เวลา 21:26 นาฬิกา
ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือหุบเขาปากช่องในครานี้ดูวิปริตแปรปรวนผิดไปจากทุกวัน
เมฆดำทะมึนก้อนมหึมาเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมน่านฟ้าจนมืดมิดไร้ซึ่งแสงจันทร์และดวงดาว
สายลมกระโชกแรงพัดพาเอากลิ่นอายดินและความชื้นเย็นยะเยือกเข้ามาปะทะใบหน้า
พุ่มไม้และยอดองุ่นในแปลงเกษตรไหวเอนลู่ไปตามแรงลมราวกับกำลังเต้นระบำบูชาพายุ
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหว แสงสว่างวาบสีขาวโพลนฉีกกระชากความมืดมิดชั่วขณะ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทที่ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน
ภายในเรือนพักรับรองพราวสะดุ้งเฮือก ร่างบางในชุดนอนผ้าซาตินสีขาวมุกสายเดี่ยวที่ยาวคลุมเข่าเพียงเล็กน้อยยกมือขึ้นทาบอก
ดวงตากลมโตมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกที่บัดนี้ถูกเม็ดฝนขนาดใหญ่สาดซัดใส่อย่างบ้าคลั่ง
“ตกหนักขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง แม้ในชาติก่อนเธอจะผ่านเรื่องราวเลวร้ายมามากมายจนความกลัวตายแทบจะไม่เหลืออยู่ในใจ
แต่เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าที่ดังสนั่นราวกับโลกจะแตกนี้ ก็ยังทำให้สัญชาตญาณความกลัวตามธรรมชาติทำงานอยู่ดี
พรึ่บ!
ทันใดนั้น แสงไฟนีออนในห้องพักก็กะพริบถี่ ๆ สองสามครั้ง ก่อนจะดับวูบลง ทิ้งให้ทั้งห้องจมดิ่งอยู่ในความมืดมิด
มีเพียงแสงสว่างวูบวาบจากท้องฟ้าภายนอกที่สาดเข้ามาเป็นระยะ สร้างเงาตะคุ่มน่ากลัวไปทั่วบริเวณ
“ว้าย... ไฟดับ”
พราวอุทานเบา ๆ เธอควานหาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดไฟฉาย แต่แล้ว... รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากสวยท่ามกลางแสงไฟสลัว
ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ
เธอจำได้ว่าสิงหราชเป็นคนขี้กังวลเรื่องระบบไฟในไร่มาก เวลาฝนตกหนักแบบนี้ จะไม่ยอมเข้านอนแต่จะขลุกอยู่ที่ห้องทำงานเพื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดและระบบสำรองไฟ
และที่สำคัญ เขาแพ้น้ำตาและความขี้อ้อนของผู้หญิง
“โอกาสทองมาถึงแล้วยัยพราว”
หญิงสาววางโทรศัพท์ลง รีบจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมให้ดูยุ่งเหยิงเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนและกำลังหวาดกลัว
หยิบเสื้อคลุมไหมพรมตัวบางสีครีมขึ้นมาคลุมไหล่แบบลวก ๆ โดยจงใจให้ไหล่ข้างหนึ่งตกลงมาเผยผิวขาวเนียน
พราวรวบรวมอินเนอร์นางเอกละครหลังข่าวที่กำลังตื่นตระหนก แล้วเปิดประตูห้องพักวิ่งฝ่าความมืดและสายฝนโปรยปรายตรงไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล
ณ ห้องทำงานใหญ่ชั้นสองของคฤหาสน์ภักดีบดินทร์
ความมืดไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อราชสีห์หนุ่มใหญ่เจ้าของอาณาจักร
สิงหราชจุดตะเกียงน้ำมันสไตล์วินเทจที่วางประดับอยู่มุมห้อง แสงไฟสีส้มสลัวเต้นระริกไหววูบวาบ สร้างบรรยากาศที่ดูขลังและอบอุ่นอย่างประหลาดท่ามกลางเสียงพายุโหมกระหน่ำภายนอก
ชายหนุ่มในชุดลำลองกางเกงขายาวสวมเสื้อยืดสีเทาพอดีตัว นั่งจิบวิสกี้ชั้นดีเพียว ๆ อยู่ที่โซฟาหนังตัวยาว
สายตาคมกริบทอดมองออกไปนอกระเบียงกระจก คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความเป็นห่วงผลผลิตในไร่
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงทุบประตูห้องทำงานดังรัวเร็วแข่งกับเสียงฟ้าร้อง เจ้าของห้องละสายตาจากหน้าต่าง วางแก้ววิสกี้ลง ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
ใครกันที่กล้ามารบกวนเขาในเวลาดึกดื่นป่านนี้ แถมไฟยังดับมืดไปทั้งไร่
“ใคร?” สิงหราชตะโกนถามเสียงเข้ม
“คุณสิงห์คะ! ฮึก... เปิดประตูให้พราวหน่อย”
เสียงหวานที่คุ้นหูแต่สั่นเครือด้วยความหวาดกลัวตะโกนตอบกลับมา สิงหราชดีดตัวลุกจากโซฟาทันที ขายาวก้าวพรวดเดียวถึงหน้าประตูแล้วกระชากเปิดออก
“พราว!”
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาหัวใจแกร่งของสิงหราชกระตุกวูบ
ร่างเล็กยืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าประตู เสื้อคลุมไหมพรมและชุดนอนผ้าซาตินบางเบาเปียกชื้นไปด้วยละอองฝนจนแนบไปกับเรือนร่าง
เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าและผิวขาวจัดที่ตัดกับความมืด ผมยาวสลวยที่เคยเซตทรงสวยบัดนี้ยุ่งเหยิงและลู่แนบแก้ม
ใบหน้าสวยหวานซีดเผือด ดวงตากลมโตแดงก่ำและเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา
“เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น” ถามเสียงดังด้วยความตกใจ รีบดึงแขนเธอเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูลงกลอนทันทีเพื่อกันลมฝน
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าลงมาอีกครั้งใกล้ ๆ คฤหาสน์ เสียงดังสนั่นจนกระจกหน้าต่างสั่นสะเทือน
“กรี๊ดดด...”
พราวกรีดร้องเสียงหลง ยกมือปิดหูแล้วพุ่งตัวเข้ากอดเอวหนาของสิงหราชแน่นโดยอัตโนมัติ
ใบหน้าสวยซุกเข้ากับแผงอกกว้างที่อบอุ่นของเขา ร่างกายสั่นระริกราวกับลูกนกตกน้ำ
“ฮือ... พราวกลัว คุณสิงห์ช่วยด้วย พราวกลัวเสียงฟ้าร้อง”
เสียงอู้อี้ที่ดังอยู่กับอกเสื้อทำให้ร่างสูงยืนตัวแข็งทื่อ มือไม้เกะกะทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
กลิ่นหอมของแชมพูอ่อน ๆ ผสมกับกลิ่นฝนจากตัวเธอ ลอยมาแตะจมูก ปลุกสัญชาตญาณการปกป้องในตัวผู้ชายให้ลุกโชน
“ใจเย็น ๆ ก่อนพราว มันแค่เสียงฟ้า” สิงหราชพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ปกติที่สุด แม้หัวใจจะเต้นแรงไม่แพ้เสียงฟ้าผ่าเมื่อครู่ “ไฟที่เรือนรับรองดับเหรอ?”
“ดับค่ะ ดับหมดเลย มืดตึ๊ดตื๋อ ฮึก... แล้วฟ้าก็ร้องดังมาก พราวอยู่คนเดียวไม่ได้ พราวกลัว”
พราวเงยหน้าขึ้นมองสบตาเขา แววตาเว้าวอนเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา
“ขอพราว... ขอพราวอยู่กับคุณสิงห์ก่อนได้ไหมคะ จนกว่าไฟจะมา นะคะ”
แสงเทียนสลัวส่องกระทบใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตามันช่างดูน่าสงสารและเย้ายวนใจในคราวเดียวกัน
หนุ่มใหญ่กลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก เขาควรจะไล่เธอกลับไป หรือเรียกป้าแจ่มมาดูแล แต่เมื่อเห็นสภาพลูกกวางน้อยที่สั่นเทาอยู่ในอ้อมกอด เขาก็ทำไม่ลง
“เฮ้อ...” เขาถอนหายใจยาว ยอมแพ้ให้กับความใจอ่อนของตัวเอง “โอเค... เข้ามานั่งก่อน ตัวเปียกหมดแล้วเดี๋ยวจะไม่สบาย”
เขาค่อย ๆ แกะมือเธอออกจากเอว แล้วประคองร่างบางพาไปนั่งที่โซฟาหนังตัวยาวหน้าเตาผิงจำลอง หยิบผ้าห่มผืนหนาพาดอยู่บนพนักเก้าอี้มาคลุมตัวให้เธออย่างเบามือ
“ขอบคุณค่ะ”
พราวกระชับผ้าห่มเข้าหาตัว แต่ยังคงมองเขาด้วยสายตาหวาดระแวงทุกครั้งที่ฟ้าแลบ
เจ้าของห้องเดินไปรินน้ำอุ่นจากกาใส่แก้ว แล้วนำมาวางให้เธอ
