@ห้องนอนของพราว
หญิงสาวร่างระหงที่กำลังบรรจงติดกระดุมเสื้อนักศึกษาเม็ดสุดท้าย
พราวยืนสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองอยู่หน้ากระจก ริมฝีปากอิ่มแต้มด้วยลิปสติกสีพีชดูเป็นธรรมชาติทว่าเย้ายวน
ดวงตากลมโตคู่สวยถูกกรีดอายไลเนอร์เส้นบางเฉียบเพื่อเพิ่มความคมชัด
วันนี้เธอเลือกสวมเสื้อเชิ้ตพอดีตัว เพื่อเน้นให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของหน้าอกอวบอิ่มและเอวคอดกิ่วอย่างชัดเจน
กระโปรงทรงสอบที่ความยาวเหนือเข่าขึ้นมาประมาณสองนิ้ว ผ่าหลังสูงขึ้นมาเล็กน้อยพอให้เห็นวับ ๆ แวม ๆ ยามก้าวเดิน
“ค่ะแม่ พราวจะตั้งใจทำงานนะคะ”
หญิงสาวตอบผู้เป็นแม่ผ่านมือถือ เมื่อท่านโทรมาย้ำ และเธอดีใจมากที่ได้ยินเสียงห่วงใยจากท่านอีกครั้ง
[งั้นแม่ไม่กวนแล้วนะ พ่อบอกว่าให้ลูกดูแลตัวเองด้วย] สกาวเดือนบอกลูกสาวอีกครั้ง แม้จะมั่นใจว่าลูกสาวคงได้ยินที่พ่อพูดแล้วก็ตาม
“ค่ะแม่ บอกพ่อว่าพราวจะเป็นเด็กดี ไม่ทำให้เสียชื่อพ่อแน่นอนค่ะ รักพ่อกับแม่นะคะ”
ยิ้มหวานระบายทั่วกรอบหน้าสวยหวาน ทุกถ้อยคำห่วงใยจากบุพการีทำให้เธอยิ่งมีแรงผลักดันที่จะเอาชนะใจของสิงหราชให้ได้
หลังจากที่วางสาย ร่างระหงก็หมุนเช็กความพร้อมของตัวเองอีกครั้ง
“เรียบร้อย เธอต้องทำได้แน่พรนภัส”
พราวยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจในผลงานบนเรือนร่างของตัวเอง เธอไม่ได้แต่งตัวผิดระเบียบจนน่าเกลียด แต่มันก็หมิ่นเหม่พอที่จะกระตุกหนวดเสือให้ตื่น
วันนี้คือวันแรกของการฝึกงาน และเป็นวันแรกที่เธอจะได้เผชิญหน้ากับสิงหราช อย่างเป็นทางการ
หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกเรียกความมั่นใจ พราวคว้าแฟ้มเอกสารและกระเป๋าสะพาย เดินออกจากห้องพักตรงไปยังอาคารสำนักงานใหญ่ของไร่ภักดีบดินทร์
รองเท้าส้นสูงสีครีมกระทบพื้นทางเดินหินอ่อนเป็นจังหวะมั่นคง ทุกสายตาของพนักงานที่เดินสวนมาต่างจับจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว
ไม่เว้นแม้แต่คนงานชายที่เผลอผิวปากแซวเบา ๆ แต่พราวทำเพียงส่งยิ้มบาง ๆ ให้ตามมารยาทเท่านั้น
เมื่อมาถึงหน้าห้องทำงานใหญ่ที่ชั้นสอง พี่เก่งกาจเลขาฯ หนุ่มคนสนิทของสิงหราชที่กำลังนั่งพิมพ์งานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เงยหน้าขึ้นมอง
ก่อนจะเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นความสวยสะพรั่งของเด็กฝึกงานคนใหม่
“สวัสดีค่ะพี่เก่ง พราวมารายงานตัวกับคุณอา... เอ้อ คุณสิงห์ค่ะ” พราวยกมือไหว้ทักทายเสียงใส
เก่งกาจรีบลุกขึ้นรับไหว้แทบไม่ทัน
