EP.1 สัมภาษณ์

1449 Words
ตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่โดดเด่นสะดุดตาเหนือใคร คือที่ตั้งของ บริษัท เลิศวิริยะ แกรนด์ แอสเสท จำกัด อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ ความยิ่งใหญ่ของมันไม่ได้ถูกวัดแค่ความสูงของตัวอาคาร แต่ถูกวัดด้วยมูลค่าโครงการนับแสนล้านที่แผ่ขยายกวาดเรียบไปทุกตารางนิ้วของทำเลทอง นับตั้งแต่ คุณเกริกพล เลิศวิริยะ ผู้เป็นบิดาประกาศวางมือ ชื่อของ ‘ตุลย์ ศิขริน เลิศวิริยะ’ ก็กลายเป็นชื่อที่ถูกจารึกลงในฐานะมังกรหนุ่มผู้กุมบังเ**ยนคนใหม่ ในแวดวงอสังหาฯ ไม่มีใครไม่รู้จักเขา เพราะไม่ว่าโครงการไหน หรือการประมูลงานจะดุเดือดเพียงใด หากชื่อของศิขริน เลิศวิริยะ ได้ลงสนามด้วยตัวเอง ผลลัพธ์เดียวที่ได้คือชัยชนะเท่านั้น ทว่าภายใต้มาดประธานหนุ่มไฟแรงที่ดูน่าเกรงขามและไร้เทียมทาน บรรยากาศภายในห้องทำงานชั้นสูงสุดในเช้าวันนี้กลับเต็มไปด้วยความมาคุจนน่าขนลุก ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทตัดเย็บประณีต นั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้เนื้อดีราคาสูงลิ่ว ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจดจ่ออยู่กับกองเอกสารและตัวเลขมหาศาลตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา เขาเลือกที่จะใช้งานเป็นเกราะป้องกันความวุ่นวายใจที่เกิดขึ้นจากคฤหาสน์เลิศวิริยะ ทั้งเรื่องน้องสาวตัวดีที่หนีไปมีสัมพันธ์กับเพื่อนรัก และความเจ้ากี้เจ้าการของผู้ใหญ่ที่ดูจะเห็นดีเห็นงามไปเสียหมด ทว่าคนมาดนิ่งอย่างเขาไม่มีวันแสดงออกมาเป็นคำพูด แต่กลับแสดงมันผ่านการหมกมุ่นกับงานจนแทบไม่ได้หยุดพัก เพื่อสงบอารมณ์ที่ยังกรุ่นอยู่ในอก ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างนึกรำคาญใจ วันนี้คือวันที่นัดสัมภาษณ์ ‘เลขาส่วนตัว’ คนใหม่ หลังจากที่คนเก่าลาออกไปเพราะทนรับมือกับระเบียบวินัยที่เป๊ะทุกกระเบียดนิ้วของเขาไม่ไหว “เชิญ” น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจเอ่ยอนุญาตสั้นๆ โดยที่เจ้าของห้องยังคงจรดปลายปากกาลงบนเอกสารสำคัญ ไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่กำลังจะเข้ามาสัมภาษณ์เลยแม้แต่น้อย เขารู้เพียงว่า เลขาฯ คนใหม่ที่จะมารับตำแหน่งนี้ ต้องรองรับอารมณ์และตารางชีวิตที่แสนตึงเครียดของเขาให้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทว่าวินาทีที่บานประตูบานใหญ่เปิดออก กลิ่นน้ำหอมยี่ห้อคุ้นเคยที่แฝงไปด้วยความเย้ายวนกลับลอยเข้ามากระทบประสาทสัมผัสอย่างจัง จนปลายปากกาในมือของประธานหนุ่มชะงักค้างกลางอากาศ และในที่สุดเขาก็ต้องเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารสำคัญ ร่างระหงของหญิงสาวคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องทำงาน ท่วงท่าการเดินของเธอสง่างาม ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความมั่นใจและเร่าร้อนเกินกว่าจะเป็นผู้สมัครงานทั่วไป ‘นาว นลินนิภา ธีรเมธากุล’ ในลุคสาวทำงานที่ตุลย์ไม่เคยเห็นมาก่อนยืนนิ่งอยู่กลางห้อง แสงไฟจากโคมระย้ากระทบเข้ากับเรือนผมสีดำเข้มที่ถูกมัดรวบขึ้น ขับให้ใบหน้าสวยเฉี่ยวของเธอดูโดดเด่นสะกดทุกสายตา เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาคลุมทับด้วยบอดี้สูทสีขาวอีกชั้น ซึ่งเผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะส่วนหน้าอกหน้าใจที่ดูอวบอิ่มจนเนื้อผ้าของเสื้อเชิ้ตดูเหมือนจะรับน้ำหนักแทบไม่ไหว ส่วนท่อนล่างเป็นกระโปรงทรงสอบสีดำรัดรูปที่เน้นสะโพกผายและเรียวขาเพรียวยาวที่โผล่พ้นชายกระโปรงออกมาได้อย่างเย้ายวนใจ ชุดที่ดูสุภาพแต่กลับแแฝงไว้ด้วยความเซ็กซี่ขยี้ใจประธานหนุ่มสุดเนี๊ยบอย่างตุลย์ ทำให้เขาถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่กำลังมองมาด้วยแววตามั่นใจ “นาว...มาทำอะไรที่นี่” น้ำเสียงของตุลย์พร่าเล็กน้อย ก่อนจะถูกบังคับให้กลับมาแข็งกระด้างในวินาทีต่อมา เขาคาดไม่ถึงเลยว่า ผู้หญิงที่มีผลต่อหัวใจของเขามาตลอด จะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ในชุดที่เรียกได้ว่า ‘น้อยแต่มาก’ และอันตรายที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น “มาสัมภาษณ์งานค่ะ ท่านประธาน” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นราบเรียบ ทว่าจริงจังและเต็มไปด้วยความมั่นใจ นาวก้าวเข้าไปช้าๆ อย่างสง่าผ่าเผย ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงานกว้างในระยะที่เหมาะสม ไม่ใกล้จนเกินงาม แต่ก็ไม่ไกลพอจะให้เขามองข้ามความกดดันที่เธอจงใจพกมาด้วย ใบหน้าสวยเฉี่ยวเชิดขึ้นเล็กน้อย พลางพยักพเยิดไปทางแฟ้มเอกสารปกสีน้ำเงินเข้มที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะ แฟ้มเจ้าปัญหาที่ฝ่ายบุคคลนำมาวางไว้ให้ตั้งแต่เช้าตรู่ ทว่าตุลย์กลับมัวแต่จมอยู่กับกองงาน จนไม่มีเวลาแม้แต่จะเปิดผ่านตา ว่าใครคือคนที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามารอบสุดท้ายในวันนี้ “เห็นคุณอานวลบอกว่า ท่านประธานกำลังหาเลขาคนใหม่ ดิฉันว่างอยู่พอดี ก็เลยลองมาสมัครดูค่ะ” นาวเอ่ยออกมาด้วยถ้อยคำที่สุภาพและเป็นทางการอย่างถึงที่สุด แม้แต่สรรพนามที่เคยใช้เรียกกันอย่างสนิทสนมก็ถูกเปลี่ยนไปตามกาลเทศะ เธอวางตัวได้ไร้ที่ติในฐานะผู้มาสมัครงาน ที่ให้เกียรติเจ้าของบริษัท สายตาที่มองสบกับตุลย์นั้นนิ่งสงบ ไม่ได้มีความล้อเล่นหรืออารมณ์ส่วนตัวปนเปอยู่แม้แต่น้อย ตุลย์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเพื่อนสนิท เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพงพลางประสานมือไว้บนตัก แววตาคมกริบจ้องมองร่างสูงโปร่งตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ “ว่างอยู่พอดี?” เขาทวนคำพลางแค่นยิ้มที่มุมปาก “ระดับคุณนาว ดีกรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากอังกฤษ แถมเป็นถึงลูกสาวเจ้าของบริษัทใหญ่โต แต่เลือกจะเดินเข้ามาสมัครตำแหน่งเลขาฯ ที่บริษัทผมเนี่ยนะ ไม่คิดว่ามัน ‘เสียของ’ ไปหน่อยหรือไง” เขารู้ดีว่าความสามารถระดับนาวสามารถนั่งตำแหน่งบริหารในบริษัทของบิดาเธอได้สบายๆ การที่เธอลดตัวลงมาสมัครงานในตำแหน่งที่ต้องคอยรับใช้เขาแบบนี้ มันจึงเป็นเรื่องที่ชวนให้เขาตั้งข้อสังเกต และความเงียบที่กินเวลานานเกินไปของตุลย์ ทำให้บรรยากาศในห้องทำงานเริ่มเย็นเยียบขึ้นทุกที “แล้วคุณอาธนัทรู้หรือเปล่า ว่าลูกสาวคนโตของท่าน เลือกเดินเข้ามาสมัครงานในบริษัทคนอื่น แทนที่จะกลับไปบริหารอาณาจักรธีรเมธากุลของตัวเอง” ดวงตาคมกริบของตุลย์หรี่ลงมองเพื่อนสนิทตรงหน้าคล้ายจะจับผิด นาวชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาที่เคยอวดดีสั่นไหววูบเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เธอจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเฉย ทว่ากลับแฝงความเจ็บปวดเอาไว้จนปิดไม่มิด “ท่านมีลูกสาวคนเล็กที่แสนดีคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายทั้งคน ฉันมันก็แค่ส่วนเกินที่ไม่มีประโยชน์อะไร” แววตาของตุลย์สั่นไหวระริกไปวูบหนึ่งเมื่อได้ยินน้ำเสียงสั่นพร่าที่แฝงความน้อยใจนั่น แต่ปากร้ายๆ ของเขาก็ยังทำงานไวพอกัน “ประชดประชันเก่งเหมือนเดิม” ตุลย์แค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูเยือกเย็นแต่กลับสั่นประสาทคนฟังได้ดีที่สุด “ไม่มีประโยชน์งั้นเหรอ? หรือว่าจริงๆ แล้ว ที่นั่นไม่มีที่ว่างให้คน 'ดื้อรั้น' อย่างคุณยืนแล้วกันแน่” เขาเว้นจังหวะ สายตาไล่มองใบหน้าสวยที่พยายามนิ่งสนิท ถึงแม้เขาจะทราบดีว่าแม่เลี้ยงนาวร้ายกาจขนาดไหน เพราะตั้งแต่ที่เธอยังอยู่ไทย ตุลย์รู้เห็นมาตลอด แต่เขาก็เลือกจะใช้คำพูดประเหน็บแนมเธอ ให้สมกับที่เธอทิ้งเขาไปโดยไม่บอกลาสักคำ “คุณจะไม่รับถูกไหมคะ ดิฉันจะได้กลับ” นาวเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เด็ดขาด ไม่มีท่าทีอ้อนวอนหรือรอคอยการตัดสินใจจากเขาแม้แต่น้อย นาวหยั่งเชิงหมุนตัวเตรียมจะก้าวเดินออกจากห้องโดยไม่แม้แต่จะรอดูอาการของคนหลังโต๊ะทำงาน ทว่าหากเป็นประธานหนุ่มเองที่เสียอาการ “เดี๋ยว!”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD