วสันต์เดินผ่านบอดีการ์ดของเฌอริตาลงมาถึงชั้นล่างด้วยอาการคล้ายคนวิญญาณออกจากร่าง เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยถูกใครเมินขนาดนี้
โคตรเสียเซลฟ์
ยอมรับว่าตอนที่ได้ยินประโยคสุดท้ายจากเธอทำเอาความมั่นใจในตัวเองของชายหนุ่มลดฮวบ เจ้าของส่วนสูงกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเก้าเซนติเมตรจึงเดินหัวเสียไปนั่งหน้าเคาน์เตอร์บาร์ตามเดิม
“ออนเดอะร็อกอีกไหมครับคุณเรนนี่” บาร์เทนเดอร์ชายที่เพิ่งเสิร์ฟเครื่องดื่มให้ลูกค้าคนอื่นเดินเข้ามาทักด้วยความใส่ใจ
“เอามา”
ปึก!
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เครื่องดื่มแก้วใหม่ที่เพิ่งเสิร์ฟก็ถูกรองประธานหนุ่มกระดกอึกๆ รวดเดียวหมดแก้ว ก่อนจะวางมันเสียงดัง ‘ปึก’ เรียกความสนใจจากคนที่อยู่ใกล้ๆ
“คุณเรนนี่มีเรื่องกลุ้มใจเหรอครับ?” บาร์เทนเดอร์ซึ่งปกติจะคุยกับแบบสนุกสนานเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
นี่แหละจิตแพทย์ร้านเหล้า จิตบำบัดผ่านสุนทรียศาสตร์แห่งการสนทนา
“มี...พอสมควรเลยแหละ” เขาบอกอ้อมๆ ไม่อยากลงลึกถึงรายละเอียด
ระดับเสี่ยเรนนี่ ถ้าบอกคนอื่นว่ากำลังเป็นหนี้ จะเอาหน้าไว้ตรงไหน
“เรื่องอะไรครับ งาน การเงิน หรือความรัก”
ประโยคคุ้นหูถูกถามออกมา ฟังผ่านๆ เหมือนกำลังดูดวงมากกว่าระบายความทุกข์
“ก็...ทุกเรื่อง ช่วงนี้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น”
“งั้นก็แปลว่าเป็นเรื่องเงิน”
คนถูกต้อนเข้ามุมชะงัก สุดท้ายก็พยักหน้ารับออกมาอย่างเสียไม่ได้
วสันต์ถอนหายใจอีกรอบ หยิบแก้วเครื่องดื่มยกขึ้นก็พบว่ามันไม่เหลือแล้วจึงวางลงบนจานรองแก้วตามเดิม แต่แล้วการกระทำของบาร์เทนเดอร์หนุ่มก็ทำให้เขาตกใจ วิสกี้ขวดเดิมถูกเทลงบนแก้วเก่าทั้งที่ไม่ได้สั่ง
“วันนี้ผมเลี้ยงครับ”
“...ไม่ต้อง”
ไม่ได้รังเกียจหรือตั้งแง่ แต่คนมันมีอีโก้ในใจ จะให้คนทำงานกลางคืนมาเลี้ยงตัวเองที่เป็นถึงรองประธานบริษัทซอฟต์แวร์เนี่ยนะ
“ให้ผมเลี้ยงสักครั้งเถอะครับ เพราะคุณเรนนี่มาเป็นแขกประจำของร้าน ผมเลยมีเงินไปตั้งตัวที่ต่างประเทศ”
“ต่างประเทศ?”
“ครับ ผมทำงานที่นี่ถึงสิ้นเดือนนี้ แล้วจะบินไปทำงานที่ลอนดอนกับเพื่อน”
วสันต์มองหน้าคนที่เพิ่งคุยอวดเรื่องไปทำงานต่างประเทศด้วยความภาคภูมิใจ แต่เขาจำได้ว่าผู้ชายคนนี้เพิ่งมาทำงานที่ร้านได้เพียงสองปีเท่านั้น ก่อนหน้านั้นเป็นบาร์เทนเดอร์วัยกลางคนที่ชอบหัวเราะแบบซานตาคลอส
“ที่นี่ได้เงินดี?”
