พวกเขาออกเดินทางไปเชียงดาวในตอนบ่ายแก่เกือบเย็น ใช้เวลาขับรถประมาณสองชั่วโมงก็ถึงที่พักที่จองไว้ บ้านพักที่มัทรีเลือกไว้เป็นที่พักแบบไพรเวต เป็นบ้านพักหลังใหญ่สไตล์พูลวิลล่า มีห้องนอนหลายห้อง ห้องโถงสำหรับทำกิจกรรมร่วมกันไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลงหรือเล่นเกม ห้องซักรีด ห้องครัวและส่วนอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่นสระว่ายน้ำ ห้องรับประทานอาหารทั้งในตัวบ้านและจุดรับประทานอาหารประเภทปิ้งย่าง
“เลือกห้องนอนได้เลยนะคะพี่หัส บ้านนี้ห้องเยอะมากค่ะ” มัทรีกล่าวหลังจากที่เข้ามาถึงที่พักแล้ว
“ขอบคุณครับน้องมาศ ทุกคนเลือกกันเลย พี่ห้องไหนก็ได้” หัสดีไม่เรื่องมากเพราะมาในฐานะผู้ร่วมทริป เขาเสนอตัวเป็นผู้จัดการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มเองเพื่อความสบายใจ
“เย็นนี้เราจะกินปิ้งย่างกันเลยใช่ไหม พี่ออกไปหาดูที่เหมาะๆ ก่อน” เขาเดินออกไปจากบ้านโดยมีรามและอนวัชเดินตามไปช่วย ปล่อยให้สองสาวเป็นคนดูแลเด็กๆ และเลือกห้องพักกันเอง เนื่องจาก มารอบนี้ไม่มีพี่เลี้ยงหรือแม่บ้านมาด้วย
เย็นนั้นมัทรีดูแลเด็กๆ ทำธุระส่วนตัวและจัดของด้านบน บรรดาหนุ่มๆ เตรียมสถานที่และของสดที่จะทำเมนูปิ้งย่างในคืนนี้ บุษบาจึงอาสาทำน้ำจิ้มและเครื่องเคียงอื่นให้ในครัวที่มีอุปกรณ์อย่างครบครัน
หญิงสาวปอกกระเทียมและล้างพริกผึ่งไว้ แบ่งส่วนหนึ่งใส่หม้อทอดไร้น้ำมันเพื่อย่างให้สุก อีกส่วนจะโขลกเป็นน้ำจิ้มซีฟูดกินกับอาหารทะเล
“อันนี้ทำอะไรน่ะบุษ พี่ช่วยไหม” หัสดีโผล่เข้ามาเมื่อไหร่เธอไม่รู้จนเขามาถึงตัว หญิงสาวสะดุ้งตกใจก่อนจะหันไปดุ
“พี่หัสทำไมมาเงียบๆ คะ” เธอมองซ้ายมองขวาเหมือนจะ ดูว่ามีใครตามมาไหม
“พี่เดินมาปกติหรือว่าบุษจะให้พี่ตีกลองมาด้วย” เขาย้อนก่อนจะมองไปรอบตัวของเธอ เห็นบรรดาผักสดที่เธอรื้อออกมาวางเรียงรายเต็มไปหมด
“ผักข้างนอกไม่พอเหรอ หรือว่าจะให้ล้างไปอีก”
“เปล่าค่ะ อันนี้บุษจะทำยำกับล้างผักกินกับแจ่ว”
“ว้าว มีแจ่วด้วยใส่ปลาร้าไหม”
“ใส่สิคะ ถ้าพี่หัสไม่ชอบก็กินน้ำจิ้มซีฟูดไป”
“เปล่า พี่จะบอกว่าพี่ชอบมากแต่ว่าบุษช่วยเตรียมสับปะรดด้วย ได้ไหม ขอเยอะๆ นะ”
“สับปะรดเหรอคะ มีเหรอ”
“มีสิ” ชายหนุ่มก้าวยาวๆ ไปยังด้านนอกครัว เขาหายไป ครู่หนึ่งแล้วกลับเข้ามาพร้อมสับปะรดสามสี่หัว
“พี่ขับรถผ่านเห็นชาวบ้านเขาขายเลยแวะซื้อ” เขาชวนคุยพลางหยิบพวกมันออกจากถุง
“ต้องเตรียมเยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ” บุษบามองเขาใช้มีดตัด หัวท้ายของสับปะรดทิ้งไปโดยวางในถาดใบใหญ่แล้วเริ่ม ปอกเปลือก
“ฮื่อ มันมีประโยชน์นะ กินๆ ไปเถอะ”
บุษบาทำหน้างง เขาจึงพูดต่อ
“ไม่เคยได้ยินเหรอว่ากินแล้วจะหอม น้ำจะหวาน” คำพูดของเขาทำให้เธอเริ่มคิดและแน่ใจเมื่อสบตาแล้วเห็นแววตาแพรวพราวคู่นั้น หญิงสาวถลึงตาใส่
“พี่หัส”
“โอ๊ะ... บุษอย่าเข้าใจผิดว่าพี่ว่าบุษนะ พี่หมายถึงตัวเอง ให้กินๆ เข้าไปเวลาบุษทำให้จะได้ชอบ ส่วนของบุษน่ะดีอยู่..” เขาพูดไม่จบก็ต้องเงียบเมื่อเธอวิ่งเข้ามายกมือขึ้นซัดเขาด้วยฝ่ามือเข้าที่ ต้นแขนเต็มแรงด้วย สีหน้าแดงก่ำ
“เงียบเดี๋ยวนี้เลยนะพี่หัส ผีบ้าเจาะปากมาพูดเหรอ”
คืนนั้นการรับประทานอาหารนั้นมีทั้งความสนุกสนานและวุ่นวายไปในเวลาเดียวกัน คนที่สนุกคือบรรดาคุณผู้ชายได้แก่ ราม อนวัชและหัสดี ส่วนความวุ่นวายก็อยู่กับบรรดาเด็กๆ ที่ถึงแม้จะมีมาแค่สองคนแต่ก็ทำให้มัทรีและบุษบาแทบจะละสายตาไม่ได้
“วัชนี่ลูก พ่อย่างมาให้แล้วแบ่งกับน้องนะ” อนวัชเดินมาส่ง จานเนื้อและหมูย่างให้ลูกชายและหลานสาว หลังจากที่เขายืนเฝ้าเตา มาครู่ใหญ่
“ขอบคุณครับพ่อ” เด็กชายรับจานมาวาง เด็กหญิงวันใหม่ชะโงกหน้ามองอย่างสนใจ
“หอมจังเลยค่ะลุงอ้น” เด็กหญิงหันไปประจบคุณลุงทำให้ เขายิ้มกว้าง
“กินเลยลูก เดี๋ยวลุงไปทำมาให้อีก”
“พอก่อนก็ได้ค่ะพี่อ้น นี่ก็เยอะแล้วเด็กๆ กินไม่เยอะหรอก” มัทรีรีบห้ามเพราะอาหารที่พวกเขาย่างมามันเริ่มเต็มโต๊ะแล้ว เธอไม่แน่ใจ ด้วยซ้ำว่าจะทานกันหมดไหม
อนวัชจึงทรุดตัวลงนั่งข้างลูกชาย เป็นเวลาเดียวกับที่รามยกถาดอาหารมาเพิ่มและหัสดีที่มาพร้อมกับเครื่องดื่มสีสวยในเหยือกแก้วใส ขนาดหนึ่งลิตร
“มาแล้วครับเครื่องดื่มสูตรพิเศษ พันช์สูตรพิเศษของพี่เอง” หัสดีรินน้ำสีสวยใส่แก้วสองใบ ใบแรกเลื่อนให้มัทรีและอีกใบเป็นของบุษบา
“ขอบคุณค่ะพี่หัส” มัทรียกแก้วขึ้นจรดที่ริมฝีปาก “อืม... หอมมากค่ะแบบนี้ไม่ได้ใส่แอลกอฮอล์ใช่ไหมคะ”
“ไม่ครับ พันช์จริงๆ จะไม่ผสมแอลแต่ว่าถ้าอยากเพิ่มรสชาติขึ้นอีกนิดผสมกับวอดก้าได้ครับ”
ชายหนุ่มชูขวดวอดก้าซึ่งเป็นเหล้าสีใสให้ภรรยาเพื่อนดู ซึ่งเธอปฏิเสธทันที
“ไม่ดีกว่าค่ะพี่หัส เดี๋ยวเลี้ยงลูกไม่ไหว”
หัสดีนั่งลงข้างๆ บุษบาเขารินวอดก้าใส่ไปในแก้วของเธอพลางบอกว่า
“ลองใส่นิดหนึ่งครับน้องบุษ ชิมดูว่าชอบไหม”
บุษบายกแก้วขึ้นจิบอย่างเสียไม่ได้ แต่แล้วเธอก็ต้องกะพริบตาเมื่อพบว่าเครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน และมีรสซ่าของโซดาผสมกับวอดก้านั่นรสดีกว่าที่คิด
“หืม... อร่อยมากค่ะ” เธอใช้ส้อมจิ้มเนื้อย่างที่ถูกตัดมาพอดีคำเข้าปาก
