ตุลย์กึ่งเดินกึ่งลากนาวออกมาจนถึงระเบียงกว้างของห้องจัดเลี้ยง พื้นที่แถวนี้เงียบสงัดและไร้ผู้คน มีเพียงแสงไฟสลัวที่ทำให้บรรยากาศดูอึดอัดขึ้นถนัดตา
ตุลย์สะบัดมือออกจากเอวบาง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับนาวที่ยังคงยืนนิ่ง ใบหน้าสวยเรียบเฉยทว่าแววตากลับสั่นระริกจนคนมองรู้สึกหงุดหงิดในอกอย่างบอกไม่ถูก
“ทีกับฉันปากเก่งนัก แล้วเมื่อกี้ปล่อยให้พวกนั้นรุมทึ้งอยู่ได้ยังไงวะนาว!” ตุลย์ตวาดเสียงต่ำ เขาถอดหัวโขนความเป็นประธานกับเลขาทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเป็นเพื่อนและความโกรธที่เห็นเธอถูกรังแกจนเขาแทบจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
“ฉันไม่ได้ปล่อย! ฉันแค่ไม่อยากลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับคนพวกนั้นให้เสียงานของแก!” นาวเชิดหน้าตอบทว่าเสียงกลับสั่นเครืออย่างห้ามไม่ได้ ปลายนิ้วที่กำกระเป๋าคลัทช์จนขาวซีดกลับประจานความรู้สึกที่แท้จริงของเธอ
“นาวคนเดิมที่ฉันเคยรู้จักหายไปไหน คนที่ไม่ยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ คนที่แข็งแกร่ง แม้ว่าจะเจอกับปัญหาอะไร คนๆนั้นหายไปไหนนาว!” ตุลย์ก้าวเข้าไปประชิดตัวจนแผ่นหลังบางติดของนาวติดกับผนังเย็นเฉียบ เขาใช้แขนแกร่งค้ำยันกักเธอไว้ในวงแขน กลิ่นอายความโกรธปนเปไปกับความห่วงที่แผ่ซ่านจนน่าขนลุก
“ทำไม! แกสงสาร สมเพช หรือว่า ‘เป็นห่วง’ ฉันกันแน่?”
“ฉันไม่ได้สงสาร! แต่ฉัน ‘เกลียด’ เวลาเห็นแกทำหน้าเหมือนหมาจนตรอกแบบเมื่อกี้!” เขาคำรามรอดไรฟัน พยายามสะกดคำว่าห่วงไว้สุดชีวิต ทั้งที่ในใจมันสั่นระรัวจนแทบจะระเบิด สายตาเลื่อนลงมาจดจ้องที่ริมฝีปากอวบอิ่มที่เผยอออกเล็กน้อย “และถ้าอยากให้ฉันหยุดปากร้าย ก็เลิกทำตัวให้น่าเป็นห่วงซะที!”
ตุลย์โน้มใบหน้าลงไปจนลมหายใจอุ่นร้อนพ่นรดผิวเนียน แววตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่เริ่มฉายแววกลับมาท้าทายเขาอีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงท่าเยอะปิดบังความรู้สึกตัวเองด้วยกำแพงความร้ายกาจ
“จำใส่หัวไว้นาว ต่อให้พ่อแกจะไม่ต้องการแก หรือยัยเด็กริชษานั่นจะอยากแย่งทุกอย่างไปจากแกแค่ไหน แต่ตราบใดที่ฉันยังยืนอยู่ข้างแก ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ทำให้แกเสียหน้า หรือเสียใจได้!”
ตุลย์กระชับวงแขนให้แคบลงจนบรรยากาศรอบตัวอึดอัดไปด้วยแรงอารมณ์ ทว่าแทนที่นาวจะสยบยอม เธอกลับขยับตัวเข้าหาอย่างท้าทาย จนหน้าอกอิ่มเบียดชิดกับแผงอกแกร่งภายใต้เสื้อสูทราคาแพง นาวช้อนตาขึ้นมองสบกับดวงตาคมกริบที่วาวโรจน์อยู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว
“แล้วทำไมแกต้องโมโหขนาดนี้ตุลย์ เพราะอะไร? บอกฉันสิว่าแกเดือดร้อนแทนฉันทำไมในเมื่อเราเป็นแค่เพื่อนกัน หรือถ้าในสถานะตอนนี้ ก็เป็นแค่เจ้านายกับลูกน้อง” นาวเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยคำที่ทำให้ตุลย์ถึงกับไปไม่เป็น “แกคิดอะไรกับฉัน!”
นาวจี้คำถามแทงใจดำหวังจะพังกำแพงน้ำแข็งนั่นลง ทว่าตุลย์กลับชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่แววตาของเขาจะกลับมาเย็นชาและแข็งกระด้างยิ่งกว่าเดิม เขาแค่นยิ้มหยันที่มุมปาก เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกข้างใน แววตาที่เคยมองด้วยความอาทรเปลี่ยนเป็นดูแคลนอย่างจงใจ
“อย่าสำคัญตัวผิดนาว ฉันแค่ไม่อยากได้คนที่ดูไม่ได้เรื่อง มายืนอยู่ข้างกายฉัน!”
“ตุลย์! แก...”
“ทำไม? รับไม่ได้เหรอ?” เขาโน้มตัวลงมาทับถมต่อ “ถ้าอยากให้คนอื่นเขายกย่อง ก็เลิกทำตัวเป็นภาระของคนอื่นซะที!”
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังถึงจุดแตกหัก เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของประธานหอการค้า ที่เดินผ่านมาตรวจความเรียบร้อยรอบระเบียงก็ดังขึ้น ตุลย์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะยอมคลายวงแขนออก
นาวใช้จังหวะที่เขาเสียสมาธินั้นถอยห่างออกมาทันที เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามเก็บความรู้สึกน้อยใจเอาไว้ และไม่ให้น้ำตาไหลออกมาต่อหน้าคนอื่น นาวเมินหน้าหนีสายตาของตุลย์ที่แอบวูบไหวไปชั่วครู่เมื่อเห็นแววตาตัดพ้อของเธอ
เธอก้าวเท้าเร็วๆ ออกไปจากตรงนั้น จนกระทั่งชนเข้ากับร่างสูงของใครบางคนที่กำลังเดินตามหาเธออยู่พอดี
“นาว! เราตามหาอยู่ตั้งนาน เป็นอะไรหรือเปล่า” เมฆเอ่ยด้วยความเป็นห่วงพลางคว้าต้นแขนเธอไว้เบาๆ ก่อนจะเห็นแววตาที่สั่นไหว
“เมฆ อึก! ช่วยพานาวออกไปจากตรงนี้ที นาวไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”
นาวเหลือบไปมองตุลย์ที่เดินตามออกมาและหยุดยืนมองดูอยู่ห่างๆ ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก เธอจึงตัดสินใจหันไปยิ้มให้เมฆทั้งที่ดวงตายังรื้นด้วยน้ำตา
“ได้นาว ไปเถอะ” เมฆโอบไหล่นาวอย่างปกป้องแล้วพากันเดินออกจากงานไปทันที
ทิ้งให้ตุลย์ยืนกำหมัดแน่นอยู่ที่ระเบียงเพียงลำพัง เขาได้แต่จ้องมองแผ่นหลังของนาวที่หายไปกับผู้ชายคนอื่น ความรู้สึกผิดเริ่มเกาะกินใจ ทว่าทิฐิที่มีมากกว่ากลับทำให้เขาทำได้เพียงยืนนิ่ง ไม่ก้าวตามออกไป ทั้งที่ในใจแทบจะระเบิดออกด้วยความหึงหวงที่ทำตัวเองทั้งนั้น!
“แม่งเอ้ย! สุดท้ายแกก็เลือกเดินไปกับมันอีก!”