“ครับ มีเงินเดือนแล้วก็ค่าคอมมิชชั่น เงินเก็บส่วนใหญ่เป็นค่าคอมมิชชั่นทั้งนั้น ยิ่งชวนลูกค้าเปิดขวดได้แพงเจ๊ริต้ายิ่งให้หนัก มีหลายคนเลยนะครับที่จะออกเพราะเพิ่งจ่ายโบนัสกันไป”
“มีโบนัสด้วย?”
“ครับ ผมทำงานสองปีมีเงินเก็บสองแสนกว่า เอาโบนัสไปซื้อตั๋วเครื่องบินแล้วยังเหลือ”
ลูกค้าหนุ่มที่นั่งฟังหูผึ่ง แต่เขากลับไม่ได้สนใจเรื่องทำพาร์ตไทม์ที่นี่ แต่กำลังสนใจเจ้าของร้านมากกว่า ได้เจ้าของร้านแปลว่าได้ทั้งร้าน จะลงแรงทำงานเก็บเงินใช้หนี้เป็นปีๆ ไปทำไม
“สนใจไหมครับ” บาร์เทนเดอร์ชายกดใบหน้าลงมาถาม เพราะเข้าใจว่าลูกค้ากิตติมศักดิ์ของตนเองกำลังสนใจทำงานหาเงินเพิ่ม
“ไม่ เอ่อ...ถ้าสนใจต้องทำยังไง”
“แหม คุณเรนนี่ไม่ต้องเขินหรอกครับ เราทำงานสุจริต งานดีเงินดีแบบนี้ก็หายาก ถ้าผมไม่รับปากเพื่อนไว้ก็ไม่อยากลาออกเหมือนกัน”
“อืม แล้วถ้าฉันอยากทำงานที่นี่ต้องทำยังไง”
“นู่นเลยครับ ไปขอใบสมัครกับแยมมี่กรอกแล้วยื่น เดี๋ยวมีคนติดต่อกลับเอง”
คนมีแผนร้ายมองตามนิ้วมือของบาร์เทนเดอร์หนุ่มที่ชี้ไปทางเคาน์เตอร์แคชเชียร์ วสันต์ส่งยิ้มกว้างออกมา แยมมี่ในจังหวะที่หันมาเห็นว่ามีคนกำลังชี้นิ้วมาที่ตนเองพร้อมถูกสองหนุ่มเพ่งเล็ง แคชเชียร์สาวก็เขินอายก้มหน้างุด
“อืมน่าสนใจ แล้วปกติเจ้าของร้านลงมาข้างล่างบ่อยหรือเปล่า”
ที่ผ่านมาวสันต์ไม่เคยเจอเธอเลย แต่ถ้าได้เป็นพนักงานของที่นี่ก็อาจจะได้เจอบ่อยขึ้น
“ไม่หรอกครับ เอาจริงไม่มีพนักงานคนไหนอยากเจอเจ๊ริต้ากันหรอก”
“ทำไม?”
“ถ้าเจ๊เรียกให้ขึ้นไปหาที่ห้อง ก็แปลว่าเตรียมตัวถูกด่าครับ”
คนเจ้าแผนการเบ้ปากพยักหน้า นั่นแปลว่าหากเขาทำงานที่นี่ก็ต้องสร้างเรื่องให้ถูกเธอเรียกไปด่าถึงจะได้เจอหน้ากัน
ยากฉิบหาย ท้าทายชีวิตอีกแล้ว
“แต่ไม่ต้องกังวลนะครับ เจ๊ไม่เคยไล่ใครออก อย่างมากก็หักเงินถ้าสร้างความเสียหาย แต่ถ้าของไม่พังไม่หายเจ๊ก็แค่เรียกไปด่า”
“อยากให้ฉันทำงานที่นี่ขนาดนั้น” เสียงทุ้มหัวเราะพลางยกเครื่องดื่มขึ้นจิบ
แม้ว่าคำพูดของพนักงานตรงหน้า จะสร้างความสบายใจได้ว่าเขาจะไม่มีวันถูกเธอไล่ออกจนกว่าจะแผนการจะสำเร็จก็ตาม แต่การทำงานสองจ๊อบทั้งอัลฟาและที่นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
“แหะ พอดีตรงที่ให้กรอกสมัครงานมีช่องให้กรอกชื่อคนแนะนำครับ ถ้าแนะนำแล้วได้งานเจ๊จะให้เงินค่าแนะนำสามพัน”
“แต่นายจะลาออกแล้วนี่ อีกอย่างฉันผสมเหล้าไม่เป็น” นี่คือความสัตย์จริง นอกจากเครื่องดื่มประจำ เขาทำเครื่องดื่มอย่างอื่นไม่เป็น
“ลาออกไปแล้วเจ๊ก็ให้ครับ บาร์เทนเดอร์คนก่อนก็แนะนำผมมาทำที่นี่ แล้วที่นี่ก็มีสูตรและวิธีการทำของทางร้านครับ ฝึกแป๊บเดียวเก่ง”
“ฉีดยากันเก่งเหลือเกินนะ”
“ถ้าคุณเรนนี่ไม่มั่นใจ ว่างๆ มาฝึกกับผมได้นะครับ เผื่อเจ๊เขาทดสอบความสามารถจะได้โชว์ได้”
“อืม ตามนั้น”
“แปลว่าคุณเรนนี่จะสมัคร?”
“เอาชื่อมาสิ ฉันจะเขียนชื่อนาย” มือหนาเท้าคางบนเคาน์เตอร์ยกยิ้มกริ่ม พลอยให้พนักงานหนุ่มรีบหยิบกระดาษจดออเดอร์ออกมาเขียนชื่อตนเองยื่นให้ วสันต์ยัดกระดาษใส่กระเป๋าเสื้อเอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้มอย่างคนมีแผนร้าย
ความจริงเขาไม่ได้คาดหวังว่าเธอจะต้องรับเข้าทำงาน แต่อย่างน้อยหากมีโอกาสได้ทำงานที่นี่ก็ย่อมมีสิทธิ์เข้าถึงตัวเฌอริตามากกว่า
“งั้นฉันขอตัวกลับก่อน พรุ่งนี้ทำงานเช้า เอาไว้จะแวะมา”
“ครับ”
บัตรเครดิตใบสุดท้ายที่ยังเหลือวงเงินถูกยื่นให้บาร์เทนเดอร์ รอจัดการค่าใช้จ่ายไม่นานก็ได้รับคืนใส่กระเป๋าสตางค์
เจ้าของส่วนสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรเดินฝ่าฝูงนักท่องราตรีออกมา กระทั่งเดินมาหยุดหน้าเคาน์เตอร์แคชเชียร์ เพลย์บอยหนุ่มตรงเข้าไปทักทายสาวน้อยน่ารักอีกครั้งด้วยรอยยิ้มหวานหยดกว่าครั้งแรกที่มาถึง
“มะ เมื่อกี้แยมมี่เห็นพี่บอยชี้มาทางนี้ด้วย”
อ้อ... บาร์เทนเดอร์คนนั้นชื่อบอย
วสันต์พยักหน้ายอมรับ แต่กลับเลือกที่จะโกหกสร้างประโยชน์ให้ตัวเอง
“แค่นั่งคุยกันว่า พนักงานในร้านคนไหนน่ารักที่สุด บอยเลยชี้มาหาแยมมี่”
“มะ แหม~”
“เรนนี่ก็คิดว่างั้น ^^”
“คุณเรนนี่อะ!” มือเล็กเกือบจะยกขึ้นมาฟาดแขนแกร่งด้วยความเขิน แต่นึกขึ้นได้ว่าเขาคือลูกค้าจึงรีบหุบมือกลับไปปิดปากบิดตัวเขินแทน
“แยมมี่หยิบใบสมัครงานให้เรนนี่ใบหนึ่งสิ”
“บะ ใบสมัครงานของที่นี่เหรอคะ คุณเรนนี่จะเอาไปให้ใครคะ?”
“เรนนี่จะสมัครเอง”
“ฮะ?”
“ไม่ดีเหรอ เราจะได้เจอกันบ่อยๆ ไง”
“คุณเรนนี่อะ!” ในที่สุดแคชเชียร์สาวก็เก็บอาการไม่ไหว ฟาดมือลงบนต้นแขนแข็งแรงของลูกค้าหนุ่มหนึ่งที รีบเปิดลิ้นชักยื่นใบสมัครให้ “ขอให้ได้งานนะคะ”
“เป็นกำลังใจให้เรนนี่ด้วยนะ ^^”