คำถามนั้นทำให้เกสราเงียบลง เธอรู้ดีว่าคุณอาพูดถูกทุกอย่าง เช่นเดียวกับทุกครั้งที่เขาวิเคราะห์สภาพคนไข้บนเตียงผ่าตัด เขาไม่เคยปล่อยให้ตัวเองพลาดเพียงเพราะความชะล่าใจ
กฤตภัทรหันกลับมาที่ปาณชีวาอีกครั้ง น้ำเสียงที่เอ่ยคราวนี้เรียบง่ายแต่หนักแน่นจนไม่มีช่องให้ต่อรองได้
“ป่านลุกไหวมั้ย”
หญิงสาวพยายามจะขยับตัว เธอจับขอบเตียงแน่น พยายามสั่งขาให้ทำตามคำสั่งของตัวเอง แต่พอเอนตัวไปข้างหน้า ภาพตรงหน้าก็หมุนคว้าง แขนขาเบาโหวงเหมือนร่างจะล้มลงได้ทุกเมื่อ เธอเพียงแค่ส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงตอบกลับ ริมฝีปากซีดจนแทบไม่มีสีเลือด
กฤตภัทรนิ่งไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังตัดสินใจบางอย่างที่ตัวเองไม่คุ้นเคยนัก
เขาไม่ได้เป็นคนใจอ่อน ไม่ใช่ผู้ชายที่จะเปลืองแรงในเรื่องไม่จำเป็น แต่ตอนนี้ผู้หญิงตรงหน้าไม่ใช่แค่คนไข้ทั่วไป หากเป็นเพื่อนสนิทของหลานสาวและในห้องนี้ดูจะมีแค่เขาที่แข็งแรงที่สุด
เขาหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่งราวกับจะยอมรับการตัดสินใจของตัวเอง ก่อนจะเอนตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิม แขนแข็งแรงทั้งสองข้างสอดผ่านแผ่นหลังและใต้หัวเข่าของปาณชีวาอย่างคล่องแคล่ว
แล้วร่างของเธอก็ถูกยกขึ้นจากเตียงอย่างง่ายดาย…
“อะ…อาหมอคะ ไม่ต้อง…”
เสียงเธอสั่นพร่า ทั้งจากไข้และจากความตกใจ
“อย่าพูดมาก” เขาตอบสั้นๆ น้ำเสียงไม่ได้แข็ง แต่ก็ไม่เปิดโอกาสให้เธอเกรงใจจนปฏิเสธ
“รักษาแรงไว้หายใจอย่างเดียวก็พอ”
อ้อมแขนของเขาแข็งแรงและมั่นคงจนเกสราเองยังตกตะลึง เธอไม่เคยเห็นคุณอาลงทุนอุ้มใครแบบนี้มาก่อน ในความทรงจำของเธอ เขาเป็นหมอผู้เย็นชา มีระยะห่างชัดเจนกับคนไข้ทุกคน แม้กระทั่งกับครอบครัวเองบางครั้งเขายังตั้งกำแพงไว้เสมอ
แต่ตอนนี้ภาพของนายแพทย์กฤตภัทรในหัวของเธอเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย เมื่อเห็นเขาอุ้มเพื่อนของตัวเองแนบอกราวกับเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
สำหรับปาณชีวา… ทุกอย่างเหมือนฝันเพ้อในยามไข้ขึ้นสูง
เธอไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่ตัวเองถูกทายาทโรงพยาบาลใหญ่ ผู้ชายที่หล่อเหลาเพียบพร้อมไปทั้งใบหน้า วุฒิการศึกษา และฐานะ อุ้มขึ้นจากเตียงด้วยตัวเอง โลกของเขา…กับโลกของเธอมันควรจะแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน
คนหนึ่งเป็นคุณหมอชื่อดัง อยู่บนยอดของหอคอยสีงาช้าง
ส่วนอีกคนเป็นแค่ลูกสาวชาวสวนลำไยจากเชียงใหม่
แต่ในวินาทีนี้ระยะห่างนั้นกลับเลือนหายไปอย่างคาดไม่ถึงเพราะอ้อมแขนที่โอบรัดเธออยู่ไม่เหลือช่องว่างใดๆ ให้เธอรู้สึกว่าเขาอยู่ ‘ไกลเกินเอื้อม’ เลยแม้แต่น้อย