“ครับ ๆ น้องพราว เชิญครับ นายรออยู่แล้ว เอ่อ... แต่วันนี้นายอารมณ์ไม่ค่อยดีนะครับ เมื่อเช้าองุ่นแปลงสามมีความชื้นสูง นายเลยหัวเสียแต่เช้า พราวระวังหน่อยนะ”
เลขาฯ หนุ่มกระซิบเตือนด้วยความหวังดี แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือสิ่งที่พราวต้องการ
‘อารมณ์ไม่ดีเหรอ... ดีสิ ยิ่งดุ ยิ่งน่าสนุก’
“ขอบคุณที่เตือนค่ะพี่เก่ง” พราวยิ้มหวาน ก่อนจะเดินไปหยุดที่หน้าประตูไม้สักบานใหญ่แกะสลักลวดลายพญาอินทรี เธอยกมือขึ้นเคาะเบา ๆ
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
“เชิญ”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังลอดออกมาจากด้านใน เพียงแค่เสียงก็ทำให้คนฟังรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลังได้
พราวตั้งสติรวบรวมความกล้าอีกครั้ง ปรับสีหน้าให้ดูเป็นเด็กสาวผู้เรียบร้อยและนอบน้อม ก่อนจะผลักประตูเข้าไป
ภายในห้องทำงานกว้างขวางที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มดูเคร่งขรึมและมีมนต์ขลัง
กลิ่นหอมจาง ๆ ของกาแฟคั่วบดผสมกับกลิ่นหนังแท้และกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยมาแตะจมูก เป็นกลิ่นอายของบุรุษเพศที่เข้มข้นจนพราวเผลอใจเต้นแรง
ที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่กลางห้อง สิงหราชกำลังนั่งก้มหน้าอ่านเอกสารกองโตในมือ เขาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นท่อนแขนกำยำที่มีเส้นเลือดปูดโปนจากการทำงานหนัก
คิ้วหนาเข้มขมวดเข้าหากันเป็นปม แว่นสายตากรอบบางที่สวมอยู่ทำให้ใบหน้าคมเข้มนั้นดูดุและจริงจังขึ้นเป็นเท่าตัว
“ขออนุญาตค่ะ” พราวเอ่ยเสียงเบา เดินเข้าไปหยุดยืนที่หน้าโต๊ะทำงาน ห่างจากเขาพอสมควร
สิงหราชไม่เงยหน้าขึ้นมองในทันที เขาจรดปากกาเซ็นชื่อลงในเอกสารแผ่นสุดท้ายอย่างรวดเร็ว ก่อนจะวางปากกาลงแล้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่
วินาทีที่สายตาคมกริบภายใต้เลนส์ใสนั้นปะทะเข้ากับดวงตากลมโตของพราว บรรยากาศในห้องเหมือนถูกหยุดเวลาไปชั่วขณะ
สิงหราชชะงักไปเล็กน้อย ภาพเด็กหญิงตัวเล็กถักเปียที่เขาเคยเห็นเมื่อสิบปีก่อนซ้อนทับกับหญิงสาวสวยสะพรั่งตรงหน้า...
‘ลูกสาวของไอ้วินัยโตขนาดนี้แล้วเหรอวะ’
เขาไล่สายตาสำรวจเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างรวดเร็วตามนิสัยช่างสังเกต ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าหวานหยดที่กำลังส่งยิ้มแหย ๆ มาให้
“สวัสดีค่ะคุณอา” พราวยกมือไหว้สวยงาม
“ในเวลางาน เรียกผมว่า ‘คุณสิงห์’ หรือ ‘บอส’ จะดีกว่านะ”
สิงหราชเอ่ยเสียงเรียบทรงพลัง ตัดบทความสัมพันธ์ส่วนตัวทิ้งทันที
“ที่นี่คือที่ทำงาน ไม่ใช่ที่บ้านเพื่อนพ่อ เข้าใจไหม?”
“ขะ... เข้าใจค่ะ คุณสิงห์” พราวตอบรับเสียงอ่อย แสร้งทำหน้าสลดลงเหมือนเด็กถูกดุ แต่ในใจกลับร้องกรีดร้องว่า
‘โอ๊ย... เสียงดุแบบนี้แหละ ใช่เลย!’
“ไหนเอกสารส่งตัวฝึกงาน” เขายื่นมือหนาออกมาตรงหน้า
พราวรีบก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอีกนิดเพื่อยื่นแฟ้มเอกสารให้ จังหวะที่เธอโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อวางแฟ้ม กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาอ่อน ๆ จากตัวเธอก็ลอยไปเตะจมูกชายหนุ่มอย่างจัง
สิงหราชเผลอสูดกลิ่นหอมนั้นเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ มันไม่ใช่กลิ่นฉุนกึกเหมือนผู้หญิงคนอื่นที่เขาเคยเจอ
แต่มันเป็นกลิ่นหอมหวาน นุ่มนวล ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายแต่ก็ปลุกเร้าอารมณ์บางอย่างในส่วนลึก สายตาของเขาเผลอมองต่ำลงไปที่คอเสื้อนักศึกษาที่เผยอออกเล็กน้อยยามเธอโน้มตัว เห็นเนินเนื้อขาวผ่องรำไร
‘บ้าชิบ!’
สิงหราชสบถในใจ รีบดึงสายตากลับมาที่แฟ้มเอกสารตรงหน้า
มือหนาหยิบแฟ้มมาเปิดอ่านเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าที่เกิดขึ้นกะทันหัน ขยับขาเปลี่ยนท่านั่งไขว่ห้าง เมื่อรู้สึกอึดอัดที่เป้ากางเกงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
“ผลการเรียนดี” เสียงทุ้มพึมพำวิจารณ์สายตาไล่อ่านตัวหนังสือ แต่สมาธิเริ่มแตกซ่าน “วิชาเอกการตลาด อืม... ก็พอใช้ได้”
เขาวางแฟ้มลง แล้วถอดแว่นสายตาออกวางบนโต๊ะ ประสานมือหนาเข้าด้วยกันพลางจ้องหน้าพราวด้วยแววตาตำหนิ
“แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมต้องเตือนคุณตั้งแต่วันแรก” น้ำเสียงของเขากลับมาเข้มงวดอีกครั้ง
“คะ? เรื่องอะไรเหรอคะ” พราวทำตาโตใสซื่อ เอียงคอเล็กน้อยเหมือนกวางน้อยสงสัย
สิงหราชลุกขึ้นยืนเต็มความสูง 190 เซนติเมตร ทำให้ร่างของเขาดูสูงใหญ่ค้ำหัวพราวไปถนัดตา
เดินอ้อมโต๊ะทำงานมายืนตรงหน้าเธอ พราวยืนนิ่ง เงยหน้ามองเขาตาแป๋ว
“เรื่องการแต่งกาย” นิ้วชี้เรียวยาวของสิงหราชชี้ลงไปที่กระโปรงของเธอ “กระโปรงคุณ มันสั้นเกินไป”
พราวแกล้งก้มลงมองกระโปรงตัวเอง แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
“สั้นเหรอคะ? พราวว่า... มันก็ปกตินะคะ เพื่อน ๆ ที่มหาลัยก็ใส่กันประมาณนี้”
“แต่นี่ไม่ใช่ที่มหาวิทยาลัย นี่คือไร่องุ่น มีคนงานผู้ชายเป็นร้อย”
