สิบแปดปี ผ่านไป
“ท่านพ่อ ข้าจับได้ปลามาตั้ง ห้าตัว วันนี้ ข้าจะทำฉู่ฉี่ปลาให้ท่านกินดีหรือไม่” เวิ่นเวิ่นหญิงสาวสวยสะพรั่ง แม้จะอยู่ในชุดเรียบแสนธรรมดาแต่ก็ไม่สามารถบดบังความงดงามของเธอได้ ผิวขาวหยก ผมดำขลับ ดวงตากลมโตทอประกาย รูปปากอวบอิ่มที่ใครเห็นก็ต้องเหลียวมอง
“เมนูพิสดารอะไรของลูกอีกแล้วรึ แต่เอาเถอะทำอะไรก็ทำมา ลูกสาวพ่อทำอะไรก็อร่อยทั้งนั้น” ผู้เป็นพ่อ ที่คุ้นชินกับเมนูอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อน ตอบกลับไปอย่างเคยชิน เพราะตั้งแต่ ลูกสาวเขาเกิดมา เธอมักจะมีหลายสิ่งที่แตกต่างไปยังคนในหมู่บ้าน และมีอะไรที่ทำให้ประหลาดใจอยู่เสมอ
“หลังทานข้าวเสร็จ มาหาพ่อที่ห้องหน่อยนะ พ่อมีเรื่องต้องคุยกับลูก” ผู้ใหญ่หวังดื่มน้ำอีกครั้งก่อนที่จะลุกขึ้นไปรอเวิ่นเวิ่นที่ห้อง ส่วนเวิ่นเวิ่นหลังจากเก็บจาน และทำความสะอาดบริเวณโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว จึงเดินตามพ่อเข้าไปที่ห้องและนั่งลงตรงหน้าพ่อของเธอ
“ท่านพ่อมีอะไรรึเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่น จ้องมองไปยังพ่อของตนด้วยความสงสัย ที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตสิบแปดปี ในหมู่บ้านชนบทแห่งนี้ ด้วยวิถีเรียบง่าย คนในหมู่บ้านเป็นมิตรไมตรี และรักเธอเป็นอย่างมาก แต่ก็มีหลายสิ่งที่เธอสงสัย และเล็งเห็นได้อย่างชัดเจนแต่ไม่พูดออกมาเช่นกัน
“เวิ่นเวิ่นลูกพ่อ ตอนนี้เจ้าอายุ สิบแปดปีบริบูรณ์แล้ว พ่อมีหลายอย่างที่ต้องพูดกับลูก” ผู้ใหญ่หวังถอนหายใจออกมาก่อนจะพูดต่อ
“พ่อรู้ว่า สิบแปดปีที่เจ้าเติบโตมา เจ้าคงรับรู้ถึงความผิดปกติในหมู่บ้านนี้ใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ ข้าสงสัยเต็มไปหมด แต่ข้าก็ไม่ได้อยากทำให้ท่านพ่อต้องลำบากใจที่จะให้อธิบายนะเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นตอบออกไปด้วยความซื่อตรง เพราะถึงแม้ว่าเธอจะอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านของเธอแห่งนี้ และดูเหมือนเธอเป็นผู้เดียวที่แตกต่างออกไปจากทุกคนอย่างชัดเจน แต่เธอก็รับรู้ได้ว่า ทุกคนในหมู่บ้านจริงใจกับเธอมากจริง ๆ
“เอาล่ะพ่อจะบอกทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านนี้ให้ลูกได้ฟัง” ผู้ใหญ่หวังหยิบตำราเล่มหนื่งและสมบัติประจำแคว้นเจ็ดออกมา แล้วกล่าวต่อ
“เมื่อ ห้าร้อยปีก่อน เกิดสงคราม มารอสูรเทพก่อกำเนิด ทำให้ทั้ง เจ็ดแคว้น ต้องร่วมมือกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ท่านราชินีแคว้นเจ็ดของพวกเราเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งที่สุด ที่จะสามารถต่อกรกับมารอสูรเทพได้ ท่านจึงอาสาออกไปต่อสู้ แต่แล้วนั้น.....” สีหน้าของผู้ใหญ่หวังมีท่าทีเคร่งขรึมออกมาจนทำให้เวิ่นเวิ่นรับรู้ได้
“แต่อะไรเจ้าคะ ท่านพ่อ” เวิ่นเวิ่นที่เห็นพ่อหยุดชะงักจึงกล่าวไป
“เดิมทีคทาศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นของท่านราชินีเรา ท่านได้ฝากไว้กับทั้ง หกแคว้นให้ใช้โจมตีมารอสูรเทพหากท่านราชินีรับมือไม่ไหว แต่แล้วทั้งหกแคว้นกลับหักหลัง โดยใช้ท่านราชินีแคว้นเจ็ดของเราเป็นเหยื่อล่อเพื่อให้ต่อสู้ออกไปทางดินแดนแคว้นเจ็ด และ ร่วมกันใช้คทาศักดิ์สิทธิ์ร่ายเวทพยัคฆ์แสงเพื่อทำลายแคว้นเจ็ดของเราไปพร้อม ๆ กับมารอสูรเทพ” ผู้ใหญ่หวังกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงคับแค้นใจยิ่งนัก ทำให้ภาพที่เกิดขึ้นในเบื้องหน้ายังคงตราตรึงอยู่ภายในใจ
“ทำไม เขาถึงทำกับแคว้นเราเช่นนี้ ท่านพ่อ” เวิ่นเวิ่นเอ่ยถาม
“เรื่องนี้พ่อมิอาจรู้ได้ พ่อเองก็เป็นแค่ ชาวบ้านในแคว้นธรรมดา” ผู้ใหญ่หวังกล่าว
“หากหกแคว้นทำลายแคว้นเราสิ้น เหตุใดหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้จึ่งรอดมาได้เจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นสงสัย เพราะหากเป็นดังที่พ่อตนเล่ามา ทั้งหกแคว้นกระทำการใหญ่ปานนี้ คงไม่พลาดที่จะกำจัดแคว้นเจ็ดให้หมดสิ้น
“เฮ้อ.....” ผู้ใหญ่หวังถอนหายใจ ก่อนจะกล่าวต่อ
“เจ้าไม่สังเกตรึ ว่าเหตุใด ถึงมีแต่เจ้าที่เติบโต มาใน สิบแปดปี ในขณะที่ ....” ยังไม่ทันที่ผู้ใหญ่หวังจะพูดจบ เวิ่นเวิ่นก็เบิกตาโพลง และ พรั่งพรูในสิ่งที่เคยนึกคิดออกมา
“จริงด้วยเจ้าค่ะ ข้าสังเกตว่า ในช่วง สิบแปดปีที่ผ่านมา ไม่มีผู้ใดกำเนิดบุตรเลย อีกอย่างทุกคนไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เดี๋ยวนะ หรือว่า...” เวิ่นเวิ่นสะดุ้งพลัน
“อย่างที่เจ้าคาดการณ์นั่นแหละ ผ่านมา ห้าร้อยปีแล้ว เหตุใด ในหมู่บ้านยังจำเหตุการณ์เหล่านั้นได้ นั่นหมายถึง ผู้คนในหมู่บ้านนี้ถูกผนึกอยู่ ห้าร้อยปีแล้วไงเล่า”
“ห้าร้อนปี ข้าเคยคิดว่าหมู่บ้านเราแปลกๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นได้ถึงขนาดนี้เจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นนิ่งไปสักพัก เมื่อพยายามรวบรวมสติ เธอจึงกุมมือผู้เป็นพ่อขึ้นมา
