ผู้ร่วมทุนคนใหม่

1471 คำ
“บุษกลับมาแล้วเหรอลูก แม่กำลังจะโทรหาหนูพอดี เลยจ้ะ” คุณวิชุตาสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของครอบครัวโชติภิวรรธยิ้มให้หญิงสาวที่เพิ่งเข้ามาในห้องนั่งเล่นของครอบครัว “ค่ะแม่ วันนี้ปิดร้านเร็วคุณแม่มีอะไรจะใช้บุษเหรอคะ” บุษบายิ้มให้มารดาบุญธรรม หรืออีกฐานะหนึ่งนางคือแม่สามีของมัทรี พี่สาวของเธอเองที่แต่งงานเข้าเป็นสมาชิกของตระกูลนี้ มาหลายปีแล้ว และตัวคุณวิชุตาเองก็เอ็นดูน้องสาวของลูกสะใภ้มากจนขอเธอมาเป็นลูกสาวคนเล็ก โดยที่บรรดาลูกชายสามคนไม่มีใครขัดข้องออกจะเห็นดีด้วยซ้ำที่มารดาจะได้ไม่เหงามีบุษบาไว้อยู่เป็นเพื่อนอีกคน “ไม่ได้ใช้อะไรหรอกลูก แต่มีคนที่อยากให้หนูรู้จักเป็นเพื่อนตาต้นเขาน่ะ มาขอลงทุนทำโรงพยาบาลสัตว์ของเราอีกสาขา อาจจะมีเรื่องเอกสารอะไรที่ต้องขอให้หนูช่วยหาบ้าง” นางหันไปเห็น ชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังเดินเข้ามาจึงกวักมือเรียก “พ่อหัสมานี่ลูก น้องมาแล้วมารู้จักกันไว้เผื่อต้องประสานงานกัน” บุษบาตัวแข็งเมื่อได้ยินชื่อนั้น เธอตกใจจนไม่กล้าหันไปมอง คนด้านหลังเพราะเกรงว่าสิ่งที่คิดจะไม่ใช่ความจริง แต่ทว่า... วันนี้โชคชะตาไม่ได้อยู่ข้างเธอ เพราะเสียงทุ้มที่เอ่ยขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เธอรู้ว่าสิ่งที่กลัวมันใช่จริงๆ “สวัสดีครับน้องบุษ เรียกผมว่าพี่หัสก็ได้” เธอหันไปมองเขาให้เต็มตา เมื่อรู้สึกตัวกำลังเสียมารยาท หญิงสาวยกมือขึ้นไหว้เขาอย่างเป็นพิธีรีตอง “สวัสดีค่ะพี่หัส” สายตาสองคู่สบกันก่อนที่เธอจะเป็นฝ่ายหลบตาและหันไปคุยกับคุณวิชุตา “บุษขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะคุณแม่” หญิงสูงวัยมองหน้าลูกสาวคนโปรดอย่างพิจารณาก่อนจะ พยักหน้าเห็นด้วย “หนูเป็นไข้รึเปล่าบุษ หรือว่าอากาศร้อนงั้นขึ้นไปพักก่อน บนห้อง อย่าเพิ่งอาบน้ำนะลูกรอสักสิบห้านาทีค่อยอาบ แล้วลงมาทีเดียวตอนมื้อเย็นเลยก็ได้ ยังไงวันนี้พี่เขาก็อยู่กินข้าวที่บ้านเรา เรื่องงานเดี๋ยวค่อยคุยกันวันหลังก็ได้จ้ะ” บนโต๊ะอาหารเย็นนั้นประกอบไปด้วยคุณศิวะและภรรยา ราม มัทรีกับลูกทั้งสองคนคืออวัชและวันใหม่ บุษบา ที่เพิ่มมาอีกคนคือหัสดีแขกที่คุณวิชุตาชวนให้รับประทานมื้อค่ำด้วยกัน “เรื่องแฟรนไชส์โรงพยาบาลระบบบริหารต่างๆ หัสต้องถามต้นเขาน่ะถูกแล้ว ส่วนเอกสารขาดเหลืออะไรถามกับน้องบุษได้นะลูก” นางวิชุตาตอบคำถามของหัสดีที่ว่าเขาควรประสานงานกับใคร ในเรื่องแฟรนไชส์โรงพยาบาลสัตว์ที่เขาอยากทำเป็นธุรกิจตัวใหม่ “ต้นมันมีงานหลายที่ ผมว่าคงไม่ค่อยว่างคุยอยู่แล้ว ถ้างั้นผมขอติดต่อกับน้องบุษได้ไหมครับคุณแม่” “ได้สิลูก น้องเองก็เคยช่วยงานเอกสารแม่อยู่หลายปี บุษหนูยังจำงานของโชติได้อยู่ไหมลูก” ตอนท้ายท่านหันมาถามบุษบาที่นั่งรับประทานอาหารเงียบๆ "ค่ะคุณแม่ ทั้งหมดอยู่ในแฟ้มที่ห้องทำงานค่ะ” บุษบาสบตา คุณวิชุตาและก้มหน้าก้มตาสนใจอาหารตรงหน้าต่อ “งั้นพี่ขอเบอร์โทรน้องบุษได้ไหมครับ เราจะได้คุยงานสะดวก” หัสดีถามเธอตรงๆ รามสังเกตเห็นอาการแปลกๆ ของน้องสาวภรรยาที่ตอนนี้พวกเขาถือว่าเธอเป็นน้องสาวด้วยจึงแทรกขึ้น “นายติดต่อผ่านฉันก็ได้หัส บุษเขาต้องยุ่งกับงานที่ร้านดอกไม้ คงไม่ค่อยว่าง” หัสดียิ้ม ทำเหมือนไม่รู้ว่าเพื่อนกำลังเข้ามาแทรกแซงเรื่องของเขา “นายเองก็งานยุ่งไม่เป็นไรดีกว่า จริงๆ ฉันกับน้องบุษก็ไม่ใช่ คนแปลกหน้ากันสักหน่อย เดือนที่แล้วเรายังเจอกันที่ญี่ปุ่นด้วยซ้ำ ฉันเองก็เคยพาบุษเที่ยวอยู่วันสองวันน้องเขาน่าจะจำได้” ชายหนุ่มยิ้มเมื่อพูดจบประโยคแล้วหญิงสาวที่นั่งตรงข้ามกันก็ เงยหน้าขึ้น ถลึงตาใส่เขาโดยไม่มีคำพูดอะไร มัทรีมองน้องสาว คนเป็นพี่เห็นท่าทีแปลกไปของน้องจึงมองอย่างสงสัย และเริ่มคิดตามคำพูดของเพื่อนสามีว่าบุษบากับหัสดี ไปเจอกันได้อย่างไรแบบไหนที่ญี่ปุ่น และทำไมบุษบาไม่เคยพูดเรื่องนี้เหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น “ถ้าบุษไม่โอเคไม่เป็นไรนะ ยังไงนายหัสมันก็เจอพี่บ่อย ๆ อยู่แล้ว” รามหรี่ตามองเพื่อนที่ทำอะไรแปลกไปจากเดิม มันแปลกจริงๆ ปกตินายแพทย์หัสดีเคยหยอกใครแบบนี้เมื่อไหร่ จะว่าไปก็แปลกตั้งแต่มันเดินมาบอกเขาว่าอยากเปิดโรงพยาบาลสัตว์และมาขอแฟรนไชส์จากเขาแล้ว รามคิดในใจ “ไม่เป็นไรค่ะพี่ต้น บุษโอเค” บุษบาไม่อยากให้ใครๆ สงสัยว่าทำไมเธอมีพิรุธ หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มาเตรียมกดสายโทรออก “ขอเบอร์พี่หัสดีด้วยค่ะ เดี๋ยวบุษจะโชว์เบอร์ไป” หัสดียิ้มกริ่มในที่สุดเขาก็ได้ตามที่เขาต้องการ ชายหนุ่มบอกเลขจำนวนสิบตัวให้เธอ หลังจากนั้นไม่นานเสียงเตือนสายเรียกเข้าของเขาดังขึ้นหนึ่งครั้งและเงียบไป “เมื่อกี้บุษคิดเรื่องงานอยู่ค่ะเลยตอบช้าไปหน่อย บุษไม่มีปัญหาค่ะพี่ต้น” หญิงสาวยิ้มให้ทุกคนบนโต๊ะอาหาร รามมองหน้าภรรยาทั้งสองสบตากันและไม่พูดอะไรอีก