สิงหราชกดเสียงต่ำ ดุเหมือนพ่อดุลูก
“คุณต้องเดินไปดูงาน ไปโรงบ่มไวน์ ใส่สั้นขนาดนี้มันไม่ทะมัดทะแมง และที่สำคัญ... มันล่อแหลม”
คำว่า ‘ล่อแหลม’ ที่หลุดออกมาจากปากหยักของเขา ทำให้พราวรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะอาย แต่เพราะสายตาที่เขามองมาตอนพูดคำนั้นต่างหาก
สิงหราชพยายามจะตำหนิด้วยเจตนาบริสุทธิ์ หรือพยายามจะบริสุทธิ์ แต่สายตาเจ้ากรรมกลับทรยศเจ้าของ
มันเลื่อนจากใบหน้าหวาน ลงมาที่ช่วงเอวคอดกิ่วที่เสื้อนักศึกษารัดตึง แล้วไล่ลงไปตามเรียวขาขาวเนียนที่โผล่พ้นชายกระโปรงออกมา
ขาเรียวยาวไร้ที่ติ ผิวเนียนละเอียดดุจไข่มุก ตัดกับรองเท้าส้นสูงสีครีมที่ยิ่งขับให้ข้อเท้าดูน่าจับต้อง
ภาพเรียวขาคู่นั้นทำให้ลำคอของสิงหราชแห้งผาก เขาเผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่โดยไม่รู้ตัว ความเป็นชายในกายที่หลับใหลเริ่มตื่นตัวขึ้นมาประท้วงความสุขุมมาดขรึมที่เขาสร้างขึ้น
พราวเห็นสายตาที่ร่างสูงสื่อออกมา เห็นแววตาที่วูบไหว เห็นลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลง
“พราวขอโทษค่ะ”
หญิงสาวกล่าวขอโทษเสียงอ่อย แต่เท้าขวากลับขยับก้าวเข้าไปหาหนุ่มใหญ่อีกครึ่งก้าวโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว ทำให้ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงไม่ถึงคืบ
“พราวไม่ทันคิดเรื่องนั้น พราวแค่อยากแต่งตัวสวย ๆ มาทำงานวันแรก ให้... ให้คุณสิงห์ประทับใจ”
เธอกัดริมฝีปากล่างเบา ๆ ช้อนตามองเขาด้วยสายตาออดอ้อน
“อา... อุ๊ย! คุณสิงห์อย่าโกรธพราวเลยนะคะ พราวสัญญาว่าพรุ่งนี้จะแต่งให้เรียบร้อยกว่านี้”
กลิ่นวานิลลาปะทะจมูกหนุ่มใหญ่อีกครั้ง ครั้งนี้รุนแรงกว่าเดิมเพราะระยะที่ใกล้ชิด สิงหราชมองริมฝีปากอิ่มที่ถูกฟันขาวขบกัดเบา ๆ นั่นแล้ว
รู้สึกอยากจะยื่นมือไปปลดปล่อยมันออกมา หรือไม่ก็ใช้ปากของเขาเองทำหน้าที่นั้น!
สติของสิงหราช ผู้เคร่งขรึมกำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง จนเขาต้องรีบถอย
ชายหนุ่มกระแอมไอแก้เก้อ ขยับถอยหลังกลับไปพิงขอบโต๊ะทำงาน รักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัย
“อะแฮ่ม! ก็ดี” ปรับเสียงให้แข็งขึ้น “รู้ตัวก็ดีแล้ว ผมไม่ชอบคนพูดไม่รู้เรื่อง วันนี้ก็ช่างมันเถอะ แต่พรุ่งนี้ต้องแก้ไข แล้วก็อีกเรื่อง”
“คะ?”
