[ปัจจุบัน]
[ช่วงสาย ณ เพนต์เฮาส์หรู]
สภาพบนเตียงยับเยินจนดูไม่ได้ ผ้าปูที่นอนสีเข้มยับย่นเป็นคราบน้ำรักสีขาวขุ่นที่แห้งกรัง และหยดเลือดจางๆ ที่ตอกย้ำว่า ‘ศึก’ เมื่อคืนนั้นรุนแรงเพียงใด
‘ลูกพีช’ ขยับเปลือกตาที่บวมช้ำขึ้นอย่างยากลำบาก ความรู้สึกแรกที่เข้าจู่โจมคือความเจ็บแปลบแล่นริ้วตรงกึ่งกลางกายสาว ราวกับร่างกายจะฉีกขาดออกจากกัน ทุกครั้งที่ขยับขาร่องรอยความบอบช้ำจะประท้วงจนต้องเม้มปากแน่น ผิวขาวเนียนบัดนี้เต็มไปด้วยรอยรักสีแดงเข้มและรอยฟันที่ตีตราจองไปทั่วตัว โดยเฉพาะหน้าอกอวบอิ่มที่บวมแดงจากการถูกขย้ำอย่างหนักมือ
“อึก...” เสียงครางแผ่วเบาในลำคอดังขึ้นเมื่อคนตัวเล็กพยายามพยุงตัวลุก
“ตื่นแล้วเหรอ...”
เสียงทุ้มต่ำทำให้ลูกพีชสะดุ้งสุดตัวจนลืมความเจ็บปวด เธอรีบหันไปมองและพบว่า ‘หลงเทียนอี้’ ยังคงนั่งอยู่บนเตียงข้างๆ ในสภาพกึ่งเปลือย มีเพียงผ้าห่มที่ปกปิดช่วงล่างไว้หมิ่นเหม่ แผ่นอกกว้างกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อพิงอยู่กับหัวเตียง ในมือถือบุหรี่ที่กำลังส่งควันสีจางลอยคลุ้ง
แต่สิ่งที่สะดุดตาเธอที่สุดคือ ‘รอยข่วน’ ยาวหลายแนวที่พาดผ่านแผงอกล่ำสันและลามไปถึงไหล่หนา บางรอยมีเลือดซึมออกมาจนแห้งเป็นสีเข้ม มันคือหลักฐานการต่อต้านอย่างสุดกำลังของเธอเมื่อคืนนี้
“ทะ... ท่านคะ... พีช... พีชขอโทษ” เธอละล่ำละลักบอก เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง พยายามจะลุกขึ้นหนีแต่ร่างกายไร้เรี่ยวแรงจนต้องทรุดฮวบลงไปนอนตามเดิม
“หึ... ขอนไม้เมื่อคืนรู้จักข่วนคนด้วยเหรอ?” เทียนอี้พ่นควันบุหรี่ออกมาช้าๆ ดวงตาคมกริบจ้องมองรอยแผลบนตัวเขาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะเลื่อนมาหยุดที่ใบหน้าหวานที่สั่นเทาเหมือนลูกนก
เขายื่นมือหนาเชยคางมนขึ้นบังคับให้เธอสบตาสีเทาเยือกเย็นราวน้ำแข็ง สายตาคมปลาบโลมเลียไปตามรอยรักสีแดงช้ำที่ฝากไว้ทั่วซอกคอและเนินอกขาวจัด มันดูตัดกันจนปลุกเร้าอารมณ์ดิบในตัวเขาให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
“เจ็บมากไหม?” เขาถามพลางใช้นิ้วโป้งคลึงริมฝีปากล่างเธอเบาๆ
“จะ... เจ็บค่ะ... ท่านคะ พีชไม่ไหวแล้ว...” น้ำตาใสเริ่มคลอหน่วยตาอีกครั้ง
“เจ็บก็ดี... จะได้จำว่าใครเป็นเจ้าของชีวิตเธอ!”
เขาบี้บุหรี่ลงกับที่เขี่ยบุหรี่ราคาแพง ก่อนจะขยับตัวเข้าหาอย่างคุกคาม “แต่รู้ไหม... รอยพวกนี้มันทำให้ฉันมีอารมณ์มากกว่าเดิมเสียอีก”
ไม่รอให้เธอได้อ้อนวอน เทียนอี้กระชากผ้าห่มที่ปกปิดร่างบางออกอย่างแรง เผยให้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าที่ขาวนวลละเอียดเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ หน้าอกอวบอิ่มกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหายใจที่ติดขัด ยอดอกสีสวยชูชันสู้สายตาเขาอย่างเย้ายวน
เขารวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างไว้ด้วยมือเดียวแล้วกดลงกับเตียงนุ่ม ก่อนจะแทรกตัวเข้าไประหว่างขาเรียวสวยที่พยายามจะรวบเข้าหากันแต่ไร้ผล
“อื้อออ! ท่านคะ... อย่า... พีชยังเจ็บอยู่เลย...”
