ณ งานการกุศล
เหล่านักธุรกิจต่างรวมตัวกันในงานอย่างหนาแน่น ไอรินคุ้นชินกับทุกคนเป็นอย่างดี เพราะมีโอกาสได้ออกงานสังคมบ่อย แม้ว่าในใจลึก ๆ เธอจะไม่ชอบงานอะไรเช่นนี้เลย
เธอไม่อาจเลี่ยงหน้าที่ได้ เลยต้องยอมปลุกตัวเองขึ้นมาแต่งชุดราตรีสุดเรียบหรู แล้วมายืนหลบมุมที่ทางเข้าห้องน้ำเพราะไม่ชอบความวุ่นวายเสียงดังจนน่ารำคาญ
“พี่คะ”
เสียงใส ๆ เอ่ยเรียกพนักงานเสิร์ฟให้หันมามอง ก่อนจะชะเง้อคอมองเครื่องดื่มที่อยู่บนถาด ทว่ากลับไม่ชอบสักแก้วเลย
“รับเป็นอะไรดีคะ”
“เอ่อ... อะไรก็ได้ค่ะ แต่ขอแบบเบา ๆ นะคะ กลัวเมา”
เนื่องจากคืนนี้ยังอีกยาวไกล หากขืนเมาคอพับ เธอคงลำบากแย่ เนื่องจากในงานนี้เธอไม่มีเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียว ครั้นจะมีก็มีเพียงแค่ราชันย์ ซึ่งหากอีกฝ่ายไม่มา เธอยังจะสบายใจมากกว่าอีก
“โห ออกงานอีกแล้วเหรอยะ”
ทันทีที่กดรับสาย เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวสมัยมัธยมของไอรินก็เอ่ยแซว
“อืม โคตรน่าเบื่อ”
เธอดึงโทรศัพท์เข้ามาใกล้ปาก ก่อนจะกระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคน
“เอาน่า เปิดหูเปิดตาบ้าง ดีกว่าของฉันไม่ได้ออกไปไหน”
“ทำไม บริษัทแกก็จัดงานบ่อยนี่”
เธอหมายถึงบริษัทเครื่องเพชรอันดับหนึ่งของประเทศ ที่เพื่อนของเธอมีตำแหน่งเป็นถึงเลขา โดยปีนขึ้นมาด้วยความสามารถล้วน ๆ ต่างจากเธอ... ที่จบออกมาก็ถูกคุณหญิงลดาจับเข้าตำแหน่งสูง ๆ เลยต้องสู้กับคำนินทาของคนในบริษัท จนพวกเขาเบื่อแล้วเงียบปากกันไปเอง
“ก็จัดบ่อยแหละ แต่คุณเหมันต์ไม่ให้ออกงานเลย เขาบอกว่าไม่อยากให้ใครมอง”
ไอรินแทบจะเบ้ปากออกมาด้วยความหมั่นไส้ เมื่อเพื่อนรักโชว์ความหวานอย่างไม่เขินอาย โดยที่แฟนของลิสา คือเพื่อนสนิทของราชันย์ เขาอยู่คนละแก๊งกับเด็ม ทำให้นิสัยต่างกันค่อนข้างมาก รายนี้ไม่เจ้าชู้ ไม่มีเรื่องของผู้หญิงให้คิดหนัก แต่ก็ปากหนักเอาเรื่องเลย กว่าจะได้ลงเอยกันก็เล่นบทดราม่ากันไปหนึ่งยก
“แล้วนี่คุณราชันย์ล่ะ”
“ฉันฆ่าตายละ”
“ฮะ!”
คนในสายอุทานลั่น จนไอรินหลุดขำออกมา
“พูดเล่นน่า ใครมันจะไปฆ่าแกงกันง่ายขนาดนั้น แต่ถ้าทำแล้วไม่ผิดกฎหมาย ไอ้หมอนั่นตายคามือฉันแน่นอน”
เธอไม่ได้พูดติดตลก เพราะความแค้นที่ฝังอยู่ในใจมันทำให้เธอฆ่าเขาได้จริง ๆ
“ถ้าเขาตาย แกจะไม่เป็นหม้ายขันหมากหรือไงเล่า”
“ฉันยอมเป็นหม้ายจ้ะ ยอมขึ้นคานไปตลอดชีวิตเลยก็ได้อะ”
“เครื่องดื่มครับ”
ในขณะที่เธอกำลังคุยโทรศัพท์ จู่ ๆ ก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหา พร้อมกับยื่นเครื่องดื่มสีฟ้าส่งให้ เขาไม่ใช่พนักงานเสิร์ฟ และทั้งสูททั้งนาฬิกาเรือนหรูที่สวมใส่ก็บ่งบอกได้ว่าอีกฝ่ายอยู่ในฐานะที่ไม่ธรรมดา
“แค่นี้ก่อนนะ”
ไอรินรีบวางสายแล้วเก็บมือถือลง ก่อนจะยื่นมือรับแก้วเหล้ามาถืออย่างเกรงใจ
“ขอบคุณค่ะ คุณกวิน”
“รู้จักผมด้วยเหรอ?”
