปกติ น้ำเสียงที่เคยดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว พราวหลับตาพริ้ม สูดดมกลิ่นกายสิงหราชเข้าปอด มันเป็นกลิ่นของลูกผู้ชายที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน กลิ่นที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้ “คุณสิงห์ตัวหอมจังเลยนะคะ” พราวเผลอหลุดปากพูดออกมาเบา ๆ ราวกับละเมอ คำชมนั้นทำให้เขาต้องกัดฟันแน่น พยายามเพ่งสมาธิไปที่การบังคับม้า แต่กลิ่นหอมของเส้นผมหญิงสาวที่ลอยมาแตะจมูก และสัมผัสนุ่มนิ่มจากร่างกายเธอที่แนบชิดอยู่ทุกสัดส่วน กำลังทดสอบความอดทนของเขาอย่างหนัก ‘เด็กบ้า... อย่ามายั่วกันแบบนี้นะ’ สิงหราชคำรามในใจ หัวใจที่เคยด้านชากับความรักมานานหลายปี บัดนี้กำลังเต้นแรงผิดจังหวะเพราะเด็กสาวคราวลูกในอ้อมแขน เมื่อม้าเดินมาถึงหน้าคฤหาสน์สีอิฐส้ม เหล่าคนรับใช้และป้าแจ่มแม่บ้านเก่าแก่ต่างพากันวิ่งออกมาดูด้วยความตกใจเมื่อเห็นเจ้านายหนุ่มขี่ม้ากลับมาพร้อมกับอุ้มหญิงสาวแนบอก “ตายแล้ว! หนูพราวเป็นอะไรคะคุณสิงห์!” ป้าแจ่มร้องเสียงหลง “ข้อเท้าแพลง เตรียมน้ำแข็งประคบกับยาทาแก้ปวดให้ที เอาไปไว้ที่ห้องรับแขก” เจ้านายหนุ่มสั่งเสียงเฉียบขาดขณะกระโดดลงจากหลังม้า แล้วหันกลับมารับร่างของพราวมาอุ้มอีกครั้ง เขาอุ้มคนตัวเล็กเดินผ่านโถงทางเดินกว้างขวาง ท่ามกลางสายตาของบ่าวไพร่ที่มองตามกันเป็นตาเดียว แต่สิงหราชไม่สนใจ เดินตรงดิ่งไปยังโซฟาตัวยาวบุหนังสีน้ำตาลในห้องรับแขก ค่อย ๆ วางร่างบางลงอย่างทะนุถนอม “ขอบคุณค่ะ แด๊ด... เอ๊ย คุณสิงห์” พราวยิ้มหวานหยดส่งให้ สายตาเป็นประกายวิบวับ “ถ้าไม่ได้คุณสิงห์ พราวคงแย่แน่ ๆ” ผู้ถูกกล่าวยืนค้ำหัวเธอ สองมือเท้าสะเอวพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงแรง ๆ จากความเหนื่อยและความตื่นเต้น “ทีหลังอย่าหาเรื่องเจ็บตัวอีก” เขาชี้หน้าคาดโทษ แต่ปากหยักกลับยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่ “ผมขี้เกียจไปตามเก็บศพ เข้าใจไหม ยัยตัวยุ่ง” “รับทราบค่ะ ต่อไปนี้พราวจะเชื่อฟังทุกอย่างเลย” รับคำเสียงใส พลางขยับตัวจัดท่าทางให้ดูเซ็กซี่บนโซฟา “ให้คุณสิงห์ ดูแลพราวคนเดียวนะคะ” หนุ่มใหญ่ส่ายหน้าให้กับความแก่นแก้วของเธอ แต่ในใจลึก ๆ กลับรู้สึกพอใจอย่างประหลาดที่ได้เป็นคนดูแลคนตรงหน้า วันนี้สิงหราชได้เรียนรู้ว่า การมีใครสักคนให้ปกป้อง มันก็ทำให้หัวใจที่แห้งแล้ง กลับมาชุ่มฉ่ำและมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นตัวปัญหาที่แสนอันตรายอย่างพราวก็ตาม
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD