ผู้ร่วมทุนคนใหม่
“บุษกลับมาแล้วเหรอลูก แม่กำลังจะโทรหาหนูพอดี เลยจ้ะ” คุณวิชุตาสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของครอบครัวโชติภิวรรธยิ้มให้หญิงสาวที่เพิ่งเข้ามาในห้องนั่งเล่นของครอบครัว
“ค่ะแม่ วันนี้ปิดร้านเร็วคุณแม่มีอะไรจะใช้บุษเหรอคะ”
บุษบายิ้มให้มารดาบุญธรรม หรืออีกฐานะหนึ่งนางคือแม่สามีของมัทรี พี่สาวของเธอเองที่แต่งงานเข้าเป็นสมาชิกของตระกูลนี้ มาหลายปีแล้ว และตัวคุณวิชุตาเองก็เอ็นดูน้องสาวของลูกสะใภ้มากจนขอเธอมาเป็นลูกสาวคนเล็ก โดยที่บรรดาลูกชายสามคนไม่มีใครขัดข้องออกจะเห็นดีด้วยซ้ำที่มารดาจะได้ไม่เหงามีบุษบาไว้อยู่เป็นเพื่อนอีกคน
“ไม่ได้ใช้อะไรหรอกลูก แต่มีคนที่อยากให้หนูรู้จักเป็นเพื่อนตาต้นเขาน่ะ มาขอลงทุนทำโรงพยาบาลสัตว์ของเราอีกสาขา อาจจะมีเรื่องเอกสารอะไรที่ต้องขอให้หนูช่วยหาบ้าง” นางหันไปเห็น ชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังเดินเข้ามาจึงกวักมือเรียก
“พ่อหัสมานี่ลูก น้องมาแล้วมารู้จักกันไว้เผื่อต้องประสานงานกัน”
บุษบาตัวแข็งเมื่อได้ยินชื่อนั้น เธอตกใจจนไม่กล้าหันไปมอง
คนด้านหลังเพราะเกรงว่าสิ่งที่คิดจะไม่ใช่ความจริง แต่ทว่า... วันนี้โชคชะตาไม่ได้อยู่ข้างเธอ เพราะเสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เธอรู้ว่าสิ่งที่กลัวมันใช่จริงๆ
“สวัสดีครับน้องบุษ เรียกผมว่าพี่หัสก็ได้”
เธอหันไปมองเขาให้เต็มตา เมื่อรู้สึกตัวกำลังเสียมารยาท
หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้เขาอย่างเป็นพิธีรีตอง
“สวัสดีค่ะพี่หัส”
สายตาสองคู่สบกันก่อนที่เธอจะเป็นฝ่ายหลบตาและหันไปคุยกับคุณวิชุตา
“บุษขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะคุณแม่”
หญิงสูงวัยมองหน้าลูกสาวคนโปรดอย่างพิจารณาก่อนจะ พยักหน้าเห็นด้วย
“หนูเป็นไข้รึเปล่าบุษ หรือว่าอากาศร้อนงั้นขึ้นไปพักก่อน บนห้อง อย่าเพิ่งอาบน้ำนะลูกรอสักสิบห้านาทีค่อยอาบ แล้วลงมาทีเดียวตอนมื้อเย็นเลยก็ได้ ยังไงวันนี้พี่เขาก็อยู่กินข้าวที่บ้านเรา เรื่องงานเดี๋ยวค่อยคุยกันวันหลังก็ได้จ้ะ”
บนโต๊ะอาหารเย็นนั้นประกอบไปด้วยคุณศิวะและภรรยา
ราม มัทรีกับลูกทั้งสองคนคืออวัชและวันใหม่ บุษบา ที่เพิ่มมาอีกคนคือหัสดีแขกที่คุณวิชุตาชวนให้รับประทานมื้อค่ำด้วยกัน