“เงียบซะ ถ้าไม่อยากให้ฉันรุนแรงกว่านี้”
มาเฟียใหญ่ซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น กลิ่นแป้งเด็กทำให้เขาสติขาดผึง เขาบีบขยำหน้าอกนุ่มหยุ่นจนล้นทะลักออกมาตามง่ามนิ้ว ความใหญ่โตของมันทำให้แทบคลั่ง เขาบดขยี้มันอย่างเมามันจนเธอครางซี้ดด้วยความเจ็บ
เทียนอี้ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า ใช้เข่าแยกเรียวขาขาวออกกว้าง เผยให้เห็นกุหลาบงามที่บวมช้ำจากการกรำศึกหนัก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังดูสะอาดสะอ้านและน่าลิ้มลอง เขาจ้องมองความอวบอูมที่เปียกชื้นด้วยน้ำหวานที่เริ่มหลั่งออกมา
“ดูสิ... ปากบอกไม่ไหว แต่ข้างล่างเธอมันยินดีต้อนรับฉันเหลือเกินนะลูกพีช”
ริมฝีปากหยักแสยะยิ้มร้ายก่อนจะคว้าแก่นกายขนาดมหึมาออกมา ความยาวและขนาดของมันดูดุดันจนหญิงสาวต้องเบือนหน้าหนีด้วยความตื่นกลัว ก่อนจะจ่อเข้าที่ทางรักที่ยังคงช้ำแดง
“อ๊ะ!”
ลูกพีชกรีดร้องออกมาเมื่อความแข็งขึงกระแทกพรวดเดียวเข้ามาจนสุดโคน ความคับแน่นทำให้เธอรู้สึกราวกับจะฉีกขาดออกเป็นสองซีก ช่องทางเล็กแคบรัดตรึงตัวตนเขาไว้แน่นจนเทียนอี้ต้องกัดฟันกรอด
“แน่น... แน่นฉิบหาย...”
เขาเริ่มขยับตะบี้ตะบันเข้าใส่ไม่ยั้งแรง เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังกึกก้องผสมกับเสียงครางกระเส่าของคนใต้ร่าง เล็บสวยจิกลงบนไหล่แกร่งอีกครั้งเพื่อระบายความเจ็บปนเสียว ทุกจังหวะที่เขาแทรกลึกเข้ามา มันโดนจุดกระสันภายในจนร่างเล็กสั่นคลอน
“อ๊ะ... ท่านคะ... แรงไป... พีชจะตายแล้ว... อื้ออออ!”
“เรียกชื่อฉัน! บอกแล้วใช่ไหมให้เรียกชื่อฉัน!”
สิ้นคำสั่งเทียนอี้กระแทกกระทั้นอย่างป่าเถื่อน มือหนาขยำหน้าอกใหญ่จนมันเปลี่ยนรูปทรงไปตามแรงบีบ เขาโหมกายเข้าใส่เหมือนพายุที่ไม่มีวันสงบ จนกระทั่งถึงฝั่งฝัน “อ๊าส์... ลูกพีช!”
มาเฟียใหญ่คำรามลั่นก่อนจะปลดปล่อยสายธารอุ่นร้อนเข้าไปในกายสาวจนเอ่อล้นออกมา...
หลังจากจบศึกแรก เทียนอี้ไม่ได้ปล่อยให้เธอพักอุ้มร่างที่อ่อนปรกเปียกเดินเข้าไปในห้องน้ำหรู ร่างเล็กถูกวางลงบนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าหน้ากระจกบานยักษ์ ลูกพีชมองเงาสะท้อนตัวเองในกระจก... สภาพยับเยินจนน่าสมเพช รอยรักสีกุหลาบกระจายไปทั่วตัว ใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาทำให้เธอดูเปราะบางจนน่ารังแก
“ท่านคะ... พีชเจ็บ... พอก่อนได้ไหม...”
