เช้าวันถัดมา ตังค์ตังค์นั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานเหมือนเดิม แต่ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ตัวเลขบนหน้าจอที่เคยคุ้นเคยกลับไม่สามารถดึงสมาธิของเธอได้เลย ความคิดของเธอย้อนกลับไปเมื่อคืนซ้ำไปซ้ำมา โดยเฉพาะคำพูดสุดท้ายของคิรากร
“อย่าทำให้ฉันต้องเปลี่ยนกฎ”
แค่คิดถึงมัน หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ “ตั้งสติหน่อยตังค์ตังค์” เธอพึมพำกับตัวเองเบาเบาแล้วพยายามก้มหน้าทำงานต่อ แต่ปลายนิ้วกลับกดคีย์บอร์ดผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกจนต้องถอนหายใจออกมาแรงแรง
โทรศัพท์สั่นขึ้นบนโต๊ะ ข้อความจากชื่อที่เธอเพิ่งเริ่มคุ้นเคย
“เลิกงานแล้วรอฉัน”
ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีทางเลือก ตังค์ตังค์มองหน้าจออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพิมพ์ตอบ
“ค่ะ”
สั้นสั้น แต่ในใจกลับไม่สั้นเลยสักนิด เพราะเธอรู้ดีว่าวันนี้มันไม่เหมือนเมื่อคืน วันนี้ไม่ใช่แค่การแสดงต่อหน้าคนแปลกหน้า แต่มันคือการเผชิญหน้ากับ “แม่ของเขา” อีกครั้ง แบบตัวต่อตัว
ทั้งวันผ่านไปช้าอย่างทรมาน พอถึงเวลาเลิกงานจริง ๆ หัวใจของเธอกลับเต้นแรงขึ้นเรื่อยเรื่อยเหมือนกำลังจะไปสอบอะไรบางอย่างที่ไม่มีโอกาสแก้ตัว รถหรูคันเดิมจอดรออยู่หน้าตึกเหมือนเดิม คนขับเปิดประตูให้เธออย่างสุภาพ ตังค์ตังค์สูดหายใจลึกก่อนจะก้าวขึ้นไป และแน่นอน เขานั่งรออยู่แล้ว
“ช้า”
เขาพูดทันทีที่เธอปิดประตู
“เลิกงานตามเวลาค่ะ”
เธอตอบเรียบเรียบ
คิรากรมองเธอเล็กน้อยก่อนจะยกยิ้มมุมปาก
“เริ่มกล้าตอบแล้ว”
“หนูแค่พูดความจริงค่ะ”
บรรยากาศในรถเงียบลงทันที รถเคลื่อนตัวออกไปอย่างนุ่มนวล แต่ความเงียบระหว่างทั้งสองกลับไม่ได้นุ่มตาม ตังค์ตังค์นั่งตัวตรง มือวางบนตักแน่นโดยไม่รู้ตัว
“กลัว”
เขาถามขึ้นอีกครั้ง
เธอเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า
“นิดหน่อยค่ะ”
“ดี” คำตอบเดิมอีกแล้ว
“ทำไมต้องดีตลอดเลยคะ”
เธอหลุดถาม
เขาหันมามองตรงๆ
“เพราะคนที่ไม่กลัว มักพลาด”
คำตอบนั้นทำให้เธอเงียบไปทันที
ไม่นานนัก รถก็เลี้ยวเข้าไปในพื้นที่บ้านขนาดใหญ่ ประตูรั้วสูงเปิดออกอย่างเงียบกริบ สนามกว้างถูกดูแลอย่างดี บ้านหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางราวกับคฤหาสน์ ตังค์ตังค์กลืนน้ำลายเบาเบาโดยไม่รู้ตัว