หน้าอกของเธอแนบกับอกแกร่งของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เสียงหัวใจของเขาเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ มั่นคง และสงบเยือกเย็น แตกต่างจากหัวใจของเธอที่เต้นรัวไม่เป็นจังหวะ ทั้งจากพิษไข้และจากความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
กลิ่นสะอาดจากเสื้อเชิ้ตที่รีดเรียบทุกตารางนิ้วผสมกับกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเขา ทำให้ปาณชีวารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมลงสู่ความอบอุ่นประหลาดที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต มันไม่ใช่ความอบอุ่นจากผ้าห่มเก่าๆ ที่บ้านสวน ไม่ใช่สัมผัสของมือพ่อแม่ที่กร้านแดด หากเป็นความอบอุ่นแบบสงบและมั่นคงที่ทำให้เธอรู้สึก…ปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เกสรารีบจัดการล็อกห้อง เก็บคีย์การ์ด และคว้ากระเป๋าสะพายของเพื่อนมาด้วย ก่อนเดินนำลงบันไดอย่างระมัดระวัง เธอคอยมองทางให้ เพราะกลัวว่าอาจะสะดุดขั้นบันไดแคบๆ ของหอเก่า แต่จังหวะก้าวของกฤตภัทรกลับนิ่ง สม่ำเสมอราวกับคุ้นเคยกับการอุ้มคนไข้ลงบันไดมาโดยตลอดชีวิตทั้งที่เขาต้องไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนแน่นอน
“อากฤต หนักมั้ยคะ”
เกสราถามเบาๆ ขณะเดินนำลงมาถึงชั้นล่าง
“ไม่” เขาตอบสั้นๆ “เพื่อนเราตัวเบาอย่างกับไม่ค่อยได้กินข้าวอย่างนั้นแหละ”
ความจริงเธอก็ไม่ได้เป็นคนผอมอะไรมากนัก รูปร่างออกจะสมส่วนเต็มไปด้วยส่วนเว้าส่วนโค้งน่ามองเสียด้วยซ้ำไป แถมช่วงอกที่แนบกับอกเขาก็ยังนุ่มหยุ่นเสียจน...
เวรเถอะ! นี่เขาคิดบ้าอะไรกับเพื่อนหลานสาวอยู่กันแน่นะ!
เมื่อลงมาถึงหน้าหอพัก ลมกลางคืนพัดปะทะใบหน้า นำไออุ่นของฤดูร้อนปลายเทอมมากระทบผิว แต่สำหรับปาณชีวาที่จมอยู่ในพิษไข้กลับรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว เธอซุกหน้าลงกับอกของเขาอีกนิดอย่างไม่รู้ตัว แค่ต้องการค้นหาความอบอุ่นเพิ่มอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“หนาวมากเหรอ” เขาถามเสียงเรียบโดยไม่มองหน้าเธอ
ปาณชีวาไม่ทันตอบ เสียงไออีกระลอกก็โหมขึ้นเสียก่อน เธอหอบหายใจถี่ๆ พยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ไอออกมาจนกระเทือนตัวเกินไป แต่ดูเหมือนยิ่งพยายามก็ยิ่งควบคุมไม่ได้
“เดี๋ยวถึงโรงพยาบาลแล้วจะให้เจ้าหน้าที่เค้าเช็กปอดและเอกซเรย์ช่องอกทั้งหมดถ้าจำเป็น” กฤตภัทรพูดเหมือนบอกให้ฟังเฉยๆ แต่น้ำเสียงนิ่งจริงจังนั้นกลับทำให้เกสราใจชื้นขึ้นมาก
เขารอให้หลานสาวช่วยเปิดประตูรถ ก่อนวางร่างกายที่ร้อนผ่าวของปาณชีวาให้นั่งลงตรงเบาะข้างคนขับเพื่อที่จะได้สังเกตอาการของเธอระหว่างทางไปด้วย เบาะหนังนุ่มรองรับน้ำหนักของเธออย่างดี แต่ก่อนที่เขาจะผละออก มือบางของปาณชีวากลับเผลอคว้าแขนเสื้อของเขาไว้แน่น