วันต่อมา
ยามบ่ายแก่ ๆ แสงแดดจัดจ้านสาดส่องลงกระทบยอดใบองุ่นสีเขียวสดที่เรียงรายเป็นทิวแถวสุดลูกหูลูกตาบนเนินเขาลาดชันของไร่ภักดีบดินทร์
แม้อากาศจะร้อนอบอ้าวเพียงใด แต่ความมุ่งมั่นในแววตาของพราวกลับร้อนแรงยิ่งกว่า
หญิงสาวในชุดทะมัดทะแมงทว่าซ่อนความเปรี้ยวเข็ดฟันด้วยเสื้อกล้ามสีขาวพอดีตัวสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตที่ผูกชายเสื้อโชว์เอวคอดกิ่ว
คู่กับกางเกงยีนรัดรูปเน้นสะโพกกลมกลึงและรองเท้าบูทหนังสีน้ำตาล
กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยของพวงองุ่นในแปลง ซึ่งเป็นแปลงองุ่นพันธุ์ดีที่สุดของไร่
“ใบเริ่มมีจุดสีเหลือง เพลี้ยลงหรือเปล่านะ”
พึมพำกับตัวเองพลางเอื้อมมือเรียวไปพลิกใบองุ่นดูอย่างละเอียด
เธอไม่ได้มาเดินเล่นถ่ายรูปสวย ๆ เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป
แต่มาทำงานจริง ๆ เพื่อพิสูจน์ให้สิงหราช เห็นว่าใส่ใจกิจการของเขามากแค่ไหน
และเพื่อลบคำสบประมาทของพนักงานเก่าแก่บางคนที่มองว่าเธอเป็นแค่เด็กเส้น
เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามกรอบหน้าสวยหวาน พราวใช้แขนปาดเหงื่อออกลวก ๆ ผิวขาวอมชมพูเริ่มแดงระเรื่อเพราะความร้อน
แต่เธอยังคงกัดฟันเดินลึกเข้าไปในแปลงองุ่นที่พื้นดินขรุขระและลาดชันขึ้นเรื่อย ๆ
“อีกนิดเดียว เช็กแปลงนี้เสร็จจะได้เอาข้อมูลไปสรุปให้คุณอาสิงห์ได้แล้ว”
เธอตั้งใจจะเก็บตัวอย่างดินและใบไปให้สิงหราชดูเพื่อเสนอแผนการบำรุงรักษา
แต่ทว่า... ในจังหวะที่กำลังเขย่งเท้าเอื้อมมือไปเด็ดพวงองุ่นที่อยู่สูงกว่าระดับสายตา เท้าข้างขวาที่เหยียบลงบนก้อนหินก้อนหนึ่งเกิดพลิกอย่างรุนแรง
กึก!
“โอ๊ย!”
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่น พร้อมกับร่างบางที่เสียหลักล้มคะมำลงไปกองกับพื้น
ความเจ็บปวดแล่นปราดจากข้อเท้าขึ้นมาถึงสมองจนน้ำตาเล็ด
พราวกัดริมฝีปากแน่น พยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่ทันทีที่ลงน้ำหนักที่เท้าขวา ความเจ็บปวดก็พุ่งจี๊ดจนต้องทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นอีกครั้ง
“บ้าจริง เจ็บชะมัด”
ก้มลงมองข้อเท้าตัวเองที่เริ่มบวมแดงเป่งอย่างรวดเร็ว เธอเม้มปากแน่นด้วยความเจ็บใจ ไม่ใช่แค่เจ็บกาย แต่เจ็บใจที่ตัวเองซุ่มซ่ามในเวลาสำคัญแบบนี้
แดดก็ร้อน คนงานก็อยู่ไกลลิบ โทรศัพท์มือถือก็ดันวางลืมไว้ที่รถกอล์ฟตรงทางเข้าแปลง
‘ซวยซ้ำซวยซ้อนจริง ๆ ยัยพราวเอ๊ย!’
ขณะที่กำลังนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ท่ามกลางดงองุ่น ทันใดนั้น หูของเธอก็แว่วเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของสัตว์ใหญ่กระทบพื้นดินดังใกล้เข้ามา
กุบกับ กุบกับ กุบกับ
เสียงนั้นดังก้องกังวานและทรงพลัง พราวเงยหน้าขึ้นมองฝ่าแสงแดดจ้า ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ราวกับฉากเปิดตัวพระเอกในหนังพีเรียดฟอร์มยักษ์
ม้าสีดำทมิฬตัวมหึมา รูปร่างกำยำสวยงาม วิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า
บนหลังม้านั้นคือร่างสูงใหญ่ของสิงหราชในชุดคาวบอยเต็มยศ
เสื้อเชิ้ตยีนสีซีดที่ปลดกระดุมลงมาลึกจนเห็นแผงอกแกร่งที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ
หมวกปีกกว้างสีน้ำตาลเข้มที่บดบังสายตาคมกริบ กางเกงยีนหนาเตอะสวมทับด้วย Chaps หนังสีดำสำหรับขี่ม้า ยิ่งเสริมให้เขาดูดุดัน ดิบเถื่อน และทรงอำนาจราวกับราชาแห่งไร่องุ่น
“พราว”
เสียงทุ้มตะโกนเรียกชื่อเธอดังลั่น แฝงไปด้วยความตกใจระคนดุ
เจ้าของชื่อเห็นเขากระตุกบังเ**ยนม้าอย่างชำนาญ ก่อนจะตวัดขาลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่วราวกับสตั๊นท์แมน
ร่างสูงใหญ่ก้าวยาว ๆ เข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“คุณอา... เอ๊ย คุณสิงห์” พราวเรียกเขาเสียงแผ่ว พยายามจะขยับตัวแต่ก็เจ็บจนหน้านิ่ว
สิงหราชทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งตรงหน้าเธอทันที
มือหนาหยาบกร้านจากการทำงานจับไหล่เธอไว้แน่น สายตาคมกวาดมองไปทั่วร่างเธออย่างสำรวจ
“มาทำบ้าอะไรตรงนี้คนเดียว ทำไมไม่พกวิทยุสื่อสารมาด้วย” ดุเสียงเขียว แต่แววตาที่มองเธอกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ปิดไม่มิด “แล้วนี่เป็นอะไร ลุกไหวไหม?”
“พราว... พราวสะดุดหินค่ะ ข้อเท้าพลิก” ตอบเสียงสั่น น้ำตาเม็ดโตเริ่มไหลรินลงมาอาบแก้ม ไม่ได้เสแสร้งแต่เจ็บจริง “เจ็บค่ะ”
คำว่า ‘เจ็บ’ ของเธอทำให้หัวใจแกร่งของหนุ่มใหญ่กระตุกวูบ ความโกรธเคืองที่เห็นเธอมาเดินตากแดดหายวับไปกับตา เหลือเพียงความกังวล
“ไหนขอดูหน่อย”
ว่าพลางก้มลงไปจับที่ข้อเท้าข้างขวา มือหนาถอดรองเท้าบูทของเธอออกอย่างเบามือและนุ่มนวลอย่างเหลือเชื่อ ผิดกับบุคลิกดิบเถื่อนภายนอก
ใช้นิ้วหัวแม่มือคลึงเบา ๆ บริเวณที่บวมเป่ง
“โอ๊ย! เจ็บค่ะ” พราวสะดุ้งโหยง เผลอกำเสื้อเชิ้ตยีนของเขาแน่น
“อยู่นิ่ง ๆ สิ ผมกำลังดูว่ากระดูกหักหรือเปล่า” สิงห์ดุเบา ๆ แต่สายตายังคงจับจ้องที่ข้อเท้าแดง ๆ “โชคดีแค่ข้อเท้าแพลง แต่บวมขนาดนี้คงเดินไม่ได้แล้วล่ะ”
เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ ระยะห่างที่ใกล้ชิดทำให้พราวเห็นหยาดเหงื่อที่เกาะพราวอยู่บนใบหน้าคมเข้มและไรหนวดจาง ๆ ชัดเจน
กลิ่นกายของบุรุษเพศที่ผสมผสานกับกลิ่นหนังม้า กลิ่นแดด และกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่ดิบ เถื่อน แต่กลับดึงดูดใจอย่างประหลาด
“แล้วจะกลับยังไงคะ รถกอล์ฟจอดอยู่ตั้งไกล” พราวถามเสียงอ่อย ทำตาละห้อยเหมือนลูกแมวบาดเจ็บ
สิงราชถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่ายหน้าเบา ๆ ให้กับความดื้อรั้นของเด็กสาวตรงหน้า
“ก็ต้องกลับกับผมนี่แหละ จะให้ทิ้งไว้เป็นปุ๋ยองุ่นหรือไง”
พูดจบ สิงหราชก็ขยับตัวเข้ามาใกล้ สอดแขนแข็งแรงข้างหนึ่งเข้าใต้ข้อพับเข่า อีกข้างโอบรอบเอวบาง ก่อนจะออกแรงยกร่างระหงของพราวขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดายราวกับเธอเบาหวิวเหมือนตุ๊กตา
“ว้าย! คุณสิงห์”
พราวอุทานด้วยความตกใจ สองแขนรีบตวัดกอดรอบลำคอหนาของเขาไว้แน่นเพื่อกันตก
ใบหน้าหวานซบลงกับอกกว้างที่แข็งแกร่งดุจหินผา
“เกาะแน่น ๆ อย่าดิ้น เดี๋ยวตก” สั่งเสียงเข้ม ขณะที่อุ้มคนตัวเล็กเดินตรงไปยังเจ้านิลมังกร ม้าคู่ใจที่ยืนรออยู่อย่างสงบ
หัวใจของพราวเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมานอกอก
ไม่ใช่แค่เพราะความตกใจ แต่เพราะสัมผัสที่แนบชิดนี้ หน้าอกหน้าใจของเธอบดเบียดกับแผงอกกว้างของเขาเต็ม ๆ
ทุกจังหวะการก้าวเดินของสิงหราช ส่งแรงสะเทือนมาถึงตัวเธอ ทำให้รับรู้ถึงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกาย
เธอแอบเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าคมคายจากมุมด้านล่าง เห็นสันกรามที่ขบแน่นและไรหนวดเคราเขียวครึ้มที่ดูเซ็กซี่บาดใจ
‘งานดีเกรดพรีเมียมจริง ๆ’ พราวคิดในใจอย่างเคลิบเคลิ้ม
สิงหราชพาเธอมาหยุดข้างม้าตัวใหญ่ วางร่างบางยืนพิงข้างลำตัวม้าชั่วคราว โดยที่มือข้างหนึ่งยังคงโอบเอวเธอไว้กันล้ม
“จับอานม้าไว้ ผมจะอุ้มคุณขึ้นไปนั่งข้างหน้า แล้วผมจะซ้อนหลัง” สิงหราชอธิบายแผนการ “ขากลับคงต้องขี่ม้ากลับ รถจิ๊ปผมจอดอยู่ที่โรงบ่มไกลกว่านี้”
“ขะ... ขี่ม้าเหรอคะ? พราวขี่ไม่เป็น” พราวแกล้งทำท่ากลัว ทั้งที่ในใจร้องกรี๊ดด้วยความดีใจ
‘ขี่ม้าซ้อนหลัง? นี่มันฉากในนิยายชัด ๆ!’
“ไม่ต้องทำอะไร แค่นั่งเฉย ๆ เดี๋ยวผมจัดการเอง เชื่อใจผมไหม?”
สิงหราชก้มลงมองสบตาเธอ แววตาของเขาจริงจังและมั่นคง จนพราวรู้สึกอบอุ่นวาบไปทั้งหัวใจ
“ค่ะ... พราวเชื่อใจคุณสิงห์”
ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนจะรวบเอวเล็กแล้วยกตัวเธอขึ้นวางบนอานม้าด้านหน้าอย่างนุ่มนวล
จากนั้นก็ตวัดขาขึ้นคร่อมหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ขึ้นมานั่งซ้อนอยู่ด้านหลังเธอ
วงแขนแกร่งทั้งสองข้างโอบรวบเอวไว้เพื่อจับบังเ**ยน ทำให้แผ่นหลังบางแนบชิดติดกับแผงอกกว้างจนแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
“พร้อมนะ... ไป!”