“เรื่องแฟรนไชส์โรงพยาบาลระบบบริหารต่างๆ หัสต้องถามต้นเขาน่ะถูกแล้ว ส่วนเอกสารขาดเหลืออะไรถามกับน้องบุษได้นะลูก” นางวิชุตาตอบคำถามของหัสดีที่ว่าเขาควรประสานงานกับใคร ในเรื่องแฟรนไชส์โรงพยาบาลสัตว์ที่เขาอยากทำเป็นธุรกิจตัวใหม่
“ต้นมันมีงานหลายที่ ผมว่าคงไม่ค่อยว่างคุยอยู่แล้ว ถ้างั้นผมขอติดต่อกับน้องบุษได้ไหมครับคุณแม่”
“ได้สิลูก น้องเองก็เคยช่วยงานเอกสารแม่อยู่หลายปี บุษหนูยังจำงานของโชติได้อยู่ไหมลูก” ตอนท้ายท่านหันมาถามบุษบาที่นั่งรับประทานอาหารเงียบๆ
"ค่ะคุณแม่ ทั้งหมดอยู่ในแฟ้มที่ห้องทำงานค่ะ” บุษบาสบตา
คุณวิชุตาและก้มหน้าก้มตาสนใจอาหารตรงหน้าต่อ
“งั้นพี่ขอเบอร์โทรน้องบุษได้ไหมครับ เราจะได้คุยงานสะดวก” หัสดีถามเธอตรงๆ
รามสังเกตเห็นอาการแปลกๆ ของน้องสาวภรรยาที่ตอนนี้พวกเขาถือว่าเธอเป็นน้องสาวด้วยจึงแทรกขึ้น
“นายติดต่อผ่านฉันก็ได้หัส บุษเขาต้องยุ่งกับงานที่ร้านดอกไม้
คงไม่ค่อยว่าง”
หัสดียิ้ม ทำเหมือนไม่รู้ว่าเพื่อนกำลังเข้ามาแทรกแซงเรื่องของเขา
“นายเองก็งานยุ่งไม่เป็นไรดีกว่า จริงๆ ฉันกับน้องบุษก็ไม่ใช่
คนแปลกหน้ากันสักหน่อย เดือนที่แล้วเรายังเจอกันที่ญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ฉันเองก็เคยพาบุษเที่ยวอยู่วันสองวันน้องเขาน่าจะจำได้”
ชายหนุ่มยิ้มเมื่อพูดจบประโยคแล้วหญิงสาวที่นั่งตรงข้ามกันก็
เงยหน้าขึ้น ถลึงตาใส่เขาโดยไม่มีคำพูดอะไร
มัทรีมองน้องสาว คนเป็นพี่เห็นท่าทีแปลกไปของน้องจึงมองอย่างสงสัย และเริ่มคิดตามคำพูดของเพื่อนสามีว่าบุษบากับหัสดี ไปเจอกันได้อย่างไรแบบไหนที่ญี่ปุ่น และทำไมบุษบาไม่เคยพูดเรื่องนี้เหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น
“ถ้าบุษไม่โอเคไม่เป็นไรนะ ยังไงนายหัสมันก็เจอพี่บ่อย ๆ
อยู่แล้ว” รามหรี่ตามองเพื่อนที่ทำอะไรแปลกไปจากเดิม
มันแปลกจริงๆ ปกตินายแพทย์หัสดีเคยหยอกใครแบบนี้เมื่อไหร่ จะว่าไปก็แปลกตั้งแต่มันเดินมาบอกเขาว่าอยากเปิดโรงพยาบาลสัตว์และมาขอแฟรนไชส์จากเขาแล้ว รามคิดในใจ
“ไม่เป็นไรค่ะพี่ต้น บุษโอเค” บุษบาไม่อยากให้ใครๆ สงสัยว่าทำไมเธอมีพิรุธ หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มาเตรียมกดสายโทรออก
“ขอเบอร์พี่หัสดีด้วยค่ะ เดี๋ยวบุษจะโชว์เบอร์ไป”
หัสดียิ้มกริ่มในที่สุดเขาก็ได้ตามที่เขาต้องการ ชายหนุ่มบอกเลขจำนวนสิบตัวให้เธอ หลังจากนั้นไม่นานเสียงเตือนสายเรียกเข้าของเขาดังขึ้นหนึ่งครั้งและเงียบไป
“เมื่อกี้บุษคิดเรื่องงานอยู่ค่ะเลยตอบช้าไปหน่อย บุษไม่มีปัญหาค่ะพี่ต้น” หญิงสาวยิ้มให้ทุกคนบนโต๊ะอาหาร รามมองหน้าภรรยาทั้งสองสบตากันและไม่พูดอะไรอีก ส่วนคุณวิชุตามองสองหนุ่มสาวอย่างเงียบๆ แต่ท่านไม่พูดอะไรเช่นกัน
