เวลา 15:29 นาฬิกา
ไอแดดร้อนระอุยามบ่ายของอำเภอปากช่องแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณชานชาลาสถานีรถไฟ
ความร้อนระคนกับฝุ่นควันที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศควรจะทำให้รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ แต่สำหรับพราวที่เพิ่งก้าวเท้าลงมายืนบนพื้นดินอันคุ้นเคยอีกครั้ง
ความร้อนนี้กลับเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า เธอยังมีชีวิตอยู่ และนี่คือโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ความฝัน
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก รับกลิ่นอายของดินและหญ้าแห้งที่ลอยมาตามลม
ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อเม้มเข้าหากันแน่น ขณะที่มือเรียวกระชับจับกระเป๋าเดินทางใบย่อมไว้มั่น
สายตาคมสวยภายใต้แพขนตายาวงอนกวาดมองไปรอบ ๆ ฝ่าผู้คนเดินขวักไขว่เพื่อมองหาใครบางคน
ใครบางคน... ที่เธอเคยรักสุดหัวใจในอดีต แต่ในชาตินี้ เขาคือคนแปลกหน้าที่มีค่าเป็นเพียง ‘บันได’ ให้เธอเหยียบข้ามไปถึงเป้าหมายเท่านั้น
“พราว ทางนี้ครับ!”
เสียงเรียกที่คุ้นหูทว่าช่างระคายเคืองความรู้สึกดังขึ้นไม่ไกล
พราวปรายตามองไปทางต้นเสียง ก็พบชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมราคาแพงปลดกระดุมเม็ดบนโชว์แผงอกขาวเนียน
สวมแว่นกันแดดสีชาที่เหน็บไว้บนศีรษะอย่างคนมั่นใจในตัวเอง ไทม์ยืนพิงเสาต้นหนึ่งพร้อมช่อดอกกุหลาบสีแดงสดในมือ
รอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่เคยทำให้สาว ๆ ทั้งมหาวิทยาลัยใจละลายกำลังส่งมาให้
ในชาติที่แล้ว... วินาทีนี้เธอคงรีบทิ้งกระเป๋าแล้ววิ่งเข้าไปสวมกอดเขาด้วยความดีใจน้ำตาซึม ขอบคุณที่มารับและซาบซึ้งกับดอกไม้ช่อนั้น
แต่ในตอนนี้ สิ่งที่รู้สึกมีเพียงความคลื่นไส้
เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้ไทม์เป็นฝ่ายเดินแหวกฝูงชนเข้ามาหา
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาดูมั่นอกมั่นใจเสียจนน่าหมั่นไส้ คงคิดว่าเธอจะกระโดดโลดเต้นดีใจเหมือนลูกหมาที่เห็นเจ้าของละมั้ง
“ทำไมยืนนิ่งแบบนั้นล่ะครับคนดี ไม่ดีใจเหรอที่ไทม์มารับ”
ไทม์เดินเข้ามาประชิดตัว เตรียมจะอ้าแขนกอดร่างบางตรงหน้า
“คิดถึงจะแย่แล้วรู้ไหม ขอกอดให้หายคิดถึงหน่อย”
จังหวะที่วงแขนของไทม์กำลังจะสัมผัสตัว พราวก็เบี่ยงตัวหลบอย่างแนบเนียน แสร้งทำเป็นเซเล็กน้อยพลางยกมือขึ้นกุมขมับ