“ลง”
คำสั่งสั้นสั้นดังขึ้น
เธอเปิดประตูลงจากรถ ขายาวก้าวลงบนพื้นอย่างช้า ช้า ก่อนจะเงยหน้ามองบ้านตรงหน้า ความรู้สึกกดดันแล่นขึ้นมาทันที
ยังไม่ทันได้ตั้งตัว มือของคิรากรก็มาจับข้อมือเธอแล้วดึงเข้าไปข้างใน
“เดี๋ยวค่ะ”
เธอสะดุ้งเล็กน้อยเขาไม่หยุดเดิน
“อย่าทำให้ฉันดูอ่อน”
คำพูดนั้นทำให้เธอรีบก้าวตามทันที
ภายในบ้านหรูหราและเงียบสงบเกินไป ทุกอย่างดูเป็นระเบียบจนแทบไม่มีที่ติ เสียงส้นรองเท้าของเธอกระทบพื้นดังชัดในความเงียบ
“มาแล้วเหรอ”
เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากด้านในตังค์ตังค์หยุดชะงักเล็กน้อยผู้หญิงคนนั้นนั่งอยู่บนโซฟาอย่างสง่างาม ชุดเรียบหรูแต่ดูแพงเกินคำบรรยาย สายตาคมกริบมองตรงมาที่เธอทันที
แรงกดดันหนักกว่างานเมื่อคืนหลายเท่า
“ครับ”
คิรากรตอบสั้นๆ
“พามาจริงๆ ด้วย”
น้ำเสียงนั้นฟังดูนิ่ง แต่ไม่ต้อนรับตังค์ตังค์สูดหายใจลึกก่อนจะก้าวเข้าไป
“สวัสดีค่ะ”
เธอยกมือไหว้อย่างสุภาพสายตาของอีกฝ่ายกวาดมองเธออีกครั้งตั้งแต่หัวจรดเท้า ช้า ช้า เหมือนกำลังประเมินราคา
“นั่งสิ”
คำสั่งนั้นไม่ได้อ่อนโยนตังค์ตังค์นั่งลงอย่างระมัดระวัง แต่หลังยังคงตรง
“ได้ยินว่าทำบัญชี”
“ค่ะ”
“เงินเดือนเท่าไหร่”
คำถามตรงจนเธอชะงักไปเล็กน้อยคิรากรเหลือบมองแต่ไม่พูดอะไรตังค์ตังค์เงียบไปวินาทีหนึ่งก่อนจะตอบ
“ตามโครงสร้างบริษัทค่ะ”
ผู้เป็นแม่เลิกคิ้วเล็กน้อย
“ตอบเลี่ยงเก่งดี”
“หนูแค่ตอบตามความเหมาะสมค่ะ”
ความเงียบตกลงมาอีกครั้งบรรยากาศเริ่มตึงขึ้น
“รู้ไหมว่าลูกฉันอยู่ระดับไหน”
คำถามนี้ชัดเจน
“รู้ค่ะ”
“แล้วคิดว่ายืนข้างเขาได้เหรอ"
แทงตรงไม่อ้อมค้อมตังค์ตังค์กำมือเล็กน้อยใต้ตัก แต่สีหน้ายังคงนิ่ง
“ถ้าแค่ยืน…หนูคิดว่าทำได้ค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้คิรากรหันมามองเธอทันทีส่วนผู้เป็นแม่…ยิ้มบาง
“แล้วถ้ามากกว่านั้นล่ะ”
“หนูยังไม่ได้คิดไปถึงตรงนั้นค่ะ”
ตอบตรง ตอบนิ่งไม่มีหลบไม่มีสั่นความเงียบยาวนานขึ้นอีกก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้น
“พอแล้ว”
คิรากรพูดเรียบ ๆสายตาของเขาเริ่มเย็นลง
“ผมพาเธอมาให้เห็น ไม่ใช่มาสอบ”