ต่อมาครอบครัวของรามพากันไปเชียงใหม่โดยที่รอบนี้ชายหนุ่มเอารถไปเองเพื่อที่จะได้เดินทางกันแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบ มีแขกพิเศษที่ไปด้วยคืออนวัช อดีตพี่เขยของมัทรีผู้เป็นพ่อที่แท้จริงของเด็กชายอวัช หลานชายที่มัทรีเลี้ยงเป็นลูกมาตั้งแต่แบเบาะเพราะว่าพี่สาวเธอเสียชีวิตไปในช่วงที่อนวัชป่วยจนต้องไปรักษาตัวที่เมืองนอก อีกคนคือหัสดีที่รู้เรื่องทริปนี้จากรามจึงขอไปด้วย ส่วนบุษบาขอแยกเดินทางไปต่างหาก
“ทำไมไม่ไปด้วยกันละบุษ คิดยังไงจะนั่งรถไฟไปเมื่อยแย่กว่าจะถึงเชียงใหม่” มัทรีไม่เข้าใจน้องสาว จู่ๆ ก็บอกว่าอยากนั่งรถไฟไป
“ไม่เมื่อยหรอกค่ะพี่มาศ นี่รถอุตราวิถีเลยนะคะ รถนอน
ปรับอากาศขบวนใหม่เอี่ยมเลย”
บุษบาจองได้ตั๋วรถนอนขบวนใหม่ปรับอากาศชั้นสองเตียงล่าง
ซึ่งเธอชอบมากจากรีวิวว่าที่นอนสบาย มีม่านกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว
มีพนักงานดูแลประจำตู้ มีหน้าจอแอลซีดีแสดงค่าต่างๆ ทุกตู้ เช่นบอกว่าตอนนี้ถึงที่ไหนแล้ว ห้องน้ำว่างหรือไม่
“แล้วทำไมไม่เหมาห้องชั้นหนึ่ง ไปชั้นสองมีคนเดินผ่านไปผ่านมาจะนอนหลับไหม” พี่สาวยังห่วงต่อ
“จองไม่ทันค่ะหมดเร็ว แต่ได้ชั้นสองก็ไม่เป็นไรนะคะ บุษโอเค” หญิงสาวรูดซิปกระเป๋าแบบมีล้อลาก
“บุษฝากกระเป๋าใบใหญ่ไปกับพี่มาศนะ เดี๋ยวบุษเอาใบเล็กขึ้นรถไฟไปด้วย” ขบวนรถไฟของเธอจะออกเดินทางในตอนเย็นไปถึงเชียงใหม่เช้า ส่วนมัทรีและรามจะออกจากบ้านเช้ามืดไปถึงเชียงใหม่
ตอนบ่าย
“ไปถึงเชียงใหม่พรุ่งนี้เช้าเราจะไปอยู่ตรงไหนล่ะบุษ กว่าพี่จะ
ไปถึงก็บ่ายเลยนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ บุษหาเที่ยวก่อนได้พี่มาศไม่ต้องห่วงนะ บุษเคยไปเชียงใหม่มาตั้งหลายรอบแล้ว”
“รถไฟออกแล้วโทรหาพี่นะบุษ พอไปถึงเชียงใหม่ก็โทรหาพี่
อีกรอบด้วยห้ามลืม”
มัทรีย้ำ เพราะบุษบาอายุน้อยกว่าเธอถึงหกปีทำให้หญิงสาวห่วงน้องสาวพอๆ กับห่วงลูก ในตอนที่เธอต้องดูแลครอบครัวเต็มตัว ตอนนั้นบุษบาเพิ่งอายุสิบห้าดังนั้นมัทรีจึงเลี้ยงน้องมาไม่ต่างจาก ลูกสาวคนโต
“เอาน่ามาศ น้องโตแล้วจ้ะ” รามปรามภรรยาที่กำชับน้อง
ไม่หยุด
“ค่า บุษสัญญาว่าจะโทรหาพี่มาศตั้งแต่รถออกจากหัวลำโพง
กับโทรอีกรอบตอนไปถึงเชียงใหม่เลยค่ะ” หญิงสาวหัวเราะรู้ว่าพี่สาวห่วงจึงไม่ได้อึดอัดอะไร