อาหารฮ่องเต้

1220 Words
อิงควัตหัวเราะลั่นเมื่อเขาพาอลินมาส่งที่ห้องของญาติสาว และได้เห็นของฝากที่ปรนัยเอามาให้ “นี่ไงอาหารกลางวันวันนี้ ไอ้พัทมันต้องชอบมาก ตีนเป็ดตุ๋นยาจีน ของหวานพร้อม” “พี่อิง ลี่ไม่ตลก” หญิงสาวหน้ามุ่ย เธอกำลังคิดว่าช่วงนี้ดวงน่าจะไม่ดีมีแต่คนแปลก ๆ เข้ามาทำลายความสงบในชีวิตเธอกับลูก สมควรหาที่ไปทำบุญล้างซวย “พี่ก็ไม่ตลก ของแปลกรับรองว่าไอ้พัทมันไม่เคยกินหรอก” พันธกานต์เพ่งมองอาหารหน้าตาแปลก ๆ ที่จัดใส่จานค่อนข้างใหญ่ วันนี้นอกจากตัวเขา อลิน อรวลียังมีอิงควัตร่วมโต๊ะด้วยโดยที่เพื่อนบอกว่าถือว่าวันนี้เป็นการเลี้ยงต้อนรับเขาในโอกาสที่มาเมืองไทย “นี่อะไร หน้าตาแปลก ๆ” “ตีน...เป็ดตุ๋นยาจีนเห็ดหอม” อิงควัตลากเสียง เขาคีบตีนเป็ดหนึ่งชิ้นใส่จานลูกค้ารายใหญ่ของโรงแรม “มันกินได้เหรอ หน้าตาแปลก ๆ” พันธกานต์ไม่แน่ใจว่าอาหารแบบนี้จะกินยังไง “นายมันไม่รู้จักของดี นี่คืออาหารฮ่องเต้เชียวนะ รู้รึเปล่าว่าตุ๋นกันเป็นวัน ๆ ถึงจะได้” เป็นฮ่องเต้แล้วมันต้องกินตีนเป็ดตีนไก่ด้วยเหรอวะ พันธกานต์คิดในใจ เขามองอิงควัตที่สาธิตวิธีกินตีนเป็ดให้ดู “นายเคยกินหมูหันไหม มันก็คล้าย ๆ กัน” อิงควัตพูดให้คนฟังสงสัยหนัก หมูหันมันจะไปเหมือนตีนเป็ดตรงไหน “หมูหันกินแต่หนัง ไอ้นี่ก็เหมือนกันเอาเข้าปากแล้วกินแต่หนังกับเอ็นแล้วคายกระดูกออกมา” อิงควัตกินตีนเป็ดให้เพื่อนดู สีหน้าเขาบ่งบอกว่าอร่อยมากทำให้พันธกานต์ทำตาม อรวลีกลั้นหัวเราะ เธอตักไก่บอนชอนให้อลินตามด้วยกุ้งย่างเนย เด็กหญิงทานอาหารพลางมองลุงอิงและลุงอับดุล สงสัยว่าตีนเป็ดนั้นอร่อยตรงไหน “อลินแพ้อาหารอะไรไหมครับลี่” “แพ้ถั่วค่ะ” อรวลีตอบ เธอต้องคอยระวังเรื่องอาหารให้เด็กหญิงค่อนข้างมาก “ผมแพ้ถั่วลิสงแต่ไม่แพ้พวกอัลมอลด์ ถั่วเปลือกแข็งกินได้ นัทอื่น ๆ กินได้หมด” พันธกานต์ตอบทำให้อรวลีเงยหน้ามองเขา ใช่นั่นคืออาการเดียวกันกับที่อลินเป็นอยู่ “ใช่ค่ะ อลินแพ้ถั่วลิสงแต่ไม่แพ้พวกวอลนัทหรือแมคคา” “ครับ จริง ๆ ผมแพ้ปลาด้วย คุณเคยให้ลูกกินปลารึเปล่า” “ไม่ค่ะ อลินไม่ชอบปลากินแต่กุ้งกับอาหารทะเลอื่น ๆ คุณแพ้ปลาเหรอคะ” หญิงสาวนิ่วหน้า “ครับ อลินไม่ชอบกินปลาเหรอครับ” เขาตอบแล้วคุยกับอลิน เด็กหญิงพยักหน้า “ค่ะ หนูเคยกินแล้วคันเลยไม่ชอบกินปลา” อลินตอบในขณะที่คนเป็นแม่ทำสีหน้าตกใจ “แล้วหนูทำไมไม่บอกแม่คะ ทีหลังกินอะไรแล้วคันต้องบอกนะลูก” “หนูไม่ชอบไปหาหมอ ไปทีไรก็เจ็บทุกที” เด็กหญิงเสียงอ่อย พันธกานต์มองสีหน้าจ๋อยของลูกสาวแล้วฉุกใจคิด “อลินมีโรคประจำตัวเหรอครับ” “ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ เอาไว้เดี๋ยวฉันเล่าให้ฟังทีหลัง ทานกันก่อนเถอะ” ช่วงบ่ายอรวลีพาอลินขึ้นไปนอนบนห้องพักของเธอที่โรงแรม หลังจากที่เด็กหญิงหลับแล้วพันธกานต์โทรหาเธอ “ผมอยากรู้เรื่องสุขภาพของอลิน คุณอยู่ที่ห้องทำงานไหมเดี๋ยวผมไปหา” “ฉันไม่ได้อยู่ที่ห้องทำงานค่ะ เอาไว้คุยตอนเย็นได้ไหมคะ” อรวลีจะทำงานที่ห้องพักในช่วงที่ลูกสาวหลับ เธอไม่อยากทิ้งให้เด็กหญิงนอนคนเดียว “แล้วคุณอยู่ที่ไหน อลินอยู่ไหน” พันธกานต์ซักไซ้ไล่เรียง “ฉันพาอลินมานอนตอนบ่ายที่ห้องพักค่ะ คุณรอคุยตอนเย็นได้ไหม ตอนนี้แกหลับอยู่” “ห้องพักคุณอยู่ที่ชั้นไหน ผมร้อนใจเรื่องลูก” อรวลีเริ่มเหนื่อยใจกับความเยอะ แต่เมื่อคิดว่าเขาเป็นพ่อของอลินเธอจึงใจเย็นลงได้ “งั้นเดี๋ยวฉันจะให้คุณดาพาคุณขึ้นมาแล้วกันค่ะ” ห้องพักของเธอต้องใช้คีย์การ์ดพิเศษจึงต้องให้เลขาเป็นคนจัดการ สิบห้านาทีต่อมาเสียงเคาะประตูดังขึ้น อรวลีที่นั่งทำงานอยู่จึงลุกมาเปิดให้ พันธกานต์ยืนอยู่ตามลำพังเธอกวาดตามองหาเลขา “เลขาคุณลงไปแล้ว” “อ้อ... งั้นเชิญค่ะ” เธอเบี่ยงตัวให้ชายหนุ่มเข้ามาในห้อง พันธกานต์มองไปรอบ ๆ ห้องพักของผู้บริหารเป็นห้องชุดเหมือนคอนโดย่อม ๆ ไม่ต่างจากห้องพักของเขา “อลินล่ะ หลับอยู่เหรอครับ” “ค่ะ หลับอยู่ในห้องนอน แกจะนอนช่วงบ่ายประมาณชั่วโมงหนึ่ง เชิญนั่งค่ะ” อรวลีนำน้ำเย็นมาวางให้เขาบนโต๊ะทานข้าวที่เธอใช้แทนโต๊ะทำงานชั่วคราว เธอรอจนพันธกานต์นั่งลงเรียบร้อยจึงเริ่มพูด “ตอนฉันรับอลินออกมาจากบ้านเด็ก เจ้าหน้าที่ที่นั่นบอกว่าอลินมีปัญหาคือแกมักจะร้องไห้กลางดึกเพราะฝันร้าย ฉันเลยพาแกไปพบจิตแพทย์เด็ก คุณหมอบอกว่าน่าจะเป็นจากการที่แม่ของแกพาอลินไปไว้ที่นั่นแล้วหายไป ทุกครั้งที่อลินฝันร้ายแกจะร้องหาแม่จ๋าตลอด ช่วงนี้ก็ยังเป็นอยู่แต่อาการจะน้อยลงค่ะไม่ถี่มากเหมือนเมื่อก่อน” เขาอึ้งเมื่อได้ฟัง ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเด็กห้าขวบจะเข้าใจคำว่าฝันร้ายได้มากน้อยแค่ไหน แต่การที่อลินยังจำแม่แท้ ๆ ได้ว่าพาเธอมาทิ้งไว้ที่สถานสงเคราะห์นั่นย่อมเป็นความทรงจำที่เลวร้าย “ผมก็ผิดด้วย นินีเคยติดต่อหาผมเมื่อสองปีก่อน เธอบอกว่ามีอะไรจะบอกแต่เธอก็หายไป ช่วงนั้นผมเองก็ยุ่งธุรกิจที่ทำต้องปรับตัวใหม่หมดเพราะสถานการณ์โรคระบาด ทำให้ไม่ได้ตามว่านินีหายไปไหน ผมคิดง่าย ๆ แค่ว่าถ้าได้มาไทยเดี๋ยวค่อยไปหาเธอ ถ้าผมใส่ใจเรื่องนี้มากกว่านี้ อลินคงไม่ต้องเข้าไปอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าแบบนั้น” เขาเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะพูดต่อ “คุณคงคิดว่าผมเป็นพ่อที่แย่มากที่ไม่เคยสนใจเรื่องลูก ผมว่าก็คงจะแย่จริง ๆ เพราะนินีขอเลิกกับผมเมื่อหกปีก่อน เธอบอกว่าจะกลับไทยมาดูแลพ่อที่ป่วย เราจากกันด้วยดีโดยที่ผมไม่เคยรู้ว่าเธอท้อง หลังจากเราเลิกกันนินีก็ยังมีติดต่อมาบ้างปีละครั้งสองครั้งแต่เธอไม่เคยบอกอะไรผมเลย” “ฉันเสียใจด้วยนะคะเรื่องคุณนินี” เสียงอลินร้องไห้ดังมาจากในห้องทำให้สองหนุ่มสาวลุกขึ้นพร้อมกัน อรวลีเปิดประตูห้องเข้าไปเห็นเด็กหญิงร้องไห้เพราะฝันร้ายอีกครั้งเธอจับตัวลูกสาวขึ้นมากอดไว้ทั้งตัว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD