บรรยากาศรอบกายดูเหมือนจะหยุดนิ่ง เสียงฝนที่โหมกระหน่ำกลายเป็นเพียงเสียงประกอบฉากที่ห่างไกลออกไป เหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นประสานกันเป็นจังหวะหนักหน่วง
คนตัวสูงค่อย ๆ โน้มใบหน้าลงต่ำช้า ๆ ราวกับถูกแรงดึงดูดมหาศาลดึงดูดเข้าหา
พราวเองก็ไม่ถอยหนี หลับตาลงรอคอย เผยอปากรับสัมผัสที่กำลังจะเกิดขึ้น
ลมหายใจอุ่นร้อนของสิงหราชเป่ารดลงบนแก้มใส จมูกโด่งคมสันแตะแผ่วเบาที่ปลายจมูกรั้นของเธอ...
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“นายครับ! ไฟสำรองทำงานแล้วครับ”
เสียงตะโกนเรียกของเก่งกาจพร้อมเสียงเคาะประตูดังลั่น ทำลายบรรยากาศโรแมนติกที่กำลังสุกงอมลงจนพังทลายไม่มีชิ้นดี
สิงหราชสะดุ้งเฮือกเหมือนคนเพิ่งตื่นจากภวังค์ เขาดีดตัวผละออกจากพราวทันทีราวกับถูกของร้อน
“อะแฮ่ม!” สิงหราชกระแอมไอเสียงดัง หน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู หันหลังให้หญิงสาวแล้วเดินดุ่ม ๆ ไปเปิดประตูด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน
“เออ รู้แล้ว จะตะโกนทำไมวะ” เสียงตวาดใส่เก่งกาจที่ยืนหน้าตื่นอยู่หน้าห้อง เพื่อกลบเกลื่อนความผิดปกติของตัวเอง
พราวนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา มองแผ่นหลังกว้างของสิงหราช ที่กำลังยืนเท้าเอวดุลูกน้องด้วยรอยยิ้มขำขันปนเสียดาย
‘เกือบไปแล้วเชียว อีพี่เก่งนะอีพี่เก่ง มาขัดจังหวะได้โล่จริง ๆ’
เธอยกมือขึ้นจับศีรษะตัวเอง ตรงตำแหน่งที่มือหนาเพิ่งจะวางอยู่เมื่อครู่ ความอบอุ่นยังคงหลงเหลืออยู่ ไม่ใช่แค่บนเส้นผม แต่ซึมลึกเข้าไปถึงหัวใจ
ถึงแม้วันนี้จะยังไม่ได้จูบ แต่การที่เสือยิ้มยากยอมลูบหัวปลอบโยนเธอแบบนี้ ก็ถือเป็นชัยชนะที่งดงามเกินคาดแล้ว
“ฝากไว้ก่อนนะคะ” พราวพึมพำกับตัวเอง กระชับผ้าห่มแน่น “คืนหน้าพราวไม่ปล่อยให้หลุดมือแน่”
สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่สำหรับพราวแล้ว คืนนี้เป็นคืนที่อบอุ่นที่สุดตั้งแต่เธอย้อนเวลากลับมา
วันต่อมา
พราวที่กำลังเดินหอบแฟ้มเอกสารปึกใหญ่ออกมาจากอาคารสำนักงานเพื่อนำกลับไปสรุปต่อที่เรือนพักรับรอง
ตะวันคล้อยต่ำลงจนเกือบจะลาลับขอบฟ้า แสงสีส้มอมม่วงยามโพล้เพล้ระบายทาทาบไปทั่วอาณาจักรไร่ภักดีบดินทร์ สายลมเย็นยามค่ำเริ่มพัดโชยมาเอื่อย ๆ
นำพาความสดชื่นของกลิ่นอายดินและใบหญ้ามาสัมผัสผิวกาย หากเป็นเวลาปกติ ช่วงเวลานี้คงเป็นช่วงเวลาที่แสนรื่นรมย์สำหรับการเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจ
“เฮ้อ... กว่าจะเคลียร์บัญชีสต๊อกปุ๋ยเสร็จ เล่นเอาตาลายเลย”
หญิงสาวบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ยกมือขึ้นนวดต้นคอเพื่อคลายความเมื่อยล้า ร่างระหงในชุดทำงานทะมัดทะแมงก้าวเดินลัดเลาะไปตามทางเดินหินกรวดที่จัดแต่งสวนไว้อย่างสวยงาม
ทางเดินนี้เป็นทางลัดตัดผ่านสวนเขาวงกตขนาดย่อมที่ปลูกต้นสนไซเปรสสูงท่วมหัวเอาไว้เพื่อความสวยงามและกั้นสายตาจากภายนอก
เป็นมุมสงบที่พนักงานไม่ค่อยเดินผ่านนักในเวลานี้
กึก
ฝีเท้าของพราวชะงักกึก เมื่อหูแว่วเสียงคนคุยกันแว่วมาจากอีกฝั่งของกำแพงต้นสนหนาทึบ
“...บอกแล้วไงครับว่าอย่าเพิ่งงอแง ตอนนี้ผมยังปลีกตัวไปหาไม่ได้จริง ๆ”
น้ำเสียงทุ้มที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดระคนออดอ้อนนั้น ช่างคุ้นหูเสียเหลือเกิน
พราวขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันทันที หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติเริ่มกระตุกวูบด้วยความรังเกียจที่แล่นพล่านขึ้นมาจับขั้วหัวใจ
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นใคร พราวค่อย ๆ ย่องเท้าเบาหวิวเข้าไปหลบหลังพุ่มไม้ใหญ่ที่จัดแต่งเป็นรูปทรงกลม
ใบหน้าสวยชะโงกมองผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้เพียงเล็กน้อย เห็นแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มในชุดลำลองยืนหันหลังพิงรูปปั้นกามเทพ
เขากำลังยกโทรศัพท์แนบหู มืออีกข้างล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทางกระสับกระส่าย
“โธ่... วิครับ เข้าใจไทม์หน่อยสิครับที่รัก”
เขากรอกเสียงลงไปในสาย ปรับน้ำเสียงให้อ่อนหวานหยดย้อยจนพราวที่แอบฟังอยู่แทบจะอาเจียน
“ไทม์อยู่ที่ไร่ พ่อคุมเข้มแจขนาดนี้ จะให้ไทม์หนีไปได้ยังไง ไทม์ก็คิดถึงวิจะตายอยู่แล้ว อยากกอด อยากหอมจะแย่”
ชื่อ ‘วิ’ ที่หลุดออกมาจากปากเขา เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขประตูความทรงจำอันเลวร้ายในชาติก่อนให้เปิดออก
วิหรือวิรดา… เพื่อนร่วมรุ่นที่มหาวิทยาลัย ผู้หญิงที่ไทม์แอบซุกซ่อนไว้ในเงามืด
ผู้หญิงที่ร่วมมือกับเขาหักหลังอย่างเลือดเย็นในวันที่เธอเจ็บปวดที่สุด
ในอดีต วินาทีที่ได้ยินประโยคพวกนี้ พราวคงจะตัวสั่นเทา น้ำตาไหลพราก
เจ็บปวดราวกับโดนมีดกรีดหัวใจซ้ำ ๆ แต่วินาทีนี้พราวคนใหม่กลับรู้สึกเพียงความว่างเปล่า
ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยการดูแคลน
“ก็อีแค่เด็กฝึกงานคนเดียว วิจะไปหึงทำไมครับ”
ไทม์ยังคงพ่นคำลวงออกมาไม่หยุดหย่อน โดยหารู้ไม่ว่า เด็กฝึกงานคนนั้นกำลังยืนฟังอยู่ห่างไปไม่ถึงสามเมตร
“พราวน่าเบื่อจะตาย วัน ๆ เอาแต่ทำงาน จืดชืดเป็นเต้าหู้ยี้ ไทม์ไม่ได้พิศวาสอะไรมันเลยสักนิด ที่ต้องตามทำดีด้วยเนี่ย ก็เพราะพ่อสั่ง พ่อไทม์เอ็นดูเธอ เห็นว่าเป็นลูกเพื่อน ถ้าไทม์ไม่ทำดีด้วย พ่อก็ตัดงบไทม์สิครับ”
คำแก้ตัวที่โยนความผิดให้คนอื่นเพื่อเอาตัวรอด สันดานเหี้ย ๆ ของผู้ชายเห็นแก่ตัวถูกเผยออกมาจนหมดเปลือก
พราวกำมือแน่นขึ้น ไม่ใช่เพราะโกรธที่เขาด่าว่าจืดชืด
แต่โกรธที่เขากล้าดึงคุณอาสิงห์ผู้แสนดีเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องสกปรกพรรค์นี้
‘จืดชืดเหรอ?’ พราวแค่นหัวเราะในใจ
