เป็นเช้าตรู่ซึ่งได้ตื่นขึ้นมาเจอหน้าทุกคนในครอบครัวอันเป็นที่รัก ณีนรินทร์ก็คิดว่ามันคุ้มค่ามากแล้วกับช่วงเวลาที่ต้องห่างกันไปแสนไกลเพื่อทำหน้าที่ของตนเอง รวมถึงวันนี้ยังเป็นการเข้าไปปฏิบัติหน้าที่คุณครูใหม่วันแรก และดูจากสถานการณ์ก็คงจะเป็นน้องสาวกับเฮียปราบที่ดูจะตื่นเต้นเสียยิ่งว่าเธอเป็นไหน ๆ
“อันนี้มันต้องติดตรงไหนอะหนูณี ตรงนี้ปะ”
“หลีก ๆ บ่ได้เรื่องเลยหนูนา อันนั้นเขาเอาไว้ติดบ่า บ่เคยเห็นเลยติ เฮียบอกแล้วว่าตอนน้อย ๆ ให้ตั้งใจเรียนแน บ่แม่นไปกินละหลับในห้อง เรียนได้ทีโหล่ตลอด กูภูมิใจในโตมึงคัก ๆ พ่อกับแม่คือจั่งบ่มีไผโง่” (หลีกไป ไม่ได้เรื่องเลยหนูนา อันนั้นเขาเอาไว้ติดที่บ่า ไม่เคยเห็นเลยเหรอ เฮียบอกแล้วว่าตอนเด็ก ๆ ให้ตั้งใจเรียนหน่อย ไม่ใช่ไปกินแล้วหลับในห้อง เรียนได้ที่โหล่ตลอด กูภูมิใจในตัวมึงมาก ๆ พ่อกับแม่ก็ไม่ได้มีใครโง่สักคนนะ)
“โอ้ย เฮียปราบ ถ้าจะด่ากันขนาดนี้ก็เอาไม้เรียวมาฟาดเลยให้มันจบ ๆ”
“ได้ติ ซั่นถ่าก่อน” (ได้เหรอ งั้นรอก่อน)
“หนูนาล้อเล่นไหม คนเรียนได้ที่โหล่คนนี้เป็นของทุกคนน้า”
“เฮียละเมื่อยใจนำมึงเด้หนูนา เป็นใด๋ครับเสี่ย มื้อนี้ได้เห็นลูกสาวผู้ใหญ่ใส่ชุดข้าราชการเต็มยศกลับมาอยู่บ้านแล้ว คักบ่” (เฮียละเหนื่อยใจกับมึงมากหนูนา เป็นไงครับเสี่ย วันนี้ได้เห็นลูกสาวคนโตใส่ชุดข้าราชการเต็มยศกลับมาอยู่บ้านแล้ว ดีไหม)
“อือ”
จบมื้อเช้าที่วันนี้ทุกคนเลือกทำตัวกันให้ว่างก็วาดยิ้มออกมากับภาพตรงหน้า เนื่องจากเมื่อคืนนั้นต้องวุ่นวายกับปราบและหนูนาที่แบ่งเสื้อกับกระโปรงของคุณครูเอาไปช่วยกันรีดเพื่อให้นำมาสวมใส่ก่อนไปทำงาน
และใช่ เสื้อที่เฮียปราบรีดไหม้ตรงแขน ส่วนกระโปรงที่น้องสาวบรรจงรีดก็เรียบหลังยับหน้า จนคนที่เจ้าระเบียบเรื่องพวกนี้อย่างซ้อเล็กแทบจะกรีดร้องออกมาตอนเห็น
ต้องเปลี่ยนมาทำเองให้ไม่พอ หากณีนรินทร์ไม่มีชุดสีกากีสํารอง เช้านี้ก็คงไม่รู้ว่าต้องไปทำงานยังไง เฮียปราบที่ทำชุดเธอไหม้จึงโดนภรรยาบิดหูแทบขาด ร้องโวยวายไปสามบ้านแปดบ้าน ส่วนน้องสาวฝาแฝดก็รีบเข้ามากอดอ้อมกันเพื่อหลีกหนีความผิด
“อันนี้เป็นป้ายชื่อหนูณีจ้ะ เสี่ยกับแม่บัวอยากติดให้ไหมจ๊ะ”
สิบเพชรพรรณรายณ์กับบัวหอมใบหน้าเปี่ยมสุข ไม่คิดว่าเด็กน้อยในวันนั้นจะเติบโตขึ้นมาจนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเพื่อมอบความรู้ รวมถึงสั่งสอนเยาวชนโดยวันข้างหน้าจะได้กลายเป็นยอดใบที่เติบใหญ่ไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน
นั่นทำเอาคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่ติดป้ายชื่อพร้อมกับนามสกุลให้ลูกสาวคนโตนั้นยิ้มกว้างออกมามากกว่าเดิม และไม่ลืมที่จะโอบกอดลูกสาวคนเล็กที่เห็นแบบนี้เจ้าตัวก็จบคณะบริหารธุรกิจมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 จำได้ว่าคนที่ร้องไห้ก่อนใครก็เป็นชายปากดีอย่างปราบ
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านเราอีกครั้ง ขอให้แสงสว่างของป๊ากับแม่สาดส่องทั่วยอดต้นอ่อน นำทางให้พวกเขาเติบใหญ่เป็นคนเก่งที่ดีในภายภาคหน้า”
“จ้ะ หนูจะให้ทุกย่างที่มีแก่พวกเขา ในแบบที่เสี่ยกับแม่บัวภูมิใจแน่นอน”
ณีนรินทร์ทราบดีว่าถึงแม้ตัวเองจะได้กลับมาสอนโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐธรรมดา ๆ ในตัวอำเภอด้วยความสามารถ ทว่าจากนามสกุลกับรถยนต์ของบิดาที่ร่วมกันนั่งมาส่งเมื่อเช้านั้นก็ไม่พ้นต้องกลายเป็นหัวข้อของวงสนทนาเหล่าบรรดาคุณครูที่อยู่มานานแล้ว
ยิ่งเห็นผู้อำนวยการโรงเรียนให้ความสำคัญหญิงสาวเกินหน้าเกินตาคนอื่น ทั้งที่ก่อนย้ายมาก็บอกกับท่านไปแล้วแท้ ๆ เพียงแต่คุณงามความดีของครอบครัวก็ไม่อาจจะทำให้ท่านนิ่งเฉยในการต้อนรับเธอได้ เพราะเงินบริจาคส่วนใหญ่ก็มาจากครอบครัวของเธอทั้งนั้น
นั่นทำเอาคนที่เพิ่งเลิกจากงานช่วงเย็นต้องมาคิดใหม่ว่าไม่ควรขับรถหรูของตนเองไปทำงาน และไม่ควรจะให้คนที่บ้านไปส่งบ่อย ๆ แน่นอนว่าณีนรินทร์ไม่ได้กลัวที่จะมีปัญหากับใคร เพียงแต่ไม่ต้องการให้เรื่องหยุมหยิมพวกนี้มากระทบการเรียนการสอนของตัวเอง เนื่องจากเป้าหมายสำคัญของเธอคือเด็ก ๆ มาตั้งแต่สอบเข้าเรียนคณะนี้แล้ว
จักรยานสีหวานซึ่งไม่ได้ใช้การนานแล้วจึงถูกปั่นขับเคลื่อนออกมาจากบ้านทรงไทยหลังใหญ่ในตอนที่ทุกคนยังไม่กลับมาจากทำงานที่ตัวเองรัก
คงเป็นเพราะอยู่ในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ คนที่นั่งเตรียมทุกอย่างเอาไว้หมดแล้วจึงว่างหากจะต้องทดลองปั่นเจ้าสองล้อลงไปในทุ่งนาที่ไกลสุดลูกหูลูกตารับลมเย็น ๆ ที่ไม่ได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้มานานมากแล้ว
“สุดยอดไปเลย”
คุณครูที่ทดสอบยานพาหนะว่ามันยังใช้การได้เป็นอย่างดีเลือกที่จะหยุด และจอดมันเอาไว้ข้าง ๆ ริมคลอง ซึ่งกำลังสะท้อนภาพตะวันจะตกดินอยู่ร่ำไร
เรียกได้ว่ามันเป็นที่ทำมาหากินเขาชาวบ้านรวมไปถึงให้การเกษตร ที่ทางรัฐนั้นเข้ามาจัดทำให้ ก่อนคนสวยที่กำลังจะเลือกย่อตัวลงไปเอื้อมเก็บบัวดอกงามนั้นจะตกใจกับสิ่งที่โผล่ขึ้นมาตรงหน้าจนผงะจ้ำเบ้าไปด้านหลัง
“เฮ้ย! เป็นอะไรหรือเปล่าครับ!”
คนเองหรอกหรือ
ณีนรินทร์ก็ผวาแทบแย่ แล้วเขาลงไปทำอะไรในน้ำ อีกทั้งยังจู่ ๆ ก็โล่งขึ้นมาแบบนั้น เป็นใครเห็นจะไม่ตื่นตระหนกบ้าง ตอนนี้เลยกลายเป็นว่ารองเท้ากับเสื้อผ้าและมือขาวนั้นเปรอะเปื้อนดินโคลนไปเสียหมด
“มะ...ไม่เป็นอะไรค่ะ ว่าแต่ อ้าว คุณคนวันนั้นนี่นา ใช่ที่อู่ป๋าเรืองไหมคะ”
บุคคลตรงหน้าอยากจะเลี่ยงสบตาหญิงสาวจะแย่ ทว่าก็โผล่จากน้ำขึ้นมาต่อหน้าเธอเองแท้ ๆ รวมถึงยังทำอีกฝ่ายตกใจจนล้มอีก จะให้ดำน้ำคลองหนีกลับไปนาตัวเองก็กระไรอยู่
“อ่า ใช่ครับ แล้วก็ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ๆ เรื่องเล็ก คุณเองก็ไม่ทราบว่าจะมีคนอยู่ตรงนี้ ว่าแต่ลงไปทำอะไรในนั้นเหรอคะ”
“น้าใจแกอยากได้ไหลบัวผมเลยลงมาเอาไปให้แกครับ”
ภรรยาผู้มีพระคุณของเขานั่นแหละ ทุกคนที่ค่ายมวยใจดีกับเอกราชกันหมด คงจะยกเว้นแค่ผู้เป็นลูกชายและพรรคพวกเจ้าตัวที่ไม่ชอบหน้าเขา ทว่าเขาที่เกิดมาแทบจะไม่มีใครเลยก็เข้าใจได้
บางครั้งผู้ใหญ่อาจจะทำไปเพราะสงสาร แต่กันมันเป็นลูกชายคนเดียวมาตลอด หากจะไม่พอใจเขาที่เหมือนเข้าไปแย่งความรักของคนในบ้านก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ
คนที่ชายหนุ่มกล่าวออกมาเป็นใครเธอเองก็ไม่ทราบ แต่ปากก็ไปไวเกินกว่าจะไตร่ตรองเสียแล้ว
“แผลหายแล้วเหรอคะ ถึงลงไปแบบนั้น” น้ำมันไม่ได้สะอาดอะไรเลยด้วยซ้ำ ข้อนี้เขาเองก็น่าจะรู้ดี หากติดเชื้อโรคขึ้นมามันจะไม่แย่กันไปใหญ่หรือ
“ไม่เป็นไรครับ ๆ ผมชินแล้ว อีกอย่างก็มาจับปลาบ่อย ๆ ว่าแต่คุณลงมาตรงนี้... อยากได้ดอกบัวเหรอครับ”
“ค่ะ นรินทร์เห็นว่ามันสวยดี อีกอย่างแม่ชอบเอาไปไว้ไหว้พระน่ะค่ะ”
“ซ้อใหญ่น่ะเหรอครับ”
“คุณรู้จักด้วยเหรอคะ”
“มีใครที่นี่ไม่รู้จักบ้างครับ” ชายหนุ่มระบายยิ้มให้คนตรงหน้า ก่อนจะขยับตัวว่ายไปเด็ดเอาดอกบัวจำนวนหนึ่งแล้วเอื้อมไปให้หญิงสาวที่มองกันอยู่ด้วยความไม่เข้าใจ
“ให้นรินทร์เหรอคะ?”
“ครับ ขอโทษที่ผมทำให้ตกใจนะ รีบกลับขึ้นบ้านไปเถอะครับ เดี๋ยวจะมืดค่ำซะก่อน มันอันตรายครับ”
ณีนรินทร์ยื่นมือออกไปรับเอาดอกบัวกับชายตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย อย่างไรถึงรู้สึกคุ้นเคยกับเขามาก่อน
“คุณจะไม่บอกชื่อตัวเองหน่อยเหรอคะ เราเจอกันสองครั้งแล้วนะ”
“อ่า เอกครับ ผมชื่อเอกราช”
TBC.
เอ็นดู