2
- ยามค่ำอันหน้าสะพรึง –
“คุณตา คุณยาย แพรวกลับมาแล้วค่ะ” แพรวที่กำลังเลิกเรียนเดินเข้ามานั่งบนโซฟา พลางเหยียดตัวยาวเงยหน้ามองฝ้าเพดานด้วยความเหนื่อยล้า
“ทำไมนั่งไม่สุภาพแบบนั้น มะ..กินผลไม้ให้สดชื่นก่อน” แพรวหยัดตัวขึ้นก่อนจะฝืนยิ้มให้ยายของเธอ
“ค่ะยาย...” เธอจิ้มแตงโมเข้าปากเคี้ยวตุ่ย ๆ ก่อนที่นัยน์ตาจะกวาดตามองไปมา ”คุณอาละคะยาย แพรวไม่เห็นอากลับมาที่บ้านเลยเป็นอาทิตย์แล้ว”
“ช่วงนี้ งานของตาเอ็ดยุ่งมาก เลยไม่ได้กลับมา”
“งั้นเหรอคะ ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวที่บ้านหลังนี้ แพรวดูแลคุณตาคุณยายเองไม่ต้องห่วงนะคะ”
“ปากหวานนะหลานคนนี้”
“งันแพรวขอขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะยาย เหนียวตัวมาก ๆ เลยค่ะ”
“จ้า”
แพรวคว้ากระเป๋าเดินขึ้นไปบน้องนอนก่อนนะทิ้งกระเป๋าไว้โต๊ะหนังสือ จากนั้นดิ่งไปทิ้งตัวลงฟูก
“สองปีมานี้ เรียกหนักจัง อาก็ไม่ค่อยกลับบ้าน ขอไปเที่ยวด้วยก็ไม่ยอมให้ไป ชิส์ คราวหน้ากลับมาต้องให้อาเอ็ดพาออกไปเที่ยวให้ได้คอยดู”
แพรวยกแขนก่ายหน้าผาก เธออยู่ที่นี่มาสองปีแล้ว การเรียนหมอในประเทศนี้นอกจากเข้ายากแล้ว ยังเรียนหนักมาก แต่เธอเป็นผู้หญิงที่สดใส และมุ่งมั่นตั้งใจในสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเสมอดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่อยยากที่แพรวจะสามารถฝ่าฝันมันมาได้ด้วยตัวคนเดียว และเธอก็ภูมิใจในตัวเองมาก ๆ ที่ เข้ามหาลัยชื่อดังด้วยความสามารถตนเอง
เช้าวันใหม่
เส้นทางของการเป็นจิตแพทย์ของแพรวนั้น เริ่มต้นด้วยการเรียนแพทย์ทั่วไปก่อน (แพทย์ศาสตร์บัณฑิต) ซึ่งตอนนี้เอง แพรวยังคงเรียนพวกพื้นฐาน กายวิภาค ฯลฯ ซึ่งเธอจำเป็นจะต้องเรียนทุกอย่างเหมือนกับที่แพทย์อื่น ๆ ได้เรียน แต่แม้จะหนักหน่วงแค่ไหน เวลาเรียนเธอก็มักจะมอบรอยยิ้มให้กับคนรอบข้างเสมอ ดังนั้นในมหาวิทยาลัยเธอค่อนข้างเป็นที่ชื่นชอบของใครหลาย ๆ คนหรือแม่แต่คนที่เธอหมั่นไส้เธอมาก่อน เมื่อได้เข้ามาพูดคุย กลับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อเธอทันที
แต่เพราะแบบนี้แหละที่ใครหลาย ๆ คนก็มักจะไม่รู้ว่าบางครั้งการเป็นคแสนดี แม่พระ ก็มักทำให้เธอมีช่วงเวลาที่เศร้าอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นวันนี้
