วรินทรละจากริมฝีปากของเธอเลื่อนปากและจมูกลงไปตามซอกคอ มธุรสนอนนิ่งปล่อยตามใจเขาชั่วครู่ก่อนจะดันตัวเขาออกห่าง
"นายอย่าเพิ่งเลยค่ะ ผึ้งไม่พร้อม" เธอดันศีรษะเขาขึ้นมาสบตากัน
"ทำไมล่ะ ผึ้งเป็นอะไรหงุดหงิดอะไรรึเปล่า หรือว่าโกรธที่เมื่อวานผมกลับมาแล้วไม่เข้าออฟฟิศ" ชายหนุ่มถามตรงๆ
"เปล่าค่ะ ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก" เธอหยิบผ้าห่มมาคลุมร่าง เพราะตอนนี้ไม่มีผ้าติดตัวสักชิ้นในขณะที่เขายังใส่เสื้อผ้าครบ
วรินทรช่วยคลี่ผ้าห่มออกคลุมร่างเธอไว้ แล้วกอดเธอไว้แบบนั้น
"ต้องใช่สิ เราไม่เจอกันตั้งอาทิตย์นึงผึ้งอาจจะหงุดหงิดก็ได้ แต่เมื่อคืนผมก็รีบตามมานี่"
"เปล่าค่ะ ประจำเดือนผึ้งใกล้มาน่ะเลยไม่สบายตัว" เธอหาข้ออ้างเจอแต่ไม่ได้โกหกเพราะใกล้มาจริงๆ
ชายหนุ่มพยักหน้า "อือ เข้าใจล่ะผึ้งคงปวดตัวเจ็บหน้าอกด้วยใช่ไหม แต่ยังไม่เห็นมีสิวสักเม็ดนี่"
เขามองหน้าเธออย่างพิจารณา จำได้ว่าก่อนมีวันนั้นของเดือนมธุรสจะมีสิวหนึ่งเม็ดที่ใต้คาง ขึ้นประจำที่เดิมทุกเดือน
"กินน้ำขิงไหม ผมสั่งให้"
มธุรสตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าบ้าน เธอเดินไปปลดล็อกให้วรินทรเข้ามา
“มีอะไรคะนาย” หญิงสาวยกถ้วยข้าวต้มมาวางที่โต๊ะทานอาหาร
“ยังไม่กินข้าวเหรอ ผมก็ยังไม่ได้กิน” วรินทรนั่งลงตรงข้ามกัน เธอเหลือบตามอง
“นายทานข้าวเย็นพร้อมน้องท็อปไม่ใช่เหรอคะ” ถ้าเขาอยู่บ้านทุกคนรู้ว่าเขาต้องทานอาหารเย็นกับลูกชายวัยห้าขวบไม่เคยขาดสักครั้ง
“กินไม่ค่อยลงน่ะ ตอนนั้นไม่หิว”
มธุรสไม่พูดอะไรเธอลุกไปตักข้าวต้มใส่ถ้วย ไม่ต้ององต้องอุ่นมันหรอก ไม่ได้ตั้งใจทำเผื่อใครเธอบอกตัวเอง
เธอสะดุ้งเมื่อถูกกอดจากด้านหลัง วรินทรสอดแขนรอบเอวเล็ก เขาดึงถ้วยข้าวจากมือเธอวางบนเคาน์เตอร์รวบผมเธอไปไว้อีกข้างจูบแผ่วๆ ที่ต้นคอ
“ผึ้งงอนผมแน่ๆ ถ้าไม่บอกก็อยู่กันแบบนี้ทั้งคืน”
หญิงสาวถอนใจเมื่อรู้สึกว่าตัวเธอจะแสดงท่าทีชัดเจนมากไป เธอไม่มีสถานะอะไรมากกว่าเลขาของเขาและวรินทรก็ยังใส่ใจเธออยู่ มันจะกลายเป็นว่าเธองอนจนเกินงามจะไม่ดีเอาเปล่าๆ มธุรสวางมือลงมือใหญ่ที่กอดเธออยู่
“เปล่าหรอกค่ะ ผึ้งแค่หงุดหงิดเฉยๆ คุณไปทานเถอะ”
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปถือถ้วยข้าวไว้ มือหนึ่งโอบไหล่เธอพาเดินกลับมาด้วยกัน ทั้งสองนั่งทานข้าวต้มกันเงียบๆ ไม่พูดอะไรแต่เขาก็รู้สึกว่าท่าทีเธออ่อนลง
“ขากลับผมแวะไปเยี่ยมคุณป้าที่พิษโลก เจอครูบัวเป็นเพื่อนของน้องสาวมาขออยู่ด้วยสักพัก ท่าทางเธอน่าสงสารคุยไปคุยมารู้ว่าเขาจบครูมา ผมเลยชวนมาสอนหนังสือน้องท็อป” วรินทรเล่าเรื่องหญิงสาวคนนั้นให้มธุรสฟัง ถึงอย่างไรในฐานะเลขาเธอก็ควรได้รู้เรื่องนี้ด้วย