ใบหน้าสวยหวานบิดเบี้ยวเหยเกราวกับกำลังทรมานเสียเต็มประดา
“อย่าเพิ่งนะไทม์” ร้องท้วงเสียงแผ่ว พยายามดัดเสียงให้อ่อนแรงที่สุด “พราว... พราวเวียนหัว”
ไทม์ชะงักค้างกลางอากาศ แขนที่อ้าออกเก้อเขิน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความงุนงง
“เวียนหัว? เป็นอะไรครับ นั่งรถไฟมาเหนื่อยเหรอ หรือว่าเมาแดด”
“คงงั้นมั้ง”
พราวตอบโดยไม่ยอมสบตา แสร้งหลับตาลงเหมือนคนจะวูบ
“คนเยอะ อากาศก็ร้อน พราวหายใจไม่ออก ขอพราวไปขึ้นรถเลยได้ไหม ดอกไม้นั่น ฝากไทม์ถือไปก่อนนะ พราวไม่มีแรงถือ”
คำพูดตัดรอนที่ปฏิเสธทั้งอ้อมกอดและช่อดอกไม้ทำให้ไทม์หน้าเสียไปวูบหนึ่ง
ประกายความหงุดหงิดพาดผ่านแววตาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มเอาใจแบบฉบับเพลย์บอย เขาคิดในใจว่าพราวคงแค่อยากเรียกร้องความสนใจตามประสาผู้หญิงขี้งอนที่อยากให้คนที่ชอบเอาใจมาก ๆ
“โธ่... น่าสงสารจังเลย แฟนใครเนี่ยบอบบางจริง ๆ”
ไทม์หัวเราะในลำคอ พยายามจะยื่นมือมาประคองเอวคอด
“มาครับ เดี๋ยวไทม์ช่วยพยุง สงสัยจะอยากให้ไทม์อุ้มโชว์คนแถวนี้แน่ ๆ เลย”
‘แค่ลองคบกันจะเป็นแฟนได้ไง!’ พราวคิดอยู่ภายในใจ เมื่อได้ทบทวนอย่างละเอียดอีกครั้ง
ที่ไทม์ได้ใจจนกล้านอกใจก็เพราะเธอเป็นคนเปิดช่องทางให้เขาตั้งแต่แรก!
“ไม่ต้อง!”
พราวเผลอตวาดเสียงแข็ง ก่อนจะรีบปรับน้ำเสียงลงเมื่อเห็นสายตาแปลกใจของไทม์
“เอ่อ... หมายถึง ไม่ต้องลำบากหรอก พราวเดินเองได้ ไทม์ช่วยลากกระเป๋าให้พราวก็พอ ร้อนจะแย่แล้ว รีบไปที่รถเถอะนะ”
พูดจบเธอก็รีบสาวเท้าเดินนำลิ่วออกไปจากชานชาลา ทิ้งให้ไทม์ยืนงงเป็นไก่ตาแตกกับท่าทีที่เปลี่ยนไป
ปกติพราวจะต้องอ้อนขอเกาะแขนเขาแจ แต่วันนี้กลับเดินหนีแถมยังทำท่ารังเกียจความร้อนเสียเต็มประดา
“อะไรของเธอวะ? เรียกร้องความสนใจเก่งชะมัด”
ไทม์บ่นพึมพำกับตัวเองอย่างหัวเสีย ก่อนจะกระชากกระเป๋าเดินทางของพราวแล้วเดินตามหลังไปอย่างจำยอม
ต่อมา
ภายในรถสปอร์ตหรูคันงามที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำจนหนาวสะท้าน บรรยากาศระหว่างคนขับและผู้โดยสารกลับเย็นเยียบยิ่งกว่าอุณหภูมิภายในรถ
พราวนั่งกอดอกหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดสายตามองทิวทัศน์สองข้างทางที่เริ่มเปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องเป็นทุ่งหญ้าและภูเขาเขียวขจี
ไทม์พยายามชวนคุยตลอดทาง เล่าเรื่องความยิ่งใหญ่ของไร่ไวน์ภักดีบดินทร์ หรืออวดเรื่องรถคันใหม่ที่พ่อเพิ่งซื้อให้
แต่พราวกลับตอบรับเพียงสั้น ๆ ว่า
“อืม”
“ค่ะ”
“เหรอคะ”
ความเฉยชาของพราวเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดรดลงบนกองเพลิงแห่งอีโก้ของไทม์ เขาเริ่มรู้สึกเสียหน้าและหงุดหงิดที่พราวไม่ตื่นเต้นกับสิ่งที่เขาพยายามอวด
“นี่พราวเป็นอะไรหรือเปล่า ถามคำตอบคำอยู่ได้”
ไทม์ถามเสียงห้วนขึ้น ขณะหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลักที่มุ่งหน้าสู่ไร่
“ไทม์อุตส่าห์ขับรถมารับ ร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย ช่วยทำหน้าให้มันสดชื่นหน่อยได้ไหม เจอหน้าแฟนทั้งทีทำหน้าเหมือนคนแบกโลก”
พราวค่อย ๆ หันกลับมามองหน้าชายหนุ่มด้านข้าง แววตาว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึกรักใคร่ที่เคยมี
‘เหนื่อยเหรอ? แค่ขับรถเปิดแอร์เย็นฉ่ำมารับนี่นะเรียกว่าเหนื่อย? ทีเมื่อก่อนฉันต้องนั่งรถไปหาที่คอนโด ซักผ้า รีดผ้า ทำกับข้าวให้กิน นายไม่เคยถามสักคำว่าฉันเหนื่อยไหม’
“พราวปวดหัวน่ะไทม์ บอกแล้วไงคะว่าไม่สบาย”
พราวตอบเสียงเรียบ ดวงตากลมโตจ้องมองไทม์นิ่ง ๆ จนฝ่ายชายเริ่มรู้สึกอึดอัด
“ถ้าไทม์เหนื่อยที่ต้องมารับ งั้นคราวหลังพราวนั่งวินมอเตอร์ไซค์เข้าไปเองก็ได้ค่ะ จะได้ไม่ต้องรบกวน”
“เฮ้ย! พูดแบบนี้ได้ไง เดี๋ยวพ่อก็ด่าไทม์ตายหรอก”
ไทม์รีบแย้งทันควัน สีหน้าเจื่อนลงเมื่อเอ่ยถึงบุคคลที่สาม
“พ่อยิ่งกำชับนักหนาว่าให้ดูแลลูกสาวเพื่อนให้ดี ขืนปล่อยให้พราวนั่งวินเข้าไป พ่อได้เอาไทม์ตายแน่”
เมื่อได้ยินชื่อนั้น ริมฝีปากของพราวก็กระตุกยิ้มมุมปาก
“คุณอาสิงห์ ท่านดุมากเหรอคะ?”
พราวแสร้งถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ ทั้งที่ในใจรู้ดีอยู่แล้ว
“โห... ยิ่งกว่าดุอีก ระเบียบจัด เจ้าระเบียบ จู้จี้ขี้บ่นที่หนึ่ง”
ไทม์เริ่มบ่นระบายความอัดอั้นออกมาทันทีเมื่อสบโอกาส
“พราวต้องระวังตัวไว้ให้ดีนะ พ่อไทม์น่ะเสือยิ้มยาก ไม่ชอบคนทำตัวเหลาะแหละ พราวมาฝึกงานเป็นเลขาฯ พ่อด้วย รับรองโดนโขกสับแน่ ๆ แต่ไม่ต้องห่วงนะ มีอะไรให้ไทม์ช่วยบอกได้ ไทม์เคลียร์ได้หมด”
ไทม์พูดพลางยืดอกอย่างภูมิใจ ทั้งที่ความจริงแล้วเขาแทบไม่มีอำนาจอะไรในไร่เลย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำสั่งสิทธิ์ขาดของ ‘สิงหราช’ ผู้เป็นพ่อแต่เพียงผู้เดียว
พราวลอบยิ้มหยันในความขี้โม้ของอดีตคนรัก แต่ข้อมูลที่ได้ยินกลับเข้าทางเธอพอดิบพอดี
‘เสือยิ้มยากเหรอ เจ้าระเบียบเหรอ...’
“ดีจัง” พึมพำเบา ๆ ดวงตาเป็นประกายวาววับ “พราวชอบคนที่เป็นผู้ใหญ่ พึ่งพาได้”
“หือ? ว่าไงนะ?” ไทม์หันมาถามเพราะได้ยินไม่ถนัด
“เปล่าหรอก พราวแค่บอกว่า ดีจังที่มีคุณอาสิงห์คอยดูแล” แกล้งเปลี่ยนเรื่อง แล้วหันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง “ใกล้ถึงหรือยังคะ พราวอยากพักผ่อนแล้ว”
“...อืม ใกล้แล้วนี่ไง” คิ้วเข้มกระตุกให้กลับประโยคที่เอ่ยออกมาอย่างไม่จริงจังนักของคนข้างกัน
แม้จะรู้สึกถึงความผิดปกติของพราว แต่ไทม์ก็ยังให้เหตุผลกับตัวเองว่า ผู้หญิงก็แบบนี้ เรียกร้องความสนใจพอเป็นพิธี
‘อีกเดี๋ยวก็หาย แค่ง้อนิดหน่อยเท่านั้นแหละ’
ไม่นานนัก รถสปอร์ตคันหรูก็แล่นผ่านซุ้มประตูกว้างใหญ่ที่ทำจากไม้สักทองแกะสลักป้ายชื่อ ‘ไร่ภักดีบดินทร์’ อย่างวิจิตรบรรจง
ถนนลาดยางทอดยาวขนาบข้างด้วยแปลงองุ่นกว้างสุดลูกหูลูกตาที่ปลูกไล่ระดับไปตามไหล่เขา
ใบองุ่นสีเขียวสดต้องแสงแดดยามบ่ายระยิบระยับราวกับเกล็ดมรกต
เบื้องหน้าคือคฤหาสน์หลังใหญ่สไตล์ทัสคานีสีอิฐส้มที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินสูง ดูสง่างาม มั่นคง และทรงอำนาจเหมือนกับเจ้าของของมัน
หัวใจของพราวเต้นระรัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นที่ได้อยู่ใกล้ไทม์ แต่เพราะกำลังจะได้พบกับ ‘เป้าหมายที่แท้จริง’
ในชาติก่อนเธอเข้ามาที่นี่ในฐานะเด็กฝึกงานเจี๋ยมเจี้ยม
แต่ครั้งนี้... เธอจะเดินเข้าไปในฐานะผู้หญิงที่จะมากุมหัวใจราชสีห์
“ถึงแล้วครับ เรือนหอ เอ๊ย! บ้านของเรา”
ไทม์พูดตลกฝืด ๆ หวังจะให้พราวขำ แต่เธอกลับไม่แม้แต่จะยิ้มตอบกลับ
รถจอดสนิทที่หน้าบันไดทางขึ้นคฤหาสน์ พราวเปิดประตูลงจากรถทันทีโดยไม่รอให้ไทม์มาเปิดให้
รองเท้าส้นสูงแตะลงบนพื้นหินอ่อน ร่างระหงในชุดนักศึกษารัดรูปที่จงใจเลือกใส่มาในวันนี้ ยืดตัวตรงอย่างมั่นใจ
แดดร่มลมตก แสงสีทองฉาบไล้ไปทั่วบริเวณ
พราวเงยหน้ามองขึ้นไปที่ระเบียงชั้นสองของคฤหาสน์ สัญชาตญาณบางอย่างบอกเธอว่า มีใครบางคนกำลังมองลงมา
และเธอก็คิดไม่ผิด
ที่ระเบียงนั้น ร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนในเสื้อเชิ้ตลายสก็อตพับแขนยืนกอดอกมองลงมา
ใบหน้าคมเข้มดุดันภายใต้ไรหนวดจาง ๆ นั้นเรียบตึงดุจรูปปั้นหิน สายตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวจ้องมองมาที่เธอและลูกชาย
สิงห์... สิงหราช
พราวสบตากับดวงตาคู่คมนั้นอย่างไม่เกรงกลัว
แม้ระยะห่างจะไกล แต่เธอกลับรู้สึกถึงรังสีอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเขาได้ชัดเจน พลันขนอ่อนตามร่างกายลุกชันด้วยความตื่นเต้น
ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความท้าทายกับภารกิจที่วาดไว้ต่อจากนี้
เธอค่อย ๆ ยกมือขึ้นทัดผมที่ปรกหน้าไปไว้หลังหู เผยให้เห็นลำคอระหงขาวผ่อง
ส่งยิ้มบางเบาที่มุมปากขึ้นไปให้ชายหนุ่มใหญ่บนระเบียง เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความเคารพแบบเด็กสาวมองผู้ใหญ่ แต่เป็นรอยยิ้มของผู้หญิงที่กำลังมองผู้ชายที่ตนหมายปอง
‘ไทม์... นายมันก็แค่เด็กเมื่อวานซืน’
พราวละสายตาจากสิงหราช หันมามองไทม์ที่กำลังสั่งคนรับใช้ให้ยกกระเป๋าด้วยท่าทางวางก้าม
แล้วหันกลับไปมองที่ระเบียงอีกครั้ง พร้อมกับตั้งปณิธานแน่วแน่ในใจ
‘ขอโทษนะไทม์ แต่ชาตินี้ฉันไม่ได้กลับมาเพื่อเป็นแฟนนาย
ฉันกลับมาเพื่อเป็น แม่เลี้ยง ของนายต่างหาก!’