เย็นวันนั้นบุษบามาถึงสถานีรถไฟกรุงเทพฯ หรือหัวลำโพงก่อนเวลารถออกสามสิบนาที หญิงสาวจึงมีเวลาหาขนมและเครื่องดื่มขึ้นไปทานบนรถได้สบายๆ เธอเข้าร้านสะดวกซื้อที่มีบริการในสถานีรถไฟเลือกของว่างจำพวกขนมปัง ขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มกระป๋องไปพอสมควร
“พี่ว่ามันไม่น่าพอ บุษเลือกไปอีกหน่อยดีกว่า” เสียงห้าวดัง
จากหลัง ไออุ่นที่แผ่มาจนเธอรู้สึกทำให้บุษบาตัวแข็ง
“พี่หัสดี” หญิงสาวหันไปด้านหลังตกใจว่าเขามาได้อย่างไร
ไหนพี่เขยบอกว่าหัสดีจะไปรถยนต์พรุ่งนี้
บุษบาหน้าตึงเธอหิ้วตะกร้าตรงไปจ่ายเงิน แสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากเสวนาด้วยกับเขา ชายหนุ่มไม่ได้ตามไปเขาเลือกของใช้อย่างใจเย็นเพราะรู้ว่าถึงอย่างไรเธอก็หนีไม่พ้น
บุษบาโล่งอกที่หัสดีไม่ตามมา เธอมองเวลาแล้วรีบเข้าไปที่
ชานชาลาเดินหาตู้ของตัวเองพอเจอแล้วก็นั่งลงให้หายเหนื่อย ตู้นี้เป็น
ตู้นอนแต่ในเวลาที่ยังไม่ได้ปูเตียง โต๊ะอเนกประสงค์จะถูกกางมาใช้ร่วมกันสำหรับผู้โดยสารเตียงบนและเตียงล่าง
เมื่อได้เวลาตามตารางเดินรถ รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานี
หญิงสาวจึงโทรหามัทรีเพื่อบอกว่ารถออกแล้ว
“ค่ะพี่มาศ เจอกันพรุ่งนี้นะคะเดี๋ยวบุษโทรบอกว่าเจอกันที่ไหน” หญิงสาวกดวางสายเธอหยิบขวดน้ำมาเปิดเอาหลอดใส่ดูดไปสองทีแล้วมองวิวนอกหน้าต่าง รู้สึกสบายใจและเป็นอิสระ วันนี้ในตู้มีผู้โดยสารเกือบทุกที่นั่ง เธอคิดว่าออกจากกรุงเทพฯ ไปสักห้าหกสถานีคนที่จองตั๋วไว้คงทยอยขึ้นมาจนเต็มรถแน่
เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วเดินมาถึงที่นั่งของเธอ หญิงสาวจึงส่งตั๋วให้เขาตรวจ
“ถ้าจะปูที่นอนเมื่อไหร่เรียกได้เลยนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
บุษบานั่งเล่นเกมในไอแพดไม่ได้สังเกตว่าที่นั่งตรงข้ามมีใครเดินมานั่งด้วย เธอเงยหน้าเมื่อรู้สึกว่าถูกจ้อง
“คุณ ! มาได้ยังไง”
หัสดีเหวี่ยงเป้ลงกับที่นั่งหุ้มเบาะด้วยกำมะหยี่สีแดง เขานั่งเหยียดเท้ามาอีกฝั่งชนขาของบุษบาจนเธอรีบชักขาหนี สีหน้าบึ้งตึง ไม่พอใจขึ้นมาทันที
“ถามเป็นเด็ก ก็ซื้อตั๋วแล้วก็เดินขึ้นรถมานี่ไงบุษมายังไงพี่ก็มาแบบนั้นแหล่ะครับ”
“บุษหมายถึงว่าทำไมคุณไม่ไปจองที่นั่งที่อื่น” เธอกระชากเสียง
“อ้าว... ก็ที่อื่นไม่ว่าง ตรงนี้ว่างที่เดียว” หัสดีตอบ
บุษบามองหน้าเขาแล้วรู้สึกโทสะพลุ่งพล่าน ใจเธอคิดไปถึงเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นในเดือนที่ผ่านมาก็ยิ่งเจ็บใจ
ฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น
บุษบานั่งรับประทานอาหารเช้าในห้องอาหารของโรงแรม ระหว่างนั้นเธอรับโทรศัพท์จากเพื่อนสาวที่เดินทางมาด้วยกันจากไทย และแยกย้ายกันเมื่อมาถึงโตเกียว เพราะว่าเพื่อนของเธอมีนัดกับแฟนหนุ่มส่วนตัวหญิงสาวเองก็มีแพลนที่จะมาฮอกไกโดตามที่เคยฝัน อยากมาเมื่อนานมาแล้ว
“อยู่ได้สบายมาก เมื่อวานไปดูสวนดอกไม้กับฟาร์มโคนมมา
สวยไปหมด” เธอคุยกับปลายสายโดยที่ไม่ได้สนใจคนรอบตัว
“แค่นี้ก่อนนะ อยากได้กาแฟลุกไปเติมกาแฟก่อน” บุษบา
ตัดสายก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะหมุนตัวเดินไปชนกับคนที่ลุกพร้อมกันพอดี
“อุ๊ย แอมซอรี่...ขอโทษค่ะ” เธออุทานเป็นทั้งภาษาไทยและอังกฤษปนกัน
“ไม่เป็นไรครับ” ชายหนุ่มตรงหน้ารูปร่างสูงใหญ่ ผิวออกขาว
จับต้นแขนเธอไว้ไม่ให้ล้ม
“อ้าว คนไทยเหรอคะ ขอโทษอีกครั้งนะคะ” บุษบายิ้มให้
พลางถอยออกอย่างสุภาพจนฝ่ามือเขาตกจากแขน
“ครับ คุณมาเที่ยวเหรอ”
“ค่ะ ดิฉันมาเที่ยวกับเพื่อน ขอตัวนะคะขอโทษอีกครั้งค่ะ”
เธอพูดความจริงครึ่งหนึ่งและรีบขอตัวผละมาทิ้งให้อีกฝ่ายมองตามโดยที่ไม่ได้ทัดทานอะไร
วันต่อมาบุษบาพบว่าตนเองทำกระเป๋าเงินใบเล็กหาย และ ในนั้นมีทั้งเงินสด บัตรกดเงิน และพาสปอร์ตรวมถึงบัตรประจำตัวต่างๆ หญิงสาวตรงมาขอความช่วยเหลือจากประชาสัมพันธ์ของโรงแรมซึ่งแนะนำให้เธอไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ
“พาสปอร์ตหายเหรอครับ” ชายหนุ่มคนเดิมที่พบวันก่อน
เขามาขอคีย์การ์ดเข้าห้องและได้ยินพอดีจึงเสียมารยาทถามในฐานะที่เป็นคนไทยเหมือนกัน
“ค่ะ ไม่รู้ไปทำหายที่ไหนหมดกระเป๋าเลย” บุษบาสีหน้าเครียด เธอไปมาหลายที่จนลืมสังเกตว่ากระเป๋าเงินหายไปจากกระเป๋าสะพาย
“มีถ่ายเอกสารหน้าพาสปอร์ตกับพวกบัตรประชาชนไว้ไหม” หัสดีถาม
“มีค่ะ บุษถ่ายเอกสารเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทาง”
“งั้นเอาสำเนาพวกนั้นไปแจ้งความก่อนครับ เดี๋ยวผมพาไปสถานีตำรวจเอง” หัสดีเสนอตัวช่วยเหลือเธอเพราะเห็นว่าเธออยู่ตามลำพัง
“ขอบคุณมากนะคะ แต่ว่าจะรบกวนคุณหรือเปล่าคุณมาเที่ยวแท้ๆ จะ...” เธอพูดไม่จบชายหนุ่มก็โบกมือห้าม
“ไม่เป็นไรครับ เรียกผมว่าพี่หัสก็ได้ ผมเที่ยวมาสองวันกำลังเบื่อๆ พอดี ชื่อบุษใช่ไหมแล้วเพื่อนล่ะ”
“เพื่อนอยู่โตเกียวค่ะ ถ้าแบบนั้นบุษรบกวนไปส่งที่สถานีตำรวจก่อนนะคะ แล้วพรุ่งนี้จะกลับโตเกียวไปสถานทูตไทย”
และนั่นคือจุดเริ่มต้นเรื่องของเรา
รถไฟมาถึงสถานีรังสิตเจ้าหน้าที่รถไฟเริ่มปูที่นอน บุษบา