“ท่านพ่อเคยบอกว่า รอข้า สิบแปดปี ท่านพ่อจะมีภารกิจให้ข้า หรือว่า เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เจ้าคะ” ผู้ใหญ่หวังมองหน้าลูกสาวของตนพร้อมกับกุมมือตอบรับอย่างอ่อนโยน
“มันถึงเวลาแล้ว เวิ่นเวิ่นลูกพ่อ นี่คือสิ่งสุดท้ายที่พ่อคนนี้จะทำเพื่อแคว้นเจ็ด และปลดปล่อยพวกเขาเหล่านี้ได้เป็นอิสระเสียที”
“ข้าต้องทำอย่างไรบ้างเจ้าคะ หากข้าทำได้ข้าจะทำให้เต็มที่เจ้าค่ะ”
“พ่ออยากให้เจ้า ออกจากหมู่บ้าน ไปตามหาคทาศักดิ์สิทธิ์นั่นกลับมา ซึ่งสมบัติของแคว้นเจ็ดชิ้นนี้จะนำทางไปหา คทาศักดิ์สิทธิ์นั่นได้”
“แล้วตำรา เล่มนี้ล่ะเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นถามพร้อมหยิบมันขึ้นมา
“ตำราเคล็ดวิชาของท่านราชินี คนที่จะร่ำเรียนได้มีแต่เจ้าเท่านั้น แต่ที่พ่อไม่นำมาให้เจ้าฝึกก่อนหน้านี้เป็นเพราะเขตในหมู่บ้านถูกผนึก ซึ่งภายในนี้ไร้มวลพลัง ทำให้ไม่สามารถฝึก หรือใช้พลังใด ๆ ได้ ดังนั้นออกเดินทางเรียนรู้โลกกว้าง และหมั่นเพียรฝึกเคล็ดวิชาเหล่านี้ใช้เอาตัวรอด พร้อมกับค้นหาคทาศักดิ์กลับคืนมา”
“สมบัติแคว้นเจ็ดชิ้นนี้ ท่านพ่อเคยบอกว่ามันสำคัญ และค้ำจุนหมู่บ้านเราไว้ หากข้านำมันออกไป เกรงว่าจะส่งผลไม่ดีรึเปล่าเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นพูด
“พวกพ่อ และคนในหมู่บ้านถูกขังในนี้มาเกือบ ห้าร้อยปี เพื่อรอลูกที่เป็น เทพธิดาบุตรราชินี มาเกิด หน้าที่ของคนทั้งหมู่บ้านก็สำเร็จลุล่วงแล้ว ทุกคนกำลังรออิสระเหล่านี้อยู่ หากลูกออกเดินทาง หมู่บ้านแห่งนี้ก็จะถูกปลดปล่อย และหายไปเป็นธรรมดา”
“ข้าไม่อยากทำเช่นนี้เลยท่านพ่อ” เวิ่นเวิ่นก้มหน้าเมื่อรับรู้ความจริงในสิ่งที่จะตามมาหลังออกจากหมู่บ้าน
“ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น หากวันใดที่เจ้า ได้รับคทาศักดิ์สิทธิ์นั่นกลับคืนมา เมื่อมันอยู่กับสมบัติแคว้นเจ็ดของเรา มันจะแสดงอภินิหารเกินกว่าที่เจ้าคาดการณ์ไว้มากนัก ส่วนมันจะเกิดอะไรขึ้น ส่วนนี้พ่อไม่สามารถบอกเจ้าได้”
“ข้า.......” เวิ่นเวิ่นก้มหน้าลงสับสนภายในใจ
“พ่อเชื่อว่าเจ้าทำได้ ท่านราชินีจะคุ้มครอง ลูกเป็นคนเก่ง หาคนเทียบได้ มวลพลังที่เจ้ามียากจะหาคนทัดเทียม หากแต่ลูกค่อย ๆ ฝึกกายไม่เร่งรีบ พ่อเชื่อว่า ลูกจะเอาชนะคนทั้ง ห้าแคว้นได้อย่างง่ายดาย” ผู้ใหญ่หวังเข้าโผลกอดลูกสาว พรางลูบหัวอย่างอ่อนโยน