บรรยากาศเปลี่ยนทันทีตังค์ตังค์หันไปมองเขาเล็กน้อยผู้เป็นแม่มองลูกชายนิ่ง ๆก่อนจะยิ้มบาง
“ปกป้องเก่งดีนะ”
“ก็ของผม”
คำตอบนั้นสั้นแต่หนัก
ตังค์ตังค์รู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่ววินาที
สายตาของผู้เป็นแม่เปลี่ยนไปเล็กน้อยไม่ใช่แค่ดูถูกอีกต่อไปแต่เริ่มจริงจัง
“งั้นก็อยู่ทานข้าว”
คำพูดนั้นเหมือนคำสั่งมากกว่าคำเชิญตังค์ตังค์พยักหน้าเบาเบามื้ออาหารเงียบกว่าที่คิด เสียงช้อนกระทบจานดังชัดในบรรยากาศที่กดดัน ทุกการเคลื่อนไหวเหมือนถูกจับตามอง
“กินแบบนี้ทุกวันเหรอ”
ผู้เป็นแม่ถาม
“ไม่ค่ะ”
“งั้นก็จำไว้ซะ”
คำพูดเรียบแต่แฝงนัยตังค์ตังค์วางช้อนลงเบาเบา
“ค่ะ”
เธอไม่เถียงไม่สวนแต่ก็ไม่ยอมแพ้ในท่าที
คิรากรมองทุกอย่างเงียบๆจนกระทั่งมื้ออาหารจบลง
“ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ”
ผู้เป็นแม่พูดขึ้น มองตรงมาที่ตังค์ตังค์
“คนเดียว”
บรรยากาศนิ่งสนิทตังค์ตังค์ชะงักเล็กน้อย
แต่ยังไม่ทันตอบมือของเธอก็ถูกำจับไว้ใต้โต๊ะ
แรงบีบเบาเบาแต่ชัดเจนเธอหันไปมองคิรากรไม่มองเธอแต่พูดขึ้น
“อย่าทำให้ฉันต้องเข้าไปแทรก”
คำพูดนั้นเหมือนทั้งเตือนทั้งให้กำลังใจตังค์ตังค์สูดหายใจลึกก่อนจะพยักหน้า
“ได้ค่ะ”
เธอลุกขึ้นตามผู้เป็นแม่ไปทุกก้าวหนักขึ้น
เงียบขึ้นและอันตรายขึ้นประตูห้องปิดลงเบาเบาเหลือเพียงสองคนผู้เป็นแม่นั่งลงก่อนแล้วมองเธอนิ่งนาน
“เลิกกับลูกฉันซะ”
คำพูดแรกก็เหมือนฟ้าผ่าตังค์ตังค์ชะงัก
แต่ไม่ถอย
“หนูคิดว่าเรื่องนี้ควรให้เขาตัดสินใจค่ะ”
คำตอบนิ่งตรงไม่มีสั่นสายตาของอีกฝ่ายแคบลง
“เธอคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์?”
“หนูคิดว่าตัวเองมีหน้าที่ค่ะ”
“หน้าที่อะไร”
“ทำให้ข้อตกลงนี้มันสมบูรณ์”
คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศหยุดนิ่งผู้เป็นแม่จ้องเธอเขม็ง
“เธอรู้สินะว่ามันเป็นแค่ข้อตกลง”
“รู้ค่ะ”
“แล้วคิดว่าจะไม่หลง”
คำถามนี้…ลึกกว่าเดิมตังค์ตังค์นิ่งไปวินาทีหนึ่ง
ก่อนจะตอบ
“หนูพยายามอยู่ค่ะ”
ความเงียบตกลงมายาวหนักก่อนที่อีกฝ่ายจะยิ้มบางช้า
“งั้นก็อย่าพลาด”
คำพูดนั้นไม่ใช่คำเตือนธรรมดาแต่มันคือคำขู่
และในวินาทีนั้นเองตังค์ตังค์ก็รู้ชัดว่าเกมนี้
ไม่ได้มีแค่เธอกับคิรากร
แต่มี “แม่ของเขา”
เป็นคนคุมเกมอีกคนและอาจจะอันตรายกว่า
หลายเท่า