“ดื่มน้ำอุ่นหน่อย จะได้ดีขึ้น”
ร่างสูงทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ เธอ เว้นระยะห่างพอสมควรตามวิสัยสุภาพบุรุษ
พราวยกแก้วน้ำขึ้นจิบ มือยังคงสั่นน้อย ๆ
บรรยากาศในห้องเงียบสงัดลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนตกกระทบกระจกและเสียงลมหายใจของคนสองคน
แสงเทียนวูบไหวทำให้เกิดเงาทาบทามไปบนผนัง สร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัวและตัดขาดจากโลกภายนอก
พราวลอบมองเสี้ยวหน้าคมเข้มของสิงหราชที่กระทบแสงไฟ สันจมูกโด่งคมและขนตายาวงอนของเขาดูมีเสน่ห์เหลือร้ายในระยะประชิดแบบนี้
เธอขยับตัวเล็กน้อย แสร้งทำเป็นหนาว เพื่อขยับเข้าไปใกล้ร่างกำยำอีกนิด
“คุณสิงห์คะ” พราวเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว
“หืม?” สิงหราชหันมามอง
“รำคาญพราวไหมคะ ที่พราวทำตัวเป็นเด็ก ๆ แบบนี้” ก้มหน้างุด หลุบตามองต่ำอย่างรู้สึกผิด “อายุตั้งเท่าไหร่แล้วยังกลัวฟ้าร้องอีก น่าอายชะมัด”
สิงหราชมองท่าทางสำนึกผิดนี้แล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ ความเอ็นดูแล่นพล่านเข้ามาเกาะกุมหัวใจ
“ไม่หรอก... คนเรามันก็ต้องมีเรื่องที่กลัวกันบ้าง ผมเองตอนเด็ก ๆ ก็กลัวความมืด”
“จริงเหรอคะ?” เงยหน้าขึ้นทำตาโต “คุณสิงห์เนี่ยนะกลัวความมืด ไม่น่าเชื่อเลย ดูเข้มแข็งจะตาย ปกป้องทุกคนได้”
“ผมก็คนนะ ไม่ใช่หุ่นยนต์” หัวเราะในลำคอเบา ๆ หยิบแก้ววิสกี้ขึ้นมาจิบแก้เขิน “ก็แค่... ต้องทำตัวเข้มแข็งให้ลูกน้องเห็น ให้ไทม์มันเห็น จะได้พึ่งพาได้”
“แต่ตอนนี้คุณสิงห์ไม่ต้องเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้นะคะ” พราวเอียงคอซบลงบนพนักโซฟา หันหน้าเข้าหาเขา “อยู่กับพราว... คุณสิงห์เป็นแค่พี่สิงห์ก็ได้”
คำว่า ‘พี่สิงห์’ ที่หลุดออกมาทำเอาเจ้าตัวสำลักวิสกี้เล็กน้อย เขาหันขวับมามองเธอตาโต
“ใครสอนให้เรียกแบบนี้? เดี๋ยวก็โดนตีหรอก” สิงห์ดุเสียงไม่จริงจังนัก หน้าเริ่มร้อนผ่าว “ผมรุ่นพ่อคุณนะ เรียกอาหรือเรียกคุณเหมือนเดิมแหละดีแล้ว”
“ก็พราวไม่อยากเรียกแบบนั้นนี่คะ เวลางานเลิกแล้ว” พราวเถียงเสียงใส แววตาดื้อรั้นเริ่มกลับมา “อีกอย่าง คุณสิงห์เป็นเพื่อนกับพ่อพราว เราห่างกันแค่ 18 ปีเอง สมัยนี้เขาไม่ถือหรอกค่ะ เผลอ ๆ แฟนคุณสิงห์อาจจะเด็กกว่าพราวก็ได้ ใครจะไปรู้”
เธอแกล้งหยั่งเชิง พลางส่งสายตายั่วยวนแบบเนียน ๆ ไปให้
สิงหราชส่ายหัว ถอนหายใจพรืด
“แก่แดด ผมไม่มีแฟน แล้วก็ไม่คิดจะมีด้วย อยู่แบบนี้ก็สบายดีแล้ว”
“เหรอคะ น่าเสียดายจัง”
พราวขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิด จนไหล่บางภายใต้ผ้าห่มชนกับท่อนแขนล่ำสัน
“คนดี ๆ อบอุ่นแบบคุณสิงห์ ถ้าใครได้เป็นแฟนคงโชคดีตายเลย อย่างน้อยคืนฝนตกแบบนี้ ก็มีคนให้กอด”
ครืนนนนน... เปรี้ยง!