“กินกับเนื้อย่างนี่เข้ากันมากเลยค่ะ พี่มาศลองชิมสิคะ”เธอหันมาชวนพี่สาวแต่อีกฝ่ายส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ดีกว่า พี่กินแต่พันช์ก็พอ”
การสนทนาเริ่มไหลลื่นยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของบรรดาหนุ่มๆ เข้ามาเสริมทัพอาหาร จนเวลาล่วงเลยไปจนเกือบยี่สิบสองนาฬิกา มัทรีและบุษบาจึงขอตัวไปพาเด็กๆ เข้านอนก่อน โดยที่พวกผู้ชายยังคงดื่มกินกันต่อ
บุษบาแวะที่ห้องพี่สาวก่อน สองพี่น้องอยู่คุยกันจนกระทั่งเด็กๆ พร้อมเข้านอน เธอจึงกลับมาที่ห้องนอนตัวเองที่เลือกไว้ซึ่งอยู่ถัดไปอีกสองห้อง
หญิงสาวเข้าห้องน้ำอาบน้ำพลางนึกถึงเรื่องของตัวเองและหัสดี ที่ไม่รู้ว่าเลยเถิดมาถึงขั้นนี้ได้อย่างไร ทั้งที่คิดว่าตัวเองจะตัดใจแล้วตั้งแต่กลับจากญี่ปุ่นแท้ๆ
ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
“ตอนนี้เราไปทำเรื่องเรียบร้อยแล้ว ต้องใช้เวลารอเอกสารประมาณสามสี่วัน เราไปเที่ยวกันก่อนก็ได้นะบุษ”
หัสดีพูดหลังจากที่ออกจากสถานทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น หลายวันที่ผ่านมาเขาเป็นธุระจัดการช่วยเรื่องต่างๆ ที่บุษบาต้องทำจนเธอผ่านความยุ่งยากหลายๆ อย่างมาได้
“บุษเกรงใจค่ะ อีกอย่างเที่ยวคงไม่สนุกแล้ว” เธอพูดตามตรง “บุษรบกวนให้ทางบ้านโอนเงินมาให้ผ่านบัญชีพี่หัสได้ไหมคะ” บุษบาขอยืมเงินหัสดีมาแล้วจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อโทรศัพท์ใหม่ และตอนนี้หญิงสาวต้องการโทรหามัทรีเพี่อขอให้พี่สาวโอนค่าใช้จ่ายมาให้จำนวนหนึ่ง เพื่อใช้จ่ายระหว่างรอทำเอกสารใหม่ที่นี่และเป็นค่าซื้อตั๋วเครื่องบิน
“ไม่เป็นไรหรอก บุษจะใช้เงินเท่าไหร่ก็บอกพี่เอาที่พี่ก่อนได้ โทรหาเดี๋ยวทางบ้านเป็นห่วง”
บุษบานิ่งคิด เธอเองก็กังวลเรื่องนี้ ส่วนเพื่อนที่มาด้วยกันก็ไม่อยากไปรบกวนจนเพื่อนหมดสนุก นานๆ ที่เพื่อนสาวจะมีโอกาสได้อยู่กับคนรักหนุ่มตามลำพัง
“งั้นบุษขอยืมพี่หัสเป็นค่าใช้จ่ายกับซื้อตั๋วเครื่องบินนะคะ กลับไปไทยจัดการเรื่องแอปธนาคารแล้วจะคืนให้พี่ค่ะ”
“ครับ ไม่ต้องกังวลตอนนี้ระหว่างรอเราก็เที่ยวไปพลางๆ พี่เองก็ต้องขอบใจเราเหมือนกันที่ทำให้พี่มีเพื่อนเที่ยว นานๆ จะได้มาที่นี่อย่าให้อะไรเป็นอุปสรรคมันจะเสียเที่ยวเปล่า”
บุษบาคิดตามแล้วเห็นด้วย ญี่ปุ่นทริปในฝันของเธอไม่ควรล่มเพราะเรื่องนี้ ทุกอย่างแก้ไขได้และเธอก็ทำมันแล้ว ดังนั้นเธอควรอยู่เที่ยวที่นี่ต่อจะดีกว่า
“นั่นสิคะ คิดบวกว่าได้อยู่ต่ออีกหลายวันแน่ะ ขอบคุณพี่หัสมากๆ เลยค่ะ”