มธุรสฟังแล้วนิ่งไป ยอมรับว่าเธอพอใจที่เขาเล่าให้ฟัง
“น่าสงสาร ทำไมนายพูดแบบนั้นเหรอคะครูบัวมีปัญหาอะไร” เธอเองก็รู้สึกเช่นกันว่าบุณฑริกมีปัญหาอะไรสักอย่าง
“ผมไม่แน่ใจ อาจจะอกหักหรือมีอะไรในใจแต่ผมอยากให้ผึ้งช่วยดูแลน้องเขาด้วยในช่วงแรกๆ นี้” วรินทรเห็นว่าถ้าเขาดูแลเองอาจจะมีปัญหาตามมา
“ความจริงผึ้งก็ชวนครูบัวไปในเมืองพรุ่งนี้ค่ะ แต่เธอไม่ไป” เธอบอกไปตามตรง บุณฑริกคุยดีกับเธอก็จริงแต่เธอรู้สึกว่าคุณครูคนใหม่ยังระแวงกับอะไรบางอย่าง
มธุรสเก็บถ้วยข้าวต้มไปล้าง มีเจ้านายของเธอเดินตามมาด้วย
“ผมล้างเอง ผึ้งไปพักเถอะ”
เธอจึงเดินเข้าห้องนอนไปจัดการธุระส่วนตัว เมื่อออกจากห้องน้ำพบว่าวรินทรเข้ามาอยู่ในห้องแล้ว ชายหนุ่มถอดเสื้อผ้าออกสวมเสื้อคลุมอาบน้ำตัวเดียว เขากำลังดูหน้าจอโน้ตบุ๊คของเธอที่เปิดค้างไว้
“ผึ้งคุยแชทโปรแกรมนี้ด้วยเหรอ คุยกับใครน่ะ” เขานิ่วหน้าเมื่อเห็นเธอใช้โปรแกรมแชทหาคู่ หาเพื่อนคุย
“ค่ะ คุยเล่นๆ แก้เหงา” เธอตอบรีบมาปิดหน้าจอลงทันที
“มีอะไรที่ผมดูไม่ได้” วรินทรเริ่มคิดมาก
“เปล่าค่ะ ไม่ใช่ว่าดูไม่ได้แต่นี่มันคือเรื่องส่วนตัวของผึ้ง ไม่เกี่ยวกับงาน” เธออธิบายแต่ดูเหมือนว่ายิ่งพูดเขายิ่งทำสีหน้าไม่ดี
“ที่เราทำกันอยู่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับงาน” เขาปรายตามองโน้ตบุ๊คอันนั้นก่อนจะพูดต่อ
“ผมจะไปอาบน้ำ ผึ้งจะนอนก่อนก็ได้”
หญิงสาวมองตามเขาเดินหายเข้าห้องน้ำไป วรินทรทำตัวปกติที่เขาจะมาค้างที่นี่ในคืนวันศุกร์-เสาร์ เธอก็ควรจะทำตัวปกติรึเปล่า
ความสัมพันธ์ของเจ้านายและเลขาถึงไม่ได้ประกาศสถานะอื่นใดแต่มันก็ไม่ใช่ความลับของไร่ คนงานทุกคนรู้ดีและให้เกียรติตามสมควร จากการที่พวกเขาเห็นพ่อเลี้ยงดูแลเธอเป็นพิเศษ หญิงสาวถามตัวเองว่าเธอพอใจจริงๆ แล้วหรือยังสำหรับสถานะคลุมเครือแบบนี้ เธอควรปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปหรือว่าเธอควรจะหยุดมันลง
“อาผึ้งคับ ท็อปอยากได้อันนี้” เด็กชายวริษฐ์ชี้ไปที่โมเดลการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อดังบนชั้นวางในแผนกของเล่นเด็ก
“อันไหนคะ อันนี้เหรอ” หญิงสาวหยิบลงมาดู เธอไม่แน่ใจว่ามันเหมาะกับเด็กอายุห้าขวบไหม
“อันนี้เหมาะกับเด็กอายุกี่ขวบคะ” เธอหันไปถามพนักงานที่ยืนใกล้ๆ
“ห้าขวบขึ้นไปค่ะคุณผู้หญิง เหมาะกับคุณน้องนะคะเสริมจินตนาการได้ดี”
มธุรสพลิกดูราคามันไม่ได้แพงเกินไป
“คุณพ่อให้ซื้อหนึ่งชิ้นนะคะน้องท็อป หนูจะเอาอันนี้แน่นะ” เธอคุยกับเด็กชายที่รีบพยักหน้ายืนยัน
“คับอาผึ้ง”