ฟ้าผ่าลงมาอีกครั้ง คราวนี้ใกล้มากจนไฟในตะเกียงวูบเกือบดับ พราวสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจจริง ร่างบางถลาเข้าซุกอกสิงหราชอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
“กรี๊ด! ไม่เอาแล้ว พราวกลัว”
ซุกหน้าลงกับซอกคออุ่นของเขา ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวเนื้อบริเวณต้นคอทำเอาหนุ่มใหญ่ขนลุกซู่ สองมือเล็กขย้ำเสื้อยืดของเขาแน่นจนยับยู่ยี่
สิงหราชนั่งตัวแข็งทื่อ กลิ่นหอมละมุนและสัมผัสนุ่มนิ่ม ที่บดเบียดเข้ามาทำให้สติของเขาเริ่มกระเจิดกระเจิง
แต่อาการตัวสั่นเทาในอ้อมกอดก็บอกให้รู้ว่าเธอต้องการที่พึ่งพิง
มือหนาหยาบกร้านค่อย ๆ ยกขึ้นอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนจะวางลงบนศีรษะทุยสวยของพราวอย่างแผ่วเบา
“ไม่เป็นไร... ไม่เป็นไรนะ”
สิงหราชลูบผมนุ่ม ปลายนิ้วสางผ่านเส้นผมนุ่มสลวยช้า ๆ เป็นจังหวะเพื่อปลอบประโลม
“ผมอยู่นี่แล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัว”
การกระทำที่อ่อนโยนผิดวิสัยเสือยิ้มยาก ทำให้พราวชะงัก เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นจากอกเขา ทั้งที่ยังอยู่ในอ้อมกอด
ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาคมเข้มที่มองลงมา ในระยะที่ห่างกันเพียงลมหายใจกั้น
พราวเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นมันไม่ใช่สายตาของผู้ใหญ่ที่มองเด็กอีกต่อไป
แต่มันเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้ง อ่อนไหว และปรารถนา
“คุณอาสิงห์ พราวเรียกคุณอาสิงห์ได้ไหมคะ”
“หืม... อืม” เสียงทุ้มขานรับในลำคอ มือยังคงวางแปะอยู่บนหัวเธอ ลูบไล้เส้นผมเล่นโดยไม่รู้ตัว ราวกับเสพติดสัมผัสนั้น
“มือคุณอาอุ่นจังเลยค่ะ” พราวยิ้มบาง ๆ หลับตาพริ้มรับสัมผัสจากฝ่ามือใหญ่ “เหมือนพ่อพราวเลย แต่ก็... ไม่เหมือนซะทีเดียว”
“ไม่เหมือนยังไง?” คนถูกเปรียบเทียบว่าคล้ายพ่อถามกลับเสียงพร่า
“พ่อจะลูบหัวพราวเวลาพราวทำดี” ลืมตาขึ้นมองเขาอีกครั้ง ดวงตาหวานฉ่ำ “แต่สัมผัสของคุณอาสิงห์ มันทำให้พราวรู้สึก... ปลอดภัย และวูบวาบไปพร้อม ๆ กัน”
คำสารภาพตรงไปตรงมาทำเอาหนุ่มใหญ่ใจเต้นระรัว เขาควรจะชักมือกลับ แต่ร่างกายกลับไม่เชื่อฟัง
นิ้วหัวแม่มือเผลอเกลี่ยเบา ๆ ที่กรอบหน้าสวย เช็ดคราบน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่ออกให้อย่างทะนุถนอม
“คุณนี่มัน ตัวอันตรายจริง ๆ” สิงหราชพึมพำเสียงต่ำ สายตาเลื่อนลงมาหยุดที่ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อที่เผยอน้อย ๆ อย่างเชิญชวน