รูดม่านกั้นปิดเอาเชือกเกี่ยวตะขอไว้อย่างพอใจที่ไม่ต้องนั่งมองหน้าหัสดี เธอไม่ได้สนใจว่าเขาปีนขึ้นไปชั้นบนหรือยังเพราะไม่อยากหงุดหงิดกับเขาอีก
สามทุ่มเธอลุกไปเข้าห้องน้ำเจอหัสดีที่นั่นพอดี หญิงสาวจึงรีบเดินเร็วๆ กลับมายังที่นอน บุษบาแทบจะร้องกรี๊ดในตอนที่เธอกำลังจะปิดม่านแต่มันกลับถูกแหวกออกแล้วร่างสูงก็โผล่ศีรษะเข้ามานั่งลงบนที่นอนของเธอ
“คุณหัสดี...ถ้าคุณไม่กลับไปที่ของคุณ บุษจะร้องให้คนช่วยนะ” หญิงสาวถอยไปจนชิดหัวเตียงพลางขู่ไปด้วย
“พี่แค่อึดอัดกับที่นอนข้างบน ที่มันแคบนิดเดียวเหยียดขาได้
ไม่สุดด้วย ขอนั่งด้วยสักพักนะ” หัสดีพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ เขารูดม่านปิดในขณะที่บุษบาโวยวายแต่พยายามคุมเสียงไม่ให้ดัง
“จะปิดม่านทำไมคะ”
หัสดีหันมามองเธอ “ได้ บุษจะให้คนเดินผ่านมาผ่านไปเห็นว่าเรานั่งอยู่บนที่นอนเดียวกันก็ได้นะ พี่ไม่ติดอะไร”
ชายหนุ่มยิ้มนิดๆ มองบุษบาอย่างสบายใจที่ตอนนี้จ้องเขาแทบจะกินเลือดกินเนื้อ
“ว่าไง ปิดหรือเปิด”
“ปิดค่ะ อย่าให้ถึงทีบุษนะ” เธอขบฟันด้วยความโมโห
บุษบาขยับตัวไปนั่งชิดพนักเก้าอี้ที่ตอนนี้กลายเป็นพนัก หัวเตียง เธอเอื้อมมือหยิบขวดน้ำมาเปิดดูดกินพลันต้องชะงักเมื่อหัสดีเลื่อนตัวมานั่งตรงข้ามกัน ชายหนุ่มหยิบน้ำที่เธอซื้อมาเปิดขวดกินบ้าง แกะถุงขนมขบเคี้ยวกินหน้าตาเฉย
“ของบุษนะ” เธอเอื้อมมือมาแย่งกลับไป หญิงสาวหยิบขนมออกมากำลังจะหยิบใส่ปากหากถูกคว้าข้อมือไว้หัสดีก้มลงงับขนมในมือเธออย่างรวดเร็ว
บุษบาชาตั้งแต่ปลายนิ้วเมื่อเขาใช้ลิ้นเลียไปตามนิ้วและง่ามนิ้วตลอดจนถึงฝ่ามือ กระแสไฟแล่นปราดจากมือไปสู่ท้องน้อยจนเธอตกใจหญิงสาวปล่อยถุงขนม ซัดฝ่ามืออีกข้างที่ว่างตบที่ไหล่เขา เต็มแรง
หัสดีมองเธอนิ่งก่อนที่จะหัวเราะแล้วยอมปล่อยมือเธอ
“ถ้าคุณนอนข้างบนไม่ได้ บุษปีนขึ้นไปเองก็ได้ค่ะ” บุษบา
ฉวยข้าวของทำท่าจะลุกแต่ถูกกดไหล่ไว้
“นอนที่นี่ล่ะ หรือบุษคิดว่าพี่จะทำอะไรเราบนรถไฟ”
“เปล่าค่ะ แต่ถ้าใครมาเห็น...”
“พี่เป็นห่วง ไม่อยากให้บุษนอนคนเดียว ม่านนี่ก็ล็อกไม่ได้
เกิดดึกๆ มีอะไรเกิดขึ้นตอนเราหลับจะทำไง”
“มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนั้นหรอกค่ะ ใครๆ เขาก็เดินทางรถไฟกันปกติ” บุษบาเถียง คนที่อยู่ข้างๆ อันตรายกว่าคนอื่น ข้างนอกอีก
“ใครๆ ที่ว่าไม่ใช่บุษ เราทั้งสาวทั้งสวยขนาดนี้ใครเห็นมันก็หวังทั้งนั้น” หัสดีพูดตรงๆ ทำให้บุษบายิ่งเคืองหนัก แต่อีกใจเธอเองก็เริ่มกลัวเมื่อนึกถึงข่าวไม่ดีที่ออกมาบ่อยๆ โดยเฉพาะในขบวนรถ ตู้นอน