“เรื่องลูกชายผม เจ้าไทม์” เอ่ยถึงลูกชายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย “ผมรู้ว่าคุณกับมันกำลังคุย ๆ กัน แต่ในเวลางาน ผมขอสั่งห้ามไม่ให้เรื่องชู้สาวมากระทบเรื่องงานเด็ดขาด ผมไม่ชอบเรื่องซุบซิบในออฟฟิศ”
พราวเหยียดยิ้มในใจ
‘หึ... แบบนี้ดีเลย เธอจะใช้ข้ออ้างนี้เพื่อเข้าใกล้คุณอาสิงห์เสียเลย’
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงค่ะ” พราวตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง แววตาเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น “สำหรับพราว ไทม์แค่เพื่อนเท่านั้นค่ะ ตอนนี้พราวโฟกัสแค่เรื่องงาน และเรื่องอนาคตเท่านั้น”
สายตาที่เธอมองสิงหราชตอนพูดคำว่า ‘อนาคต’ มันสื่อความหมายลึกซึ้งจนเจ้าตัวรู้สึกร้อนวูบที่ใบหู
“ก็ดี... ถ้าแยกแยะได้ก็ดี” สิงหราชตัดบท หันหลังเดินกลับไปที่เก้าอี้ทำงาน “คุณไปหาเก่งกาจได้แล้ว ให้เขาสอนงานพื้นฐาน แล้วตอนบ่ายเตรียมตัวเข้าประชุมกับผม”
“รับทราบค่ะ”
พราวย่อตัวไหว้ลาอย่างงดงาม ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
จังหวะที่เธอหันหลังกลับ ชายกระโปรงที่ผ่าสูงด้านหลังเผยให้เห็นขาอ่อนขาวเนียนวับแวมตามจังหวะการก้าวเดิน สะโพกกลมกลึงภายใต้กระโปรงทรงสอบส่ายไหวน้อย ๆ อย่างเป็นธรรมชาติแต่ดาเมจรุนแรงมหาศาล
สิงหราชเผลอมองตามแผ่นหลังและสะโพกงอนงามนั้นตาไม่กะพริบ จนกระทั่งประตูห้องปิดลง
ปัง!
“เฮ้อ...”
เจ้าของไร่องุ่นผู้ยิ่งใหญ่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ราวกับเพิ่งผ่านสมรภูมิรบ ถอดแว่นตาออกโยนไว้บนโต๊ะอย่างไม่ไยดี แล้วยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรง ๆ
“เด็กบ้าอะไรวะ” พึมพำกับความเงียบ หัวใจที่ควรจะสงบนิ่งตามวัยวุฒิ กลับเต้นโครมครามเหมือนเด็กหนุ่มเพิ่งหัดมีความรัก
ภาพขาเรียวสวยและกลิ่นหอมวานิลลายังคงติดตรึงอยู่ในโสตประสาท เขาหลับตาลงพยายามข่มอารมณ์ดิบเถื่อนที่กำลังพลุ่งพล่าน
“อย่าบ้าสิงห์ นั่นลูกสาวเพื่อน แล้วยังเป็นว่าที่แฟนลูกแกด้วยนะเว้ย!”
เขาเตือนสติ แต่ลึก ๆ ในใจกลับมีเสียงกระซิบแย้งขึ้นมาเสียงดัง
‘แต่เธอบอกว่าลูกแกเป็นแค่เพื่อนนี่หว่า แล้วเด็กนั่นก็น่ารักชิบหาย’
สิงหราชคำรามในลำคออย่างหงุดหงิดตัวเอง ก่อนจะคว้าโทรศัพท์กดโทรหาเลขาฯ หน้าห้อง
“เก่งกาจ... กาแฟ! ขอเข้ม ๆ แก้วนึง เดี๋ยวนี้”
เขากระแทกหูโทรศัพท์ลง แล้วหยิบปากกาขึ้นมาทำงานต่อ แต่ดูเหมือนว่าตัวหนังสือในเอกสารจะลอยวนเวียนเป็นภาพรอยยิ้มหวาน ๆ ของแม่กวางน้อยจอมยั่วคนนั้นไปเสียแล้ว
...ดูท่าว่าการรับเด็กฝึกงานปีนี้ จะเป็นบททดสอบความอดทนที่หนักหนาสาหัสที่สุดในชีวิตของสิงหราชเสียแล้ว