‘คอยดูเถอะไทม์ ฉันจะทำให้เต้าหู้ก้อนนี้กลายเป็นยาพิษที่นายต้องกระอักเลือดตาย’
“จริงครับ... สาบานเลย ไทม์รักวิคนเดียวนะครับ รอไทม์หน่อยนะ เดี๋ยวพอไทม์ขอเงินพ่อซื้อรถคันใหม่ได้เมื่อไหร่ ไทม์จะรีบไปหา คืนนี้ไทม์จะวิดีโอคอลหานะครับ เตรียมชุดนอนสวย ๆ ไว้รอไทม์ด้วยนะ จุ๊บ ๆ”
ไทม์ทำท่าจูบโทรศัพท์เสียงดัง จ๊วบ ก่อนจะกดวางสาย แล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
“เฮ้อ... น่ารำคาญฉิบหาย ผู้หญิงอะไรขี้งอนชะมัด”
เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง สีหน้าหวานเชื่อมเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงและรำคาญทันที
“ถ้าไม่ติดว่าลีลาเด็ดนะ เลิกไปนานแล้ว”
เก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า ยกมือขึ้นเสยผมอย่างหงุดหงิด แล้วหันซ้ายหันขวาเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย
เมื่อเห็นว่าทางสะดวก เขาก็ผิวปากเบา ๆ เดินล้วงกระเป๋าจากไปอย่างสบายใจเฉิบ ราวกับไม่มีเรื่องเลวร้ายใด ๆ เกิดขึ้น
“นายสันดานเลวตั้งแต่ตอนนี้เลยสินะ ผิดที่ฉันเองตาบอดหลงความหล่อของนาย จนตัวเองต้องมีจุดจบแบบนั้น”
เสียงขุ่นพึมพำ เมื่อก่อนเธอปิดหูปิดตาเชื่อทุกคำพูดของไทม์ จนไม่เอะใจว่าเขากับเพื่อนร่วมรุ่นที่บอกว่าแค่รู้จักกัน จะแอบแซ่บกันมาตลอด
“แต่ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับนายแล้ว อยากจะไปนอนกก นอนกอดกับใครก็แล้วแต่เลยไทม์”
แทนที่จะร้องไห้ฟูมฟาย พราวกลับรู้สึกสะใจอย่างประหลาด
ความรักความอาลัยอาวรณ์ที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ก้นบึ้งหัวใจ ถูกชะล้างออกไปจนหมดสิ้นด้วยประโยคที่ว่า
‘จืดชืด น่าเบื่อ น่ารำคาญ’
“นายมันโง่จริง ๆ ไทม์”
พราวเดินออกมาจากที่ซ่อน สายตามองตามแผ่นหลังของอดีตคนรักที่เดินลับหายไปในความมืด
“นายมองข้ามเพชรในมือ ไปคว้าเอาก้อนกรวดริมทาง แถมยังกล้าเอาความรักของคุณอาสิงห์มาเป็นเครื่องมืออีก”
ดวงตากลมโตวาวโรจน์ขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
“คนอย่างนาย ไม่คู่ควรจะเป็นคู่แข่งหัวใจของพ่อตัวเองด้วยซ้ำ”
หญิงสาวกระชับแฟ้มเอกสารในอ้อมกอด เชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง แล้วก้าวเดินต่อไปยังเรือนพักรับรองด้วยจิตใจที่เข้มแข็งกว่าเดิม
วันรุ่งขึ้น
บรรยากาศในห้องทำงานยังคงดำเนินไปตามปกติ สิงหราชนั่งเซ็นเอกสารอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่
ส่วนไทม์ที่แวะเข้ามาทำคะแนนนั่งอ่านนิตยสารรถยนต์อยู่ที่โซฟารับแขก
“พ่อครับ เย็นนี้ไปทานข้าวข้างนอกกันไหมครับ ไทม์เห็นร้านเปิดใหม่ริมเขา บรรยากาศดีมาก อยากพาพ่อกับพราวไปฉลองหน่อย”
ไทม์เอ่ยชวน พยายามสร้างภาพลูกกตัญญูและผู้ชายที่ดี
ผู้เป็นพ่อเงยหน้าขึ้นมองลูกชายผ่านแว่นสายตา
“ฉลอง? ฉลองเนื่องในโอกาสอะไร?”