สิงหราชกระตุกบังเ**ยนเบา ๆ เจ้าม้าแสนรู้ค่อย ๆ ออกเดินเหยาะย่างไปตามทางเดินดินมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์
ตลอดระยะทางกลับ มีเพียงเสียงกีบม้ากระทบพื้นและเสียงลมหายใจของคนสองคน
พราวนั่งตัวเกร็งในช่วงแรก แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงความมั่นคงของอ้อมแขนที่โอบล้อมอยู่ เธอก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
แผ่นหลังราบเรียบสัมผัสได้ถึงไออุ่นร้อนจากร่างกายกำยำ ทุกครั้งที่ม้าขยับ ผิวเนื้อทั้งคู่จะเสียดสีกันเบา ๆ สร้างความวูบวาบแปลกประหลาดที่แล่นพล่านไปทั่วท้องน้อย
พราวถือวิสาสะเอนศีรษะพิงลงบนไหล่กว้างอย่างแผ่วเบา แสร้งทำเป็นอ่อนเพลียจากอาการเจ็บ
“ขอพักหน่อยนะคะ พราวเวียนหัว” พึมพำเสียงอ้อน
สิงหราชชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสนุ่มนิ่มที่ไหล่ แต่ก็ไม่ได้ผลักไส กลับกันเขาขยับวงแขนให้กระชับขึ้นเพื่อประคองเธอให้มั่นคงกว่าเดิม
“อืม... พักเถอะ ถึงบ้านแล้วเดี๋ยวปลุก” ตอบเสียงทุ้มลงกว่าปกติ น้ำเสียงที่เคยดุดันแปรเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว
พราวหลับตาพริ้ม สูดดมกลิ่นกายสิงหราชเข้าปอด มันเป็นกลิ่นของลูกผู้ชายที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน
กลิ่นที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้
“คุณสิงห์ตัวหอมจังเลยนะคะ” พราวเผลอหลุดปากพูดออกมาเบา ๆ ราวกับละเมอ
คำชมนั้นทำให้เขาต้องกัดฟันแน่น พยายามเพ่งสมาธิไปที่การบังคับม้า
แต่กลิ่นหอมของเส้นผมหญิงสาวที่ลอยมาแตะจมูก และสัมผัสนุ่มนิ่มจากร่างกายเธอที่แนบชิดอยู่ทุกสัดส่วน กำลังทดสอบความอดทนของเขาอย่างหนัก
‘เด็กบ้า... อย่ามายั่วกันแบบนี้นะ’
สิงหราชคำรามในใจ หัวใจที่เคยด้านชากับความรักมานานหลายปี บัดนี้กำลังเต้นแรงผิดจังหวะเพราะเด็กสาวคราวลูกในอ้อมแขน
เมื่อม้าเดินมาถึงหน้าคฤหาสน์สีอิฐส้ม เหล่าคนรับใช้และป้าแจ่มแม่บ้านเก่าแก่ต่างพากันวิ่งออกมาดูด้วยความตกใจเมื่อเห็นเจ้านายหนุ่มขี่ม้ากลับมาพร้อมกับอุ้มหญิงสาวแนบอก
“ตายแล้ว! หนูพราวเป็นอะไรคะคุณสิงห์!” ป้าแจ่มร้องเสียงหลง
“ข้อเท้าแพลง เตรียมน้ำแข็งประคบกับยาทาแก้ปวดให้ที เอาไปไว้ที่ห้องรับแขก”
เจ้านายหนุ่มสั่งเสียงเฉียบขาดขณะกระโดดลงจากหลังม้า แล้วหันกลับมารับร่างของพราวมาอุ้มอีกครั้ง
เขาอุ้มคนตัวเล็กเดินผ่านโถงทางเดินกว้างขวาง ท่ามกลางสายตาของบ่าวไพร่ที่มองตามกันเป็นตาเดียว
แต่สิงหราชไม่สนใจ เดินตรงดิ่งไปยังโซฟาตัวยาวบุหนังสีน้ำตาลในห้องรับแขก ค่อย ๆ วางร่างบางลงอย่างทะนุถนอม
“ขอบคุณค่ะ แด๊ด... เอ๊ย คุณสิงห์” พราวยิ้มหวานหยดส่งให้ สายตาเป็นประกายวิบวับ “ถ้าไม่ได้คุณสิงห์ พราวคงแย่แน่ ๆ”
ผู้ถูกกล่าวยืนค้ำหัวเธอ สองมือเท้าสะเอวพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงแรง ๆ จากความเหนื่อยและความตื่นเต้น
“ทีหลังอย่าหาเรื่องเจ็บตัวอีก” เขาชี้หน้าคาดโทษ แต่ปากหยักกลับยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่ “ผมขี้เกียจไปตามเก็บศพ เข้าใจไหม ยัยตัวยุ่ง”
“รับทราบค่ะ ต่อไปนี้พราวจะเชื่อฟังทุกอย่างเลย” รับคำเสียงใส พลางขยับตัวจัดท่าทางให้ดูเซ็กซี่บนโซฟา “ให้คุณสิงห์ ดูแลพราวคนเดียวนะคะ”
หนุ่มใหญ่ส่ายหน้าให้กับความแก่นแก้วของเธอ แต่ในใจลึก ๆ กลับรู้สึกพอใจอย่างประหลาดที่ได้เป็นคนดูแลคนตรงหน้า
วันนี้สิงหราชได้เรียนรู้ว่า การมีใครสักคนให้ปกป้อง มันก็ทำให้หัวใจที่แห้งแล้ง กลับมาชุ่มฉ่ำและมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นตัวปัญหาที่แสนอันตรายอย่างพราวก็ตาม