กลิ่นเครื่องแกงเอกลักษณ์ความเป็นไทยเดิม เสน่ห์ปลายจวักอันคุ้นเคยของมารดาลอยคลุ้งรอบครัวตั้งแต่รุ่งสางของวันใหม่ สภาพอากาศของฤดูกาลต่างจังหวัดยิ่งเป็นอะไรที่ชวนให้คิดถึงบ้านเกิด ในช่วงวันหยุดที่เสร็จจากการเตรียมการเรียนสอนแล้วลูกสาวคนโตของบ้านพรรณรายณ์ที่อยู่ในชุดสีสะอาดตาจึงรีบวิ่งลงไปช่วยผู้เป็นแม่ตระเตรียมอาหารใส่บาตรพระ
“หนูณีช่วยจ้ะ”
สรรพนามรวมไปถึงอากัปกิริยาเปลี่ยนทันทียามอยู่กับคนในครอบครัว ท่าทีออดอ้อนกระโจมเข้ามากอดกันจากทางด้านหลังก็ส่งผลให้บัวหอมจำต้องระบายยิ้มสุขใจออกมาแทนการดุเด็กดื้อตาใส ซึ่งมาเงียบ ๆ โดยไม่บอกกล่าว
คงจะผิดกลับน้องสาวที่ดื้อไม่ได้ต่างกัน ทว่าหากตะวันยังไม่ตรงหัวแล้วไม่มีงานอะไรสำคัญ มีหรือที่ณีนราจะยอมตื่น พอตกเย็นมาก็นู่น ไม่ไปตีไก่ก็ชวนลูกชายของจิรากรลงไปหาปลาที่ไร่นา เรียกได้ว่าโตมากับปราบจนแทบจะไม่ใช่ลูกบัวหอมกับเสี่ยแล้ว
แต่อะไรที่ลูกชอบทำแล้วมันไม่ได้ไปเดือดร้อนผู้อื่นเธอเองก็ไม่ห้ามหรอก ยิ่งโต ๆ กันแล้วด้วย
“มาเงียบ ๆ แม่ตกใจหมดเลยลูก”
“ขอโทษจ้ะ หนูกลัวน้องจะตื่น” เรียกได้ว่าทั้งบ้านเหลือกันอยู่แค่สามคนกับลูกน้องบิดา เนื่องจากเฮียปราบก็ต้องเข้าไปดูโครงการที่กรุงเทพ และเสี่ยที่แม้จะวางมือแล้วก็ยังมีบินไปประชุมอยู่นาน ๆ ครั้ง
เหตุด้วยถ้าจะให้อยู่บ้านเลี้ยงวัวเลี้ยงควายเฉย ๆ คนที่ยังแข็งแรงดีก็จะเบื่อเสียเปล่า ๆ นานทีได้กลับไปเจอสังคมเพื่อนฝูงที่นั่นพวกเธอกับมารดาจึงไม่คิดห้าม แต่เอาเข้าจริงก็อิดออดติดภรรยายิ่งกว่าใคร ไม่เชื่อเดี๋ยวไม่เกินชั่วโมงก็รีบโทรมาหามารดา
“ให้ตื่นบ้างเถอะ แม่ละกลัวว่าสักวันน้องจะเป็นโรคกระเพาะ กินข้าวกินปลาไม่ตรงเวลา แถมยังกินบ้างไม่กินบ้างอีก”
“ถ้าไม่ใช่เสี่ยกับเฮียปราบพูด เด็กดื้อคนนั้นยอมฟังใครเสียที่ไหนล่ะจ๊ะ”
“แม่ตามใจน้องเกินไปหรือเปล่าหนูณี”
“ไม่เลยจ้ะ แม่ก็รู้ว่าเห็นแบบนั้นน้องมีความรับผิดชอบมากกว่าหนูซะอีก มากจนบางครั้งหนูไม่อยากจะเอาเปรียบน้องแล้ว...”
ฝาแฝดคนโตยอมผละออกมาจากการกอดมารดาแล้วมีใบหน้าสลดลงเล็กน้อย นั่นทำเอาบัวหอมจำต้องผ่อนลมหายใจออกมา แน่นอนว่าพวกเราทุกคนรักจอมแสบทั้งสามมาก
ลูกชายคนเดียวของปราบนั้นไม่ได้น่าห่วงอะไรมากหรอก เพราะเจ้าตัวมีความคิดเป็นของตัวเองมาตั้งแต่ยังเด็กแล้ว ผิดกลับสถานการณ์ตอนนี้ที่ครอบครัวนั้นกำลังจะเข้ามาหาผลประโยชน์กับลูกสาวของเธอไม่คนใดก็คนหนึ่งที่ต้องแต่งปูเส้นทางนักการเมืองให้อดีตนายทหาร
แต่งแล้วรอหย่ามันก็ได้อยู่หรอก ทว่าในระหว่างนั้นก็ไม่รู้ว่าลูกสาวต้องเจอกับอะไร แล้วเขาจะใช้ตำแหน่งของตัวเองทำเรื่องไม่สมควรหรือไม่ นี่คงจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่สิบเพชรพรรณรายณ์ตัดสินใจเข้ากรุงเทพครั้งนี้ด้วย
แต่ได้ความมาว่ายังไงเราก็ต้องยอมรับชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นอยู่ดี
“คุยอะไรกันอยู่อะ สองแม่ลูกคู่นี้”
“สองแม่ลูกที่ไหน สามคนแม่ลูกต่างหาก มาให้แม่กอดหน่อยจอมแสบอันดับหนึ่ง กว่าจะตื่นได้นะ”
เมื่อเช้าเลยกลายเป็นว่าพวกเราสามแม่ลูกกอดกันเติมความรักเสร็จจึงได้ใส่บาตรพระร่วมกันในหลายรอบปี ก่อนมารดาจะแยกตัวออกไปทำงานต่อที่ร้านอาหารแล้วปล่อยณีนรินทร์กับน้องสาวได้ทำธุระส่วนตัวหรืองานของตัวเองไป
ตอนนี้เลยเป็นเวลาบ่ายคล้อยที่คุณครูนั่งตรวจการบ้านของเด็ก ๆ เสร็จแล้วตั้งใจว่าจะชวนน้องสาวไปหาอะไรทาน หรือไม่ก็ทำมื้อเย็นง่าย ๆ รอมารดากลับเข้าบ้านมา
“หนูณี! ทำงานเสร็จยังอะ”
“เสร็จแล้ว ๆ ไปตลาดกันไหม”
“ใครบอกว่าจะไปตลาด เย็นนี้แม่บัวบ่นว่าอยากกินแกงปลาช่อน”
“แกงปลาช่อน...”
“ใช่ เจ้าของร้านอาหารหรูไม่ได้กินนานแล้วมั้ง หนูนาเตรียมของเสร็จแล้ว ไปกัน ๆ”
ถึงจะยังไม่เข้าใจ ทว่าก็รีบวิ่งเข้าห้องนอนส่วนตัวไปเปลี่ยนชุดแล้วเดินลัดเลาะทุ่งนาตามผู้เป็นน้องสาวไป ก่อนจะระบายยิ้มออกมายามคิดว่าเธอเองก็ไม่ได้ตามเฮียปราบกับหนูนามาทำอะไรแบบนี้นานมากแล้วเช่นกัน เรียวขาเล็กเลยสับเดินให้ทันณีนราเพื่อจะนำหมวกสานบนศีรษะตัวเองเปลี่ยนไปใส่ให้อีกฝ่าย
“งงอะไร แดดยังร้อนอยู่เลย”
“แต่หนูณีจะร้อนเอานะ”
“ไม่เป็นไร แดดแค่นี้เอง หนูนาใส่ไปเถอะ”
“เอางั้นเหรอ”
“จ้ะ”
ผู้เป็นน้องสาวลอบยิ้มออกมา อีกทั้งตั้งแต่เกิดก็ไม่เคยจะคิดน้อยใจในความต่างของตนเองกับพี่สาวที่หลายคนเอาไปพูดนินทาเลย เพราะเธอรักณีนรินทร์และอีกฝ่ายเองก็รักเธอขนาดนี้
จะผิดใจกันเพราะคำพูดของคนอื่นที่ไม่รู้จริงได้ยังไง ก่อนจะต้องตะโกนลั่นทุ่งเมื่อเห็นว่าเป็นพี่ชายคนสนิทซึ่งมาหาปลาเพื่อนำไปฝากวางขายทุกเช้าในตลาด
“พี่เอก!”