“ก็... ฉลองที่พราวมาฝึกงานครบอาทิตย์ไงครับ แล้วก็ฉลองที่ไทม์ตั้งใจมาช่วยงานพ่อที่ไร่ทุกวัน” ไทม์ยิ้มประจบ
พราวที่กำลังชงกาแฟอยู่ที่มุมห้อง หันมามองเหตุการณ์นั้นด้วยรอยยิ้มที่อ่านยาก
เธอถือแก้วกาแฟดำเดินเข้ามาวางบนโต๊ะ แล้วหันไปยิ้มหวานให้ไทม์
“แหม... ไทม์นี่ใจดีจังเลยนะ” พูดเสียงหวานหยด แฝงความนัยที่รู้กันอยู่แค่ตัวเธอ “นึกว่าจะยุ่งจนไม่มีเวลาให้ซะอีก เห็นเมื่อวานดู เครียด ๆ”
ไทม์สะดุ้งเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาสีหน้าไว้ได้
“เครียดอะไรกันครับพราว ไทม์ก็ว่างสำหรับพราวเสมอแหละ พราวอยากไปไหมครับ?”
พราวมองหน้าไทม์สลับกับสิงหราช แล้วแสร้งทำท่าครุ่นคิด
“พราวเกรงใจคุณอาสิงห์น่ะค่ะ งานยังไม่เสร็จเลย”
พราวหันไปอ้อนสิงหราชทางสายตา
“อีกอย่าง... พราวชอบทานข้าวเงียบ ๆ มากกว่าคนเยอะ ๆ มันวุ่นวายค่ะ พราวเป็นคน ‘จืดชืด’ นี่คะ ชอบอะไรเรียบง่าย”
คำว่า ‘จืดชืด’ ที่เธอเน้นเสียงหนักแน่น ทำเอาไทม์หน้าถอดสีไปวูบหนึ่ง เหงื่อกาฬแตกพลั่กที่แผ่นหลัง
‘เธอรู้เหรอ? ไม่น่าใช่... คงแค่พูดไปเรื่อย’ ไทม์ปลอบใจตัวเอง
สิงหราชมองปฏิกิริยาของทั้งคู่ด้วยสายตาคมกริบ จับสังเกตความผิดปกติได้ แต่ยังไม่พูดอะไร
“เราไม่ว่าง” สิงหราชตอบเสียงเรียบ ตัดบทสนทนา “เย็นนี้มีนัดคุยงานกับลูกค้าวีไอพี พราวต้องไปกับฉันด้วย”
“อ้าว... พ่อครับ” ไทม์ร้องท้วงหน้าเสีย
“แกมีหน้าที่ไปดูแปลงองุ่นโซนซีให้เรียบร้อย ถ้าไม่เสร็จ ห้ามกลับบ้าน” สั่งเสียงเด็ดขาด ก่อนจะหันมาหาเลขา “พราว เตรียมเอกสารเสร็จหรือยัง เราจะออกเดินทางกันตอนห้าโมง”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ” พราวตอบรับอย่างกระตือรือร้น ยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะ
เธอเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน เดินผ่านไทม์ที่นั่งหน้าบอกบุญไม่รับ จังหวะที่เดินสวนกัน พราวแกล้งทำแฟ้มในมือหล่นใส่ตักไทม์
ตุบ!
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะไทม์ พราวซุ่มซ่ามจัง มือมันลื่น” พราวยกมือป้องปาก แววตาพราวระยับไปด้วยความขบขัน
ไทม์หยิบแฟ้มขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด
“ระวังหน่อยสิพราว เจ็บนะเนี่ย”
พราวรับแฟ้มคืน ใบหน้าสวยก้มลงไปกระซิบข้างหูเขาเบา ๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน
“เจ็บแค่นี้ไม่ตายหรอกค่ะ ระวังจะเจ็บกว่านี้ ถ้ารถไฟชนกัน นะไทม์”
เธอผละออกมาพร้อมรอยยิ้มหวานเคลือบยาพิษ ทิ้งให้ไทม์นั่งหน้าซีดเผือด ตัวแข็งทื่ออยู่กับที่
สมองมึนงงไปหมดว่าเธอหมายถึงอะไร หรือว่ารู้อะไรมา?
พราวเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน ฮัมเพลงเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี เปิดลิ้นชักมองโทรศัพท์มือถือที่นอนนิ่งอยู่
‘ความจริงที่น่ารังเกียจ บางครั้งก็น่ารื่นรมย์ดีเหมือนกันนะ อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันเดินหน้าจีบพ่อของนายได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจเลยสักนิดเดียว’
หญิงสาวปรายตามองไปที่หนุ่มใหญ่ที่นั่งทำงานอยู่อย่างเท่ระเบิด
‘ต้องผู้ชายแบบนี้สิถึงจะคู่ควรจะฝากชีวิตให้ดูแล’