พันธกานต์ออกไปจากห้องแล้วอรวลีหันมาจ้องหน้าอิงควัตจนชายหนุ่มเริ่มร้อนตัว
“พี่อิงคะ”
ท่านรองฯ กลอกตาไปมา นี่มันเรื่องอะไรของเขาที่จะต้องมาอยู่เป็นคนกลางระหว่างสองคนนี่
“โอเค พี่จะเล่าให้ฟังในส่วนที่พอจะรู้”
“ค่ะ” รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง อรวลีจึงคิดว่าเธอจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรที่ทำให้พันธกานต์คิดว่าอลินเป็นลูกของเขาจนถึงขั้นทำอะไรบ้าๆ แบบนี้
คืนนั้นอรวลีกลับมาเปิดดูซองเอกสารของอลิน มีบางส่วนที่เป็นของส่วนตัวของลูกที่เธอจะต้องส่งมอบให้เด็กหญิงในอนาคต หญิงสาวเปิดดูเอกสารทีละหน้าส่วนมากเป็นเอกสารทางราชการของอลิน
พนิตสินีรวบรวมมาให้ลูกอย่างครบถ้วน รวมถึงกรมธรรม์ประกันสองสามฉบับที่อลินจะได้เงินก้อนใหญ่ในวันที่เธอบรรลุนิติภาวะ สมุดบัญชีธนาคารในชื่ออลินเป็นจำนวนเงินแปดหลักซึ่งของพวกนี้อรวลีไม่ได้ยุ่งกับมัน
เธอค้นดูไปจนเจอสมุดบันทึกฉบับหนึ่ง ถูกเขียนด้วยลายมือหนักแน่น อ่านง่ายมีใจความว่า
'อลินของแม่
แม่ขอโทษที่ดูแลหนูได้ไม่นาน ขอโทษที่ทำให้หนูไม่มีพ่อ แต่แม่ไม่สามารถไปบอกให้พ่อของลูกรับผิดชอบลูกได้เพราะการเกิดของลูกมันอยู่นอกเหนือการตกลงของเรา เขาไม่ควรต้องมารับผิดชอบชีวิตของเราสองแม่ลูก
แต่ถ้าวันหนึ่งที่ลูกโตขึ้นและอยากรู้ว่าพ่อคือใคร แม่ก็จะบอกว่าพ่อของลูกชื่อ พันธกานต์ ภัคสิริน
รักลูกมาก
จากแม่นินี'
อรวลีถ่ายรูปเนื้อหาข้อความนั้นไว้แล้วเก็บบันทึกเล่มเล็กไว้ในซองเหมือนเดิม เพราะหญิงสาวได้คำตอบอย่างที่ต้องการแล้ว พันธกานต์เป็นพ่อของอลินจริงๆ เธอไม่เข้าใจพนิตสินีเลยว่าเหตุใดจึงเลือกส่งลูกเข้าไปอยู่ที่สถานสงเคราะห์แทนที่จะติดต่อพ่อเด็ก
หรือว่าอาการป่วยของเธอทำให้มีวิธีคิดที่ผิดเพี้ยนไป อลินขาดแม่ไปแล้วและเด็กหญิงไม่ควรขาดพ่ออีก แต่เมื่อคิดถึงตรงนี้จะให้เธอยอมรับทั้งหมดแล้วส่งลูกคืนให้พันธกานต์ เธอเองก็ยังทำใจไม่ได้
อีกอย่างคือเธอควรเคารพการตัดสินใจของพนิตสินีหรือเปล่า ที่ยังไม่ต้องการให้พ่อเข้ามาดูแลลูกในตอนนี้ แม้ว่าอิงควัตจะรับรองว่าเพื่อนเป็นคนดี แต่เธอไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรลึกๆ ที่ทำให้พนิตสินีคิดเช่นนั้น
เป็นไปได้ไหมว่าคนรอบตัวของเขาไม่น่าไว้ใจ หรือว่าเขามีภรรยาอยู่แล้วแม่ของอลินอาจจะเกรงว่าลูกจะมีแม่เลี้ยงใจร้าย หรือว่า... เธอคิดไปร้อยแปดจนสะดุ้งเมื่อมีสายเรียกเข้า
'ลิลลี่ พรุ่งนี้เช้าผมอยากกินโจ๊กสามย่านกับปาท่องโก๋เยาวราช คุณให้คนไปซื้อให้ได้ไหม'
เสียงทุ้มที่ส่งมาตามสายโทรศัพท์ทำให้เธอรู้ทันทีว่าใครโทรมา จะใครถ้าไม่ใช่พันธกานต์ที่สถาปนาตัวเองเป็นเจ้านายเธอไปแล้ว
“ได้ค่ะ จะรับอะไรอีกไหมคะ”
'ผมอยากคุยกับลูก อลินหลับหรือยัง'
“หลับแล้วค่ะ อลินเข้านอนสามทุ่มทุกวัน” ในเมื่อเขาถามมาดี ๆ เธอก็จะตอบดีหญิงสาวคิดในใจ
'งั้นไม่เป็นไร พรุ่งนี้อลินจะมาที่โรงแรมรึเปล่า'
“พรุ่งนี้อลินไม่ได้ไปโรงเรียน ฉันจะพาแกไปทำงานด้วยอยู่แล้วค่ะ” เธอตอบตามความจริง
พันธกานต์คงอยู่ไทยไม่นาน หากช่วงนี้เขาอยากเจออลินหญิงสาวตั้งใจว่าจะไม่ขวางมากนัก เดี๋ยวเขาก็กลับไปและเธอกับลูกคงได้ใช้ชีวิตปกติ ไม่มีผู้ชายโสดคนไหนอยากกระเตงเด็กเล็ก ๆ ไปไหนมาไหนด้วยหรอก อรวลีหาข้อสรุปให้ตัวเอง
“แล้วมื้อกลางวันจะทานอะไรพิเศษไหมคะ ดิฉันจะให้ครัวเตรียมให้” เธอถามกลับ ในฐานะลูกค้ากระเป๋าหนักเธอจะทำให้เขาไม่พอใจไม่ได้ เธอนี่มันมืออาชีพชัด ๆ หญิงสาวอดนึกชมตัวเองในใจไม่ได้
'อืมม... ถ้าผมขอความพิเศษได้ ผมอยากกินข้าวกลางวันกับลูกได้ไหม'
พันธกานต์ตัดสินใจเปลี่ยนท่าทีหลังจากที่อิงควัตโทรหาเขาและแอบบอกว่าน้องสาวเป็นคนปากร้ายใจดี ขี้สงสาร การใช้วิธีคุยกับอรวลีดี ๆ กึ่งการขอความเห็นใจน่าจะได้ผลที่น่าพอใจ ก่อนที่เขาจะต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะหัวแตกสักวัน
หญิงสาวเม้มปาก หากเขาเป็นพ่ออลินก็ควรมีสิทธิ์ได้พบลูก แต่เธอไม่ยอมให้เขาได้เจออลินตามลำพังแน่ เธอกลัวว่าสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นจะทำให้เด็กหญิงรักพ่อแท้ ๆ มากกว่าแม่บุญธรรมแบบตนเอง
“ถ้าคุณจะกินข้าวกับอลิน คุณควรรู้ว่าฉันต้องไปด้วย ถ้าคุณเข้าใจเรื่องนี้ก็ได้ค่ะ”
เช้าวันต่อมาอรวลีจัดการเรื่องอาหารเช้าของพันธกานต์เรียบร้อยด้วยการให้เดลิเวอรี่มาส่งที่โรงแรม ส่วนมื้อกลางวันเธอให้พนักงานจัดโต๊ะที่สวนหย่อมข้างห้องพักของชายหนุ่มเอง
วันนี้อลินแต่งตัวด้วยชุดเอี๊ยมสีฟ้าสดใส ผมยาวหยักศกถูกปล่อยเคลียไหล่ อรวลีถักเปียคาดผมให้ลูกจนดูน่ารักเหมือนเจ้าหญิงน้อยๆ แม่หนูน้อยตื่นเต้นที่คุณแม่บอกว่าเที่ยงวันนี้จะพาไปทานข้าวกับคุณลุงอับดุล
ในระหว่างที่เดินเข้ามาในโรงแรม อรวลีกับอลินร้องเพลงภาษาอังกฤษสำหรับเด็กกันตามปกติ
“If you’re happy and you know it, shout “Hurray!”
เด็กหญิงตะโกนคำว่า “Hoo-ray” เต็มเสียงทำให้หลายคนในบริเวณนั้นยิ้มให้อย่างเอ็นดู
“If you’re happy and you know it, then your face will surely show it
If you’re happy and you know it, shout Hurray!”
ร้องมาถึงตรงนี้ อลินรับเป็นลูกคู่ว่า
“Hoo-ray!”
สองแม่ลูกขึ้นมาจนถึงหน้าห้องทำงาน เลขาฯ รีบรายงานด้วยสีหน้าไม่ดีนัก
“คุณลิลลี่คะ คุณปรนัยมารอในห้องค่ะ มารอประมาณครึ่งชั่วโมงได้แล้ว”
อลินหน้างอทันทีที่ได้ยินชื่อปรนัย
“หนูจะไปหาลุงอิง” เด็กหญิงวิ่งปรู๊ดตรงไปที่ห้องของอิงควัตที่อยู่ห่างไปอีกสองห้อง
อรวลีส่ายหน้าไปมา เธอพยักหน้าบอกให้เลขาตามไปดูอลิน
“คุณดาตามไปดูอลินเถอะ ลี่จะคุยกับคุณนัยเองค่ะ”
ปรนัยเป็นคนที่มารดาเธอหมายมั่นปั้นมืออยากได้เป็นลูกเขย แต่หญิงสาวปฏิเสธมาตลอด ในตอนที่เธอรับอลินมาดูแลใหม่ๆ เขาไม่พอใจจนเลิกมาหา อรวลีหลงคิดสบายใจว่าเขาจะเลิกสนใจตัวเธอไปแล้ว แล้วนี่อะไรกันเนี่ยเธอถามตนเอง
เธอเปิดประตูห้องเข้าไป เห็นชายหนุ่มรูปร่างออกท้วมหรือที่เรียกว่าหุ่นหมีในยุคนี้ นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเธอ เธอลอบถอนใจเมื่อเห็นเสื้อผ้าของเขา สูทสีน้ำเงินสดสวมทับเสื้อเชิ้ตสีชมพูและกางเกงสแล็คสีเขียวขี้ม้า
'สีสันคัลเลอร์ฟูลจริงจริง' เธอคิดในใจ
“สวัสดีค่ะ” เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นเป็นจังหวะที่มาพร้อมกับคำทักทายของอรวลี ทำให้ปรนัยรีบหันมามองเธอ
“น้องลิลลี่ วันนี้มาสายจังเลยครับ พี่มารอตั้งนานแน่ะ”
“ลี่ไม่มีนัดเช้าค่ะ เลยมาตามปกติ พี่นัยมีอะไรรึเปล่าคะ”
หญิงสาววางกระเป๋าและนั่งที่โต๊ะทำงาน ท่าทีสุภาพแต่ถือตัวทำให้ปรนัยจิตใจห่อเหี่ยว
“พี่กลับบ้านที่ตราดมา คุณแม่พี่เลยฝากของมาให้ครับนี่ไง” เขายกหม้อตีนเป็ดตุ๋นยาจีนขึ้นมาวางบนโต๊ะด้วยความกระตือรือร้น เปิดฝาออกให้เห็นควันลอยขึ้นมาส่งกลิ่นฟุ้งไปทั่วห้องทำงาน
“ไม่เป็นไรค่ะพี่นัยไม่ต้องเปิดฝา ขอบคุณมากนะคะฝากขอบคุณคุณป้าด้วยค่ะ” หญิงสาวรีบรับหม้อนั้นมาไว้และปิดฝาลงทันที
“พี่ว่าแล้วว่าลิลลี่ต้องชอบ แล้วอลินไปไหนครับนี่พี่มีของมาฝากลูกด้วยนะ” ปรนัยยิ้มแก้มปริเขากุลีกุจอหยิบขนมออกมา
“ขนมชั้นเมืองตราดมีทั้งสีครั่งกับน้ำตาลอ้อยเลยนะครับ หนูอลินต้องชอบแน่ ๆ เผื่อจะใจอ่อนเรียกพี่ว่าพ่อสักที”
อรวลียิ้มแห้ง เธอไม่ต่อปากต่อคำรับขนมมาแล้วรีบตัดบท
“ขอบคุณพี่นัยมาก ๆ เลยค่ะที่เอาของมาฝาก รบกวนแย่เลยทีหลังไม่ต้องก็ได้นะคะ ลี่เกรงใจ”
“ไม่เป็นไรครับพี่เต็มใจ งั้นวันนี้พี่ไปก่อนนะ พี่มีนัดสำคัญ” ชายหนุ่มลุกขึ้นในขณะที่เจ้าของห้องลอบถอนหายใจ