“ฉันยังไม่อิ่ม”
เขาตอบสั้นๆ ขณะที่มือหนาเปิดฝักบัวปล่อยให้น้ำอุ่นไหลผ่านร่างกาย น้ำที่ราดรดลงบนจุดบอบช้ำทำให้ลูกพีชสะดุ้ง แต่สัมผัสจากมือหนาที่ลูบไล้ครีมอาบน้ำไปตามส่วนโค้งเว้ากลับจุดไฟราคะขึ้นมาอีกครั้ง เขาจงใจสอดนิ้วเข้าไปสำรวจความคับแน่นที่ยังตอดรัดไม่หยุด
“กลิ่นแป้งเด็กหายไปหมดแล้ว... เหลือแต่กลิ่นของฉัน”
ใบหน้าหล่อซุกลงที่ซอกคอหอมนุ่ม ก่อนจะจับร่างบางพลิกหันหน้าเข้าหากระจก แล้วกดให้เธอโน้มตัวลงไปเท้ากับเคาน์เตอร์หินอ่อน “มองดูตัวเองในกระจก... ดูว่าเวลาเธอโดนฉันเอา มันสวยแค่ไหน”
เขาแยกขาเธอออกกว้างจากทางด้านหลัง แล้วจ่อความแข็งขึงที่กลับมาตั้งตระหง่านอีกครั้งเข้าหา ความเปียกชื้นของน้ำและสบู่ช่วยให้สอดใส่ได้ง่ายขึ้น แต่ขนาดที่ใหญ่โตก็ยังทำให้ลูกพีชจุกจนพูดไม่ออก
“อ๊าาาา! ฮึก... อื้ออออ!”
จังหวะรักครั้งที่สองเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางเสียงสายน้ำ เทียนอี้กระแทกกระทั้นจากด้านหลังอย่างดุดัน มือหนาจับเอวคอดกิ่วไว้เป็นหลักยึด เสียงเนื้อกระทบกันดังสนั่นสลับกับเสียงน้ำ ความดิบเถื่อนของมาเฟียใหญ่แสดงออกมาอย่างเต็มที่ เขาไม่ได้สนใจว่าเธอจะอ่อนแรงแค่ไหน เขาสนใจแค่การได้ครอบครองสินค้าชิ้นนี้ให้สมอยาก
“แม่ง! เธอนี่มัน... อ๊าส์ ลูกพีช!”
เขากระแทกเน้นย้ำลงไปซ้ำๆ จนในที่สุดก็คำรามลั่น ปลดปล่อยน้ำรักเข้าไปในกายสาวอีกครั้งจนมันล้นทะลัก ร่างบางสั่นสะท้านและสลบคาอกแกร่งไปทั้งที่เธอยังถูกเขาเติมเต็มอยู่ภายใน เทียนอี้หอบหายใจแรง มองร่างที่หมดสติผ่านกระจกด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะค่อยๆ ถอนตัวตนออกมาอย่างอาลัยอาวรณ์...
[เวลา 14.00 น.]
เทียนอี้อยู่ในชุดสูทสีดำเนี้ยบ กลับมาอยู่ในคราบนักธุรกิจผู้สุขุม เขาเดินออกมาจากห้องนอนทิ้งให้สาวน้อยที่น่าสงสารนอนหลับใหลด้วยความอ่อนเพลียอยู่บนเตียง โดยมีจินและเจ้มอลลี่ยืนรออยู่หน้าห้อง
“ท่านครับ รถพร้อมแล้วครับ” จินรายงาน
เทียนอี้หยุดเดิน สายตามองตรงไปข้างหน้าพลางจุดบุหรี่ขึ้นสูบ กลิ่นนิโคตินเข้มข้นลอยคลุ้ง “มอลลี่”
“ขา... ท่าน” มอลลี่ขานรับพลางลอบมองเข้าไปในห้องด้วยความเป็นห่วง
“ดูแลสินค้าให้ดี อย่าให้ตายซะก่อน...” เขาพ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างช้าๆ “...เพราะฉันยังไม่เบื่อ และถ้าใครกล้ามาแตะต้องของของฉันแม้แต่ปลายก้อย จัดการมันให้สิ้นซาก”
“รับทราบค่ะท่าน”
มาเฟียหนุ่มเดินนำออกไปอย่างสง่างาม ทิ้งไว้เพียงคำสั่งที่เฉียบขาดและความร้อนแรงที่ยังคงอบอวลอยู่ในห้องนอน เขาออกไปทำงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในหัวกลับยังคงวนเวียนอยู่กับรสสัมผัสและกลิ่นแป้งเด็กที่ทำเอาสมาธิกระเจิงจนแทบไม่มีอารมณ์ทำงาน...