ชายหน้าคมผิวขาวตรงหน้าเลิกคิ้วถาม พร้อมส่งยิ้มบาง ๆ ให้กับเธอ จริง ๆ เธอก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ กลัวว่าจะเรียกชื่อของเขาผิดด้วยซ้ำ
“ค่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะคะ”
เธอเอ่ยออกไปตามตรง
“ดีจัง... คุณไอรินรู้จักผมด้วย”
“...”
เธอรู้จักเขา ไม่ใช่เรื่องแปลกสักนิด เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทคู่แข่งของเธอ แต่เขารู้จักเธอนี่สิ... มันแปลก
“คุณรู้จักฉันด้วยเหรอคะ”
“รู้จักสิครับ ว่าจะเข้ามาทำความรู้จักอยู่หลายรอบ แต่ไม่กล้าสักที รอบนี้เห็นยืนอยู่คนเดียว เลยรวบรวมความกล้าเข้ามาทัก”
เขาพูดราวกับว่าลุ่มหลงในตัวเธอนัก แต่ไอ้มุกพวกนี้ราชันย์เคยเล่นกับเธอมาหมดแล้ว มันไม่ได้ผลซ้ำอีกแน่นอน
“มีธุระสำคัญอะไรอยากคุยกับฉันเหรอคะ”
“อืม... ผมไม่ได้มีธุระ แล้วก็ไม่มีอะไรสำคัญ แต่อยากยืนคุยด้วยได้ไหมครับ”
ไอรินประหม่าขึ้นมาทันที เธอรู้สึกไม่ดีที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทคู่แข่งมายืนคุยกับเธอสองต่อสองแบบนี้ เกรงว่าใครเห็นเข้ามันจะดูไม่ดี โดยเฉพาะ...
“มายืนทำอะไรตรงนี้”
เพียงแค่ได้ยินเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังของราชันย์ ไอรินก็แทบถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เธอหันไปมองร่างสูงโปร่งที่เดินตรงเข้ามายืนข้าง ๆ ตลอดทั้งวัน เธอเพิ่งเจอหน้าเขานี่แหละ
“ฉันมายืนคุยโทรศัพท์กับเพื่อนน่ะค่ะ”
“แล้วคุณล่ะครับ?”
เขาหันไปตั้งคำถามกับผู้ชายอีกคน ที่ไม่ถูกชะตากันสักเท่าไหร่
“ผมก็แค่เข้ามาทักทายคุณไอริน ตามประสาเอฟซีตัวยงเท่านั้นเอง”
กวินยิ้มออกมาทว่าแววตากลับไม่ได้ยิ้มตาม ก่อนจะขอตัวเดินแยกออกไปจากจุดนี้
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ หวังว่าโอกาสหน้าเราจะได้คุยกันมากกว่านี้”
“มีอะไรอยากคุยก็คุยกันให้จบซะตอนนี้เลยสิ”
ราชันย์โพล่งออกไปในจังหวะที่กวินหันหลังเตรียมจะก้าวเดิน จนเขาต้องหันกลับมาเผชิญหน้ากับราชันย์อีกรอบ
“เพราะต่อไป ผมอาจจะไม่อนุญาตให้ว่าที่ภรรยาของผม ออกมางานสังคมแบบนี้อีกแล้ว”
“...”
ราชันย์เน้นเสียงหนัก พร้อมกับกุมมือไอรินที่กำลังยืนค้างไม่กะพริบตา กว่าเธอจะรู้ตัวอีกที กวินก็ยิ้มส่งให้แล้วเดินจากไปเสียแล้ว
“พูดบ้าอะไรของนาย!”
เธอรีบสะบัดมือของเขาออกสุดแรง แล้วแหงนหน้าขึ้นมองราชันย์ด้วยความสับสน
“ทำไม เสียใจเหรอที่ต่อไปนี้จะไม่มีเวลาได้ร่านแล้ว”
“ฉันเสียใจที่ได้ยินคำว่าภรรยาออกจากปากนายมากกว่า สะอิดสะเอียนสิ้นดี”
เธอจ้องเขาเขม็ง พร้อมกับเชิดหน้าขึ้นมองเพื่อตั้งคำถามกับเขาอีกครั้ง
“ที่พูดกับคุณกวินไปเมื่อกี้ มันหมายความว่าไง”
เขาล้วงมือลงกระเป๋าด้วยท่าทางสบาย ๆ ในขณะที่ไอรินกำลังเดือดพล่าน
“ก็แปลว่าฉันจะยอมแต่งงานกับเธอ ตามข้อตกลงของแม่ไง”
“นะ ไหนนายบอกจะไม่มีวันยอมไง”
เธอถามเสียงตะกุกตะกัก สายตาเริ่มสั่นไหวเหมือนจะร้องไห้ออกมา
“ช่วยไม่ได้ ก็ข้อเสนอของแม่มันดีนี่ เธอก็รู้... ว่าถ้าข้อเสนอมันหอมหวาน ฉันยอมแลกได้ทุกอย่างนั่นแหละ”
เขาจงใจปั่นประสาทให้เธอโมโหแล้วเดินจากไป แน่นอนว่ามันได้ผลทันตา ไอรินกำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกที่ยากจะยอมรับ
นี่เธอ... ต้องแต่งงานกับผู้ชายเลวทรามคนนี้จริง ๆ เหรอ? มันไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้แล้วหรือยังไงกัน