“หนูนา...” ชายหนุ่มที่จับปลาด้วยมือเปล่าอยู่ตกใจเล็กน้อย ตอนหันไปตามเสียงแล้วไม่ได้พบเพียงหญิงสาวที่เจอกันอยู่บ่อยครั้งยามออกมาจับปลา
แต่วันนี้ยังพบพี่สาวของเจ้าตัวแสบอีกด้วย นับเป็นโชคดีหรือเปล่านะ
“ไง มาจับก่อนอีกแล้วนะ เหลือให้น้องเอาไปทำแกงปะเนี่ย”
“อ่า พี่ได้เท่าที่อยากได้แล้วครับ ว่าจะขึ้นแล้วล่ะ”
“สระพี่เอกปลาเยอะอะ หนูนาของสักห้าตัวเอาไปทำแกงให้แม่ได้ไหม”
“หนูนา” ผู้เป็นพี่สาวรีบสะกิดน้องทันที เนื่องจากพอได้ยินเรื่องราวชีวิตของเอกราชมาบ้าง คนขยันเช่นนี้เราไม่ควรจะไปเอาเปรียบความใจดีของเขา ต่อให้จะยังงงอยู่ว่าณีนราไปรู้จักกับช่างตรงหน้าได้ยังไง
“ได้ครับ จะให้พี่แบ่งให้หรือเราจะลงมาจับเอง”
“หนูนาลงเอง! ฝากคุณครูด้วยนะ ว่าแต่รู้จักกันยังอะ แต่คุณครูเคยไปที่อู่ป๋าเรืองแล้ว คงจะรู้จักกันแล้วเนาะ”
เอกราชพยักใบหน้าพร้อมกับยิ้มให้ฝาแฝดคนน้อง ส่วนคนพี่นั้นเรียกได้ว่าหันมาทำใบหน้าลำบากใจให้เขาแทน ทั้งที่ก็แค่ปลาในสระของยายที่เขาซื้อมาเลี้ยงเอาไว้ขายเพื่อประทังชีวิต คุณครูจะเกรงใจอะไรขนาดนั้นก็ไม่รู้
“ขอโทษด้วยนะคะ ปลาห้าตัว คุณเอกคิดเป็นเงินเท่าไหร่คะ เดี๋ยวนรินทร์จ่ายให้”
“ไม่เอาครับ แค่ปลาไม่กี่ตัวแบ่ง ๆ กันได้”
“แต่ว่า…”
“คิดซะว่าตอบแทนเรื่องมื้อเช้าแทบจะทุกมื้อจากคุณครูก็ได้ครับ”
ก็พยายามจะหักห้ามใจของตัวเองไม่ให้พาตนเองไปใกล้อีกฝ่ายแล้ว ทว่าร่างกายมันก็ไม่ฟังคำสั่งของสมองเลย ทั้งที่ทำงานเหนื่อยมาทุกวี่ทุกวันก็ยังดึงดันพาตัวเองออกไปวิ่งเพื่อจะได้เจอคนที่ต้องตื่นเช้าไปโรงเรียนทุกวันเช่นกัน
คุณครูซื้อมื้อเช้าหรือไม่ก็นำมันมาจากบ้านแบ่งปันให้เอกราชตลอด อย่างไรแค่ปลาไม่กี่ตัวเขาจะให้ไม่ได้
“แต่นรินทร์เต็มใจให้นะคะ”
“พี่ก็เต็มใจจะให้เหมือนกันครับ”
หมวกบังแดดใบเก่าถูกยกไปสวมใส่ให้หญิงสาวข้างกาย ยามพระอาทิตย์อัสดงสอดส่อจนเขากลัวว่ามันจะแย้งดวงตาสวยทำให้เธอรำคาญใจ
“พี่?”
“ครับ ก็เคยบอกไปแล้วว่าเป็นพี่คุณครูตั้งสามสี่ปี เพราะงั้นเรียกพี่เถอะครับ ไม่ต้องคุณ ๆ แล้ว”
และเขาเองก็ไม่ได้อยากจะเป็นเพื่อนเลยสักนิด
TBC.