“อันนี้ค่ะ” หญิงสาวส่งบัตรเครดิตให้พนักงานขายที่รีบรับไปทันทีเหมือนกลัวเธอเปลี่ยนใจ มธุรสมองไปทางที่วรินทรบอกว่าขอตัวไปรับโทรศัพท์สักครู่ ชายหนุ่มเดินกลับมาพอดี
“ผึ้ง บ้านตายายของตาท็อปอยากให้ผมพาลูกไปกินข้าวเย็นคุณจะไปด้วยกันไหม” วรินทรค่อนข้างอึดอัดใจ เขาตั้งใจจะพามธุรสกับลูกชายมาเดินเที่ยวและซื้อของกลับไปให้บุณฑริก ไม่ได้คิดว่าจะไปบ้านอดีตพ่อตาแม่ยาย
“ไม่ไปดีกว่าค่ะ นายไปกับน้องท็อปเถอะ” เธอปฏิเสธทันทีแต่วรินทรหน้าเครียด
“แล้วคุณจะไปไหนต่อรึเปล่าผึ้ง อยากซื้ออะไรรอเสาร์หน้าได้ไหม”
“นายไปส่งผึ้งที่บ้านไวน์ได้ไหมคะ เดี๋ยวผึ้งกลับไร่กับไวน์ได้”
“งั้นผมกินข้าวเย็นเสร็จที่บ้านตายายแล้วจะแวะรับผึ้งตอนค่ำดีไหม หรือว่าผึ้งจะไปบ้านผมก็ได้”
เขามีบ้านในเมืองแต่ไม่ได้มาพักเท่าไหร่ ส่วนมากจะอยู่ไร่หรือถ้าเข้าเมืองก็เลือกเปิดโรงแรมนอน แต่ช่วงนี้ชายหนุ่มเพิ่งให้บริษัททำความสะอาดเข้าไปทำความสะอาดครั้งใหญ่บ้านจึงพร้อมอยู่ได้เลย
“ไม่ดีกว่าค่ะ ไปบ้านนายผึ้งก็อยู่คนเดียว”
เหตุผลของเธอทำให้เขาต้องยอมรับ ชายหนุ่มจึงซื้อของที่บุณฑริกฝากซื้อให้เสร็จแล้วไปส่งมธุรสที่โรงแรมวรวาริน
“พรุ่งนี้ให้ผึ้งกลับกับไวน์นะคะพี่โต ไวน์อยากนอนคุยกับเพื่อนคืนนี้”
วรรัตน์ออกมารับเพื่อนและหยุดคุยกับญาติผู้พี่ที่รถ หญิงสาวส่งเสียงทักทายหลานชายที่นั่งหน้าตูมบนรถ
“เป็นอะไรครับน้องท็อป จะได้ไปงานวันเกิดคุณยายไม่ดีใจเหรอลูก”
เด็กชายสั่นศีรษะทันที
“ท็อปไม่อยากไปเลยคับอาไวน์ ปวดหู” เด็กชายหมายถึงครอบครัวของตายายมีแต่คนพูดเยอะ เสียงดังและน่ารำคาญ
“ไม่เอานะลูก อย่าพูดแบบนี้ให้คุณตาคุณยายได้ยินนะ เดี๋ยวท่านจะเสียใจนะครับ ถ้าคุณแม่รู้ก็จะเสียใจด้วยนะลูก”
ชายหนุ่มพูดถึงภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว เด็กชายวริษฐ์สีหน้าอ่อนลงเมื่อการสนทนามาถึงเรื่องมารดาที่เสียไป
“คับ ท็อปไม่อยากให้แม่เสียใจ” เด็กชายเสียงอ่อย
มธุรสฟังแล้วใจแป้ว สู้กับใครก็ไม่ยากเท่ากับคนที่อยู่ในใจของเขา มารดาของเด็กชายวริษฐ์เสียชีวิตไปสองปีเศษแล้วในตอนนั้นเธอเพิ่งทำงานที่ไร่ไม่นาน และความสัมพันธ์ที่เกินเลยระหว่างนายจ้างกับเลขาเริ่มขึ้นหลังจากที่ภรรยาเขาจากไปประมาณปีครึ่ง
เธอไม่เคยคิดจะไปแทนที่มารดาของเด็กชายวริษฐ์แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ มธุรสมองหน้าเพื่อนที่บีบมือเธอเบาๆ
“ไปกันเถอะไวน์ ขอบคุณนายนะคะที่มาส่ง”
วรินทรจอดรถที่หน้าตึกใหญ่ ชายหนุ่มลงจากรถแล้วเปิดประตูให้ลูกชายลงจากรถ เขาเปิดประตูหลังหยิบกระเช้าของขวัญวันเกิดอดีตแม่ภรรยาไว้ในมือ
“ไปกันลูก” มือหนึ่งของเขาจูงเด็กชายไว้แล้วพากันเข้าบ้าน หากไม่ใช่วันเกิดของนางจรรยาเขาคงไม่เปลี่ยนแผนกระทันหัน
“ได้ยินว่ามีครูคนใหม่ของตาท็อปมาแล้วใช่ไหมโต” นางจรรยาเจ้าของวันเกิด คุณยายของเด็กชายวริษฐ์ถามอดีตลูกเขยบนโต๊ะอาหาร
“ครับคุณแม่ เพิ่งมาวันศุกร์สายข่าวคุณแม่เร็วนี่ครับ”
“แหม..ก็พูดไป” ท่านหัวเราะแล้วจึงเปลี่ยนเรื่อง
“โตคิดเรื่องแต่งงานใหม่รึยัง คนๆ นั้นไม่ใช่แค่ภรรยานะแต่ต้องมาเป็นแม่ตาท็อปด้วย”
วรินทรขยับตัวอย่างอึดอัด
“ผมอยากให้เวลาท็อปอีกสักหน่อยครับ ยังไม่อยากแต่งงานใหม่”
“แม่ไม่อยากก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของโตหรอกนะถ้าท็อปไม่ใช่หลานแม่ เข้าใจว่าโตเป็นผู้ชายยังหนุ่มยังแน่นก็ต้องมีอะไรกุ๊กกิ๊กบ้าง แต่ก็อยากให้โตจัดการให้ชัดเจนให้ผู้หญิงพวกนั้นรู้สถานะตัวเองอย่าปล่อยให้มีความหวังไปเรื่อย”
“แม่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ตอนนี้ผมรู้ตัวดีว่าทำอะไรอยู่” วรินทรพูดยิ้มๆ แต่ในใจเขาเริ่มไม่พอใจที่ถูกรุกล้ำความเป็นส่วนตัว
“จะมาพูดอะไรตอนนี้ล่ะคุณ ทานอาหารเถอะ” ภัทรสามีของนางจรรยาขัดขึ้นมา เขาสังเกตุได้ว่าวรินทรเริ่มไม่พอใจจากนั้นทุกคนต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงนรินทร์ภัทรโวยวาย
“เอ๊ะ ตาท็อปทำไมทำแบบนี้ อย่ามาทำกริยาแบบนี้บนโต๊ะอาหารนะ”
นรินทร์ภัทรเห็นหลานชายใช้มือหยิบน่องไก่ทานเพราะไม่ถนัด เธอจึงแหวขึ้นมาลั่นโต๊ะลืมว่ากำลังมีแขกหลายคน
เด็กชายวริษฐ์ตกใจจนหน้าซีดก่อนจะตาแดงเริ่มร้องไห้ เด็กชายแทบไม่เคยโดนดุเลยหลังจากที่มารดาเสียชีวิตไป เมื่อถูกน้าสาวดุท่ามกลางคนหลายคนจึงเสียขวัญมากเป็นพิเศษ
“เด็กก็แบบนี้ละครับ ผมขอโทษด้วยที่ลูกผมอาจจะทำให้เสียบรรยากาศ”
ชายหนุ่มวางช้อนลุกไปอุ้มลูกชายขึ้นมาก่อนจะพูดกับภัทรอดีตพ่อตา
“ผมขอตัวก่อนนะครับ ขอให้คุณแม่มีความสุขมากๆ ขอโทษที่ลูกชายผมมีกริยาไม่ดีบนโต๊ะอาหาร”
“เดี๋ยวค่ะพี่โต” นรินทร์ภัทรรีบวิ่งตามชายหนุ่มที่ก้าวยาวๆ มายังรถยนต์ส่วนตัว
“อย่าเพิ่งกลับเลยค่ะ น้องขอโทษที่ดุหลานเสียงดัง น้องไม่ได้ตั้งใจค่ะ” กว่าจะทำให้เขามาทานอาหารที่บ้านได้ก็แสนยาก เธอไม่ยอมให้เขากลับง่ายๆ แน่
“อย่าเลยครับวันนี้น้องท็อปตกใจไปแล้ว คุณน่าจะรู้ว่าลูกชายผมยังตกใจเรื่องอุบัติเหตุคราวนั้น” วรินทรตำหนิตรงๆ จนนรินทร์ภัทรหน้าเสีย
ชายหนุ่มก้าวขึ้นรถ วางลูกชายลงบนเบาะข้างๆ กดล็อกแล้วออกรถไปทันที เขาไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะไปไหนมารู้ตัวอีกทีก็มาจอดรถอยู่ที่หน้าโรงแรมวรวาริน
“น้องท็อปครับ มาหาพ่อมา” เขาอ้าแขนออกรับร่างเล็กของเด็กชายมากอด
“ท็อปไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกลูก อย่าไปฟังน้ารินนะลูก” ชายหนุ่มลูบศีรษะเด็กชาย
“ท็อปไม่ชอบน้าริน ไม่ชอบคุณยาย ท็อปไม่อยากให้คุณแม่เสียใจแต่ท็อปไม่ชอบ” เสียงสะอึกสะอื้นดังมาพร้อมกับเสียงอู้อี้ของเด็กวัยห้าขวบ
“ครับ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ พ่อจะไม่พาลูกไปแล้วก็ได้นะครับ” เขาปลอบเด็กชาย
“ไปหาอาผึ้งไหมลูก ไปกินข้าวกับอาผึ้งกัน”