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อ และแคว้นเจ็ดเราผิดหวังเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่น หลั่งน้ำตาออกมาแม้เธอจะพยายามกลั้นไว้แล้ว จนผู้เป็นพ่อ ต้องเช็ดน้ำตาให้ลูกสาว อย่างไม่เคยมีมาก่อน
“เอาล่ะ กลับไปเก็บข้าวของจำเป็น พรุ่งนี้ลูกต้องออกเดินทางแล้วนะ”
“เจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นรับปาก จากนั้นจึงลุกเดินออกจากห้องไป
เช้าวันรุ่งขึ้น
ผู้คนในหมู่บ้านทยอยเดินออกมา กันอย่างหนาแน่น รวมไปถึง ผู้ใหญ่หวัง และภรรยาของเขาที่จูงมือ เวิ่นเวิ่น ลูกสาวสุดที่รักที่เลี้ยงดูมา สิบแปดปีเต็มๆ ด้วยความรักความห่วงใย
“สัมภาระที่จำเป็นลูกเตรียมหมดแล้วใช่ไหม” ผู้ใหญ่หวังกล่าว
“เรียบร้อยเจ้าค่ะ ข้าให้ท่านแม่ช่วยดูให้แล้ว” เวิ่นเวิ่นจับมือทั้งพ่อและแม่ไม่ยอมปล่อย
“สิ่งสำคัญคือ อย่าให้ใครรู้ว่าลูกมีสมบัติแคว้นเจ็ด และ อย่างใช้เคล็ดวิชามากเกิดควร หากใช้แล้ว ควรกำจัดคนนั้นทิ้งเสีย เข้าใจไหมเวิ่นเวิ่น” ผู้ใหญ่หวังย้ำเตือนเป็นครั้งสุดท้าย
“ข้าจะจดจำไว้ยิ่งชีพเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นพยักหน้า ก่อนจะหยิบสัมภาระสะพายไว้บนบ่า
“ท่านพ่อ ท่านแม่ และ ทุกคนในหมู่บ้าน จากนี้ เราคงไม่เจอกันอีกแล้วพักใหญ่ ๆ ข้าจักต้องทำให้แคว้นเจ็ดของเรากลับคืนมาเจ้าค่ะ ขอให้ทุกคนหมดห่วงได้แล้วนะเจ้าคะ จากนี้ไปของให้พวกท่านอย่าได้กังวลกับสิ่งใดอีก ขอให้พวกท่านมีความสุข และใช้อิสระเต็มที่เลยนะเจ้าคะ” เวิ่นเวิน นั่งลงคำนับให้พร้อมน้ำตาที่เอ่อล้น
“เสียงร้องระงม ด้วยความปิติ ยินดีทั้งหมู่บ้านก็กึกก้องไปทั่วทั้งพื้นที่”
“ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นหันหลังค่อยๆ เดินจากไป มุ่งหน้าไปทางออกหมู่บ้านอย่างช้า ๆ แม้จะมีเสียงตะโกนอำลาของผู้คนตามหลัง แต่เพราะเธอร้องไห้ตาแดง สะอื้นหนักทำให้ ประสาทสัมผัสจับใจความไม่ได้ ยิ่งเดินออกมาเสียงเหล่านั้นก็ค่อย ๆ เบาจนเงียบไป
เวิ่นเวิ่นฝืนหันหลังกลับไปมองด้านหลังเป็นครั้งสุดท้าย พบว่า พื้นที่ที่เคยเป็นเขตหมู่บ้านป่าไผ่นั้นหายไป พบแต่ห้วงทะเลอันกว้างใหญ่ราวกลับไม่เคยมีหมู่บ้านป่าไผ่แห่งแคว้นเจ็ดนี้มาก่อน
“ฮือออออออออออ......” เธอทรุดตัวนั่งลงร้องไห้ระงมเมื่อต้องยอมรับความจริงที่อยู่ตรงหน้าว่า พวกเขาได้จากเธอไปแล้ว นับจากนี้เธอคือบุคคลเพียงหนึ่งเดียวของแคว้นเจ็ด สตรีที่แสนโดดเดี่ยวอยู่ในยุทธภพแห่งนี้