หลังเลิกเรียนเธอรู้สึกเหนื่อยกว่าวันไหน ๆ ในเสี้ยวสมองเธอจู่ ๆ ก็นึกอยากจะออกไปเดินเตร็ดเตร่สักครั้ง เธอรู้ดีว่าอาของเธอย้ำอยู่ตลอดว่าเลิกเรียนต้องกลับบ้านทันทีห้ามแวะที่ไหน ซึ่งสองปีที่ผ่านมาเธอทำตามมาตลอด แต่เมื่ออาของเธอค่อนข้างยุ่งมาก จนแทบไม่สามารถปลีกเวลาพาเธอเที่ยวเปิดหูเปิดตาได้ เธอก็เริ่มที่จะมีความคิดจะพึ่งพาตัวเองบ้าง
แทนที่จะเรียกแท็กซี่กลับบ้าน เธอกลับบอกให้แท็กซี่ตรงดิ่งไปย่านการค้ากลางคืนแทนเพราะเธออยากสัมผัสบรรยากาศแบบนั้น
เมื่อมาถึง นัยน์ตาหวานก็ลุกโตทอแสงประกายด้วยความตื่นเต้น
“สวยจัง...” เธอเดินย่ำไปตามทางของตัวเมืองมองอาคารละแวกนั้นที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม และถูกประดับด้วยแสงไฟสีนวลตา ทำให้เธออดที่จะยกมือถือมาถ่ายไม่ได้
แต่ไม่นานนักในขณะที่เธอเดินถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ เธอได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย เสียงดังมาแต่ไกล ผู้คนที่เดินไปมาหยุดเดิน และมองไปทางเดียวกันร่วมถึงเธอด้วย
‘อัดมันให้น่วม’ เสียงของชายร่างใหญ่หน้าตาดี ตะโกนดังสนั่นก่อนที่ลูกน้องจำนวนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังจะตอบรับ
"ครับท่าน" จากนั้นลูกน้องทั้งหมดของพวกเขาก็อัดชายสูบผอมที่กำลังเอ่ยอ้อนวอนขอความเห็นใจทั้งน้ำตาแต่มันก็ไม่เป็นผล ร่างของชายคนนั้นถูกอัด เตะ ต่อย จนร่างลงไปนอนแน่นิ่งเลือดอาบไปทั่วตัว
นัยน์ตาของแพรวแสดงความหวาดกลัวออกมา แต่ที่น่าสลดยิ่งกว่า คือคนที่มองดูทุกคนไม่มีทีท่าที่จะเข้าไปช่วยเหลือ แถมยังคุยกันด้วยใบหน้าหัวเราะชอบใจ และเดินแยกย้ายราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่เพราะแบบนั้นแพรวเองก็ไม่กล้าเข้าไป เธอเองก็พอรู้ว่าประเทศนี้ตอนกลางคืนมันบ้านป่าเมืองเถื่อนขนาดไหน แต่ใครจะคิดล่ะว่ายายนการค้าที่คนเดินกันพลุ่งพล่านจะยังมีคนกล้าทำขนาดนี้ นั่นจึงเปิดประสบการณ์ให้เธอไปเลย
แพรวรีบหลุบตาที่มองเหตุการณ์นั้น พยายามเดินเลี่ยงออกไปจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้โดนลูกหลง แต่แล้ว...
“ผู้หญิงคนนั้นหยุดเดินก่อน” เสียงของชายร่างใหญ่นั้นเรียงดังกึกก้อง แต่แพรวที่ไม่ได้มองก็ยังคงเดินต่อไปเพราะไม่คิดว่าเป็นตัวเอง
“ผู้หญิงชุดมหาลัยนั่น ฉันบอกให้หยุดเดินไง” แพรวหยุดเดิน ตัวแข็งทื่อค่อย ๆ หันไปมองชายร่างโตนั่นก่อนที่จะเห็นว่าชายคนนั้นมองด้วยสายตาแข็งกร้าว พรางพ่นควันบุหรี่ออกมานั่นยิ่งทำให้เธอตื่นกลัว
แต่ไม่รู้ว่าเธอโชคดีเกินไปรึเปล่า เพราะแท็กซี่ดันจอดหน้าเธอพอดี เธอจึงรีบขึ้นไม่รู้
“ไปไหนครับ”คนขับหันมาถามเธอ
“ตรงไปค่ะ รีบออกรถเถอะค่ะ ตรงไปก่อน” เธอเกาะขอบเบาะคนขับทำหน้าตาตื่นตระหนกและนั่นก็ทำให้คนขับตกใจไปด้วย จึงรีบขับรถออกไปทันทีตามที่ร้องขอ
“คะ..ครับ” คนขับแท็กซี่ขับไปทางข้างหน้าเรื่อย ๆ ส่วนแพรวก็กำลังกุมหัวใจตัวเองที่มันเต้นแรงแทบจะหลุดออกจากอก
‘นะ...น่ากลัว ฉันจะทำยังไงดีเนี่ย ถ้าอารู้ว่าฉันมาเจอแบบนี้มีหวัง ฉันเละแน่’ ในขณะที่เธอกำลังอยู่ในภวังค์ความคิด เสียงขอคนขับแท็กซี่ก็หันมาเอื้อนเอ่ยกับเธอ
“คุณครับ...จะให้ผมไปถึงไหนครับตอนนี้จะออกจากนอกเมืองแล้วนะครับ”
“คะ...นอกเมือง จอดก่อนค่ะ พี่” แท็กซี่ได้ยินดังนั้นก็จอดข้างทางตามที่เธอบอก
แพรวที่นั่งอยู่ด้านหลังมองไปยังจอมิเตอร์พบว่าค่าโดยสารเกือบจะเป็นเงินทั้งหมดที่เธอมีอยู่ เธอจึงตัดสินใจให้แท็กซี่ขับกลับทางเดิมไปอีกเล็กน้อยและลงจอดที่ ป้ายรถเมล์แห่งหนึ่ง
เธอยืนมองซ้าย มองขวา พบว่าเส้นทางนี้แทบไม่มีรถขับผ่านเลย และตอนนี้เธอก็ยืนอยู่ป้ายรถเมล์คนเดียวด้วยความกลัว
“ฉันจะทำยังไงดี โทรหาอาดีมั้ย แต่...ถ้าอารู้ฉันต้องโดนดุแน่...แต่ถ้าฉันไม่ให้อามารับฉันอาจจะถูกจับขายก็ได้...” ในหัวเธอกำลังสับสนเพราะไม่รู้จะทำยังไง ในขณะนั้นเองที่มือถือของเธอดังขึ้น เมื่อมองก็พบว่าเป็นอาเธอโทรมา
‘อึก’ เธอกลืนน้ำลายไปหลายอึกก่อนจะตัดสินใจรับสายอาของตัวเอง
“ค่ะ...อา” น้ำเสียงของแพรวอ่อนลง
“อยู่ไหน...ทำไมไม่กลับบ้าน แม่พี่โทรมาหาบอกว่าแพรวไม่กลับบ้าน” น้ำเสียงขึงขัง ดุดันที่คนฟังพาลตื่นกลัว
“อา...อาอย่าดุแพรวนะคะ แพรวกลัวแล้ว ฮือ.....” จู่ ๆ แพรวก็ร้องไห้โหทำเอาคนปลายสายตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“แพรว...ทำไมจู่ ๆ ร้องไห้บอกมาว่าแพรวอยู่ไหนอาจะไปรับ”
“ซิก...อาคะ อามารับแพรวทีแพรวกลัว” เธอพูดพลางส่งโลเคชั่นด้วยมือที่สั่นไหว
“อยู่ตรงนั้นเดี๋ยวอาจะไปรับ ถ้าใครเดินมาคุยอย่าตามไปเด็ดขาด เด็กดื้อเอ้ย” เสียงของเอ็ดเวิร์ดแม้จะยังเข้มและก็ลดความดุลงไปบ้าง เขาเป็นห่วงหลานตัวเองมาก
ไม่นานนักแพรวที่นั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์ก็เห็นรถคันหนึ่งที่คุ้นตา เธอรีบดีดตัวยืนขึ้นก่อนที่รถคันตรงหน้าจะลดกระจกลง ‘รถของอาจริงด้วย’
“รีบขึ้นมา” เสียงของเอ็ดเวิร์ดเอ่ยขึ้นเธอจึงเดินก้มหน้าไปนั่งด้านหลังรถทันที เพราะเธอกลัวเกินกว่าจะนั่งหน้ากับอาตัวเอง