ส่วนคุณวิชุตามองสองหนุ่มสาวอย่างเงียบๆ แต่ท่านไม่พูดอะไรเช่นกัน ต่อมาครอบครัวของรามพากันไปเชียงใหม่โดยที่รอบนี้ชายหนุ่มเอารถไปเองเพื่อที่จะได้เดินทางกันแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบ มีแขกพิเศษที่ไปด้วยคืออนวัช อดีตพี่เขยของมัทรีผู้เป็นพ่อที่แท้จริงของเด็กชายอวัช หลานชายที่มัทรีเลี้ยงเป็นลูกมาตั้งแต่แบเบาะเพราะว่าพี่สาวเธอเสียชีวิตไปในช่วงที่อนวัชป่วยจนต้องไปรักษาตัวที่เมืองนอก อีกคนคือหัสดีที่รู้เรื่องทริปนี้จากรามจึงขอไปด้วย ส่วนบุษบาขอแยกเดินทางไปต่างหาก “ทำไมไม่ไปด้วยกันละบุษ คิดยังไงจะนั่งรถไฟไปเมื่อยแย่กว่าจะถึงเชียงใหม่” มัทรีไม่เข้าใจน้องสาว จู่ๆ ก็บอกว่าอยากนั่งรถไฟไป “ไม่เมื่อยหรอกค่ะพี่มาศ นี่รถอุตราวิถีเลยนะคะ รถนอน ปรับอากาศขบวนใหม่เอี่ยมเลย” บุษบาจองได้ตั๋วรถนอนขบวนใหม่ปรับอากาศชั้นสองเตียงล่าง ซึ่งเธอชอบมากจากรีวิวว่าที่นอนสบาย มีม่านกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว มีพนักงานดูแลประจำตู้ มีหน้าจอแอลซีดีแสดงค่าต่างๆ ทุกตู้ เช่นบอกว่าตอนนี้ถึงที่ไหนแล้ว ห้องน้ำว่างหรือไม่ “แล้วทำไมไม่เหมาห้องชั้นหนึ่ง ไปชั้นสองมีคนเดินผ่านไปผ่านมาจะนอนหลับไหม” พี่สาวยังห่วงต่อ “จองไม่ทันค่ะหมดเร็ว แต่ได้ชั้นสองก็ไม่เป็นไรนะคะ บุษโอเค” หญิงสาวรูดซิปกระเป๋าแบบมีล้อลาก “บุษฝากกระเป๋าใบใหญ่ไปกับพี่มาศนะ เดี๋ยวบุษเอาใบเล็กขึ้นรถไฟไปด้วย” ขบวนรถไฟของเธอจะออกเดินทางในตอนเย็นไปถึงเชียงใหม่เช้า ส่วนมัทรีและรามจะออกจากบ้านเช้ามืดไปถึงเชียงใหม่ ตอนบ่าย “ไปถึงเชียงใหม่พรุ่งนี้เช้าเราจะไปอยู่ตรงไหนล่ะบุษ กว่าพี่จะ ไปถึงก็บ่ายเลยนะ” “ไม่เป็นไรค่ะ บุษหาเที่ยวก่อนได้พี่มาศไม่ต้องห่วงนะ บุษเคยไปเชียงใหม่มาตั้งหลายรอบแล้ว” “รถไฟออกแล้วโทรหาพี่นะบุษ พอไปถึงเชียงใหม่ก็โทรหาพี่ อีกรอบด้วยห้ามลืม” มัทรีย้ำ เพราะบุษบาอายุน้อยกว่าเธอถึงหกปีทำให้หญิงสาวห่วงน้องสาวพอๆ กับห่วงลูก ในตอนที่เธอต้องดูแลครอบครัวเต็มตัว ตอนนั้นบุษบาเพิ่งอายุสิบห้าดังนั้นมัทรีจึงเลี้ยงน้องมาไม่ต่างจาก ลูกสาวคนโต “เอาน่ามาศ น้องโตแล้วจ้ะ” รามปรามภรรยาที่กำชับน้อง ไม่หยุด “ค่า บุษสัญญาว่าจะโทรหาพี่มาศตั้งแต่รถออกจากหัวลำโพง กับโทรอีกรอบตอนไปถึงเชียงใหม่เลยค่ะ” หญิงสาวหัวเราะรู้ว่าพี่สาวห่วงจึงไม่ได้อึดอัดอะไร
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม