“สวัสดีครับอาหมอ” เด่นคุณยกมือไหว้เพราะพวกเขาเดินมาส่งเกสราที่รถด้วยกันทั้งสามคน
“สวัสดี” กฤตภัทรยกมือขึ้นรับไหว้
“สวัสดีค่ะ...อาหมอ” เห็นเด่นคุณเรียกเขาแบบนั้นปาณชีวาก็เลยเรียกตามและเมื่อเธอยกมือไหว้เขา เขาก็รับไหว้เธอเช่นกัน
“สวัสดี” คำพูดเรียบๆ แต่เป็นการพูดคุยอย่างเป็นทางการระหว่างพวกเขาทั้งสองคน ทำให้หัวใจดวงน้อยของปาณชีวาเต้นตึกตักอย่างห้ามไม่อยู่
“แล้วนี่เด่นจะไปส่งป่านที่หอใช่รึเปล่า”
เกสราถามต่อโดยมีกฤตภัทรยืนฟังอยู่เงียบๆ
“ป่านว่าจะไปซื้อของฝากให้พ่อกับแม่หน่อยน่ะ ยังไม่กลับหอหรอก”
“งั้นให้เด่นไปส่งมั้ย” เด่นคุณรีบถามด้วยความเคยชิน
“เอ่อ...ไม่เป็นไรจ้ะทำข้อสอบมาทั้งวันแล้วเด่นกลับไปพักเถอะ”
ได้ยินอย่างนั้นเด่นคุณก็ทำหน้าเศร้า ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา เกสรารู้ว่าอีกฝ่ายเพิ่งอกหักมาก็เลยพยายามไม่ทำบรรยากาศมันหม่นหมองนัก
“งั้นป่านติดรถอากฤตไปมั้ย เดี๋ยวให้อาแวะส่งที่ห้างฯ”
ปาณชีวาหันไปมองหน้าเจ้าของรถทันที เมื่อเห็นแววตาเย็นชาที่เขามองมาเธอก็ต้องรีบยกมือปฏิเสธเพราะไม่อยากเป็นภาระของใคร
“ไม่เป็นไรจ้ะ เดี๋ยว...ป่านจะเอาหนังสือไปคืนห้องสมุดก่อนน่ะ งั้นป่านไปก่อนละกันนะ ไว้ค่อยคุยกันต่อในไลน์นะ เอ่อ...ขอตัวนะคะอาหมอ” เธอยกมือไหว้ลาเขาอีกครั้งก่อนจะรีบเดินไปทางห้องสมุด ทั้งที่เธอไม่ได้มีหนังสือจะคืนแม้แต่เล่มเดียว
เด่นคุณมองตามแผ่นหลังบางพร้อมกับความรู้สึกหม่นเศร้า จนกระทั่งเกสราฟาดมือที่หลังของเขาเต็มแรง
“โอ๊ย! ตีเด่นทำไมเนี่ยแก้ว”
“ก็ตีเรียกสติไง ไปๆ กลับบ้านได้แล้ว อย่าลืมหาน้ำใบบัวบกมาซดแก้ช้ำในหน่อยล่ะ จะได้ไม่กระอักเลือดตายไปซะก่อน” เธอแกล้งเย้าพอให้ได้เห็นรอยยิ้มจางๆ ของเขาบ้าง
“เดี๋ยวเถอะ” เด่นคุณเข่นเขี้ยวก่อนบอกลาอาหลานทั้งสองแล้วเดินไปที่รถของตนเองอย่างเงียบๆ
“เราก็ไปกันเถอะ เดี๋ยวรถติด” เสียงกฤตภัทรดังขึ้นก่อนที่พวกเขาจะก้าวขึ้นรถไป
ภายในรถเงียบสงบ มีเพียงเสียงแอร์เย็นๆ พัดผ่านช่องลมกับทำนองเพลงบรรเลงคลอเบาๆ ปลายนิ้วของนายแพทย์กฤตภัทรแตะก้านเกียร์เบาๆ ขณะเหยียบคันเร่ง รถเคลื่อนตัวออกจากหน้าอาคารอย่างนุ่มนวลตามสไตล์คนขับรถที่มักจะรอบคอบกับทุกสิ่งรอบตัว
“สอบเสร็จแล้วสินะ” เสียงทุ้มต่ำถามขึ้นโดยไม่ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า
“ค่ะอา วันนี้วิชาสุดท้ายแล้ว หมดเทอมหนึ่งอย่างเป็นทางการสักที” เกสราตอบพร้อมทิ้งตัวพิงเบาะอย่างสบายใจ “โล่งเหมือนโยนก้อนหินออกจากอกเลย”
“แล้วทำได้มั้ย” เขาถามสั้นๆ
“น่าจะได้ค่ะ อุตส่าห์ให้เพื่อนช่วยติวมานาน คิดว่าน่าจะรอด”
เกสราพูดติดตลก
“ว่าแต่วันนี้อาออกเวรเร็วเหรอคะถึงมีเวลามารับแก้วเองเหมือนจะยังไม่ถึงเวลาเลิกงานนี่นา จะว่าไป...อาก็ไม่ได้มารับแก้วนานแล้วนะ จำไม่ได้แล้วสิคะว่าครั้งสุดท้ายที่อามารับคือตอนไหน”
“วันนี้เลิกประชุมเร็วกว่าที่คิดแล้วก็ไม่มีเคสผ่าตัดน่ะ เลยมารับหลานสาวคนสวยสักหน่อย” กฤตภัทรตอบเรียบๆ ก่อนหันไปยิ้มบาง
เกสราหันไปมองหน้าคมเข้มของอาตัวเอง แสงยามเย็นลอดผ่านกระจกหน้ารถตกกระทบใบหน้าอีกฝ่ายให้เห็นเงาเข้มชัดเจน เส้นกรามนิ่งเรียบ ดวงตาโฟกัสอยู่กับถนนอย่างคุ้นเคย ใต้กรอบแว่นบางๆ ทำให้เขาดูสุขุมและไกลเกินกว่าเด็กมหา’ลัยอย่างเธอจะเข้าใจได้ง่ายๆ
แต่เพราะความคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก ทำให้เกสราไม่กลัวจะถามในสิ่งที่คนอื่นอาจไม่กล้าถาม
“อากฤตคะ…” เธอเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง “ถ้าคนที่เราแอบชอบ ไปชอบเพื่อนสนิทของเราแทน เราควรทำตัวยังไงดีคะ”
มือที่จับพวงมาลัยของกฤตภัทรไม่ขยับแม้แต่น้อย เขาเพียงปรายหางตามองหลานสาวครู่หนึ่ง ก่อนมองกลับไปยังถนนอย่างเดิม
“เกิดอะไรขึ้น” เขาถามตรงๆ
เกสราถอนหายใจยาว
“วันนี้เด่นเค้าสารภาพรักป่านค่ะ ตั้งแต่ปีหนึ่งแล้วที่เด่นมันชอบป่านแต่ไม่กล้าบอก พอมาถึงปีสี่มันก็กล้าขึ้น แต่สุดท้ายป่านก็ปฏิเสธ บอกว่าคิดกับเด่นแค่เพื่อน” เธอเล่าเหมือนอยู่ในเหตุการณ์ นั่นเพราะแอบถามปาณชีวาตอนที่เด่นคุณไปเข้าห้องน้ำช่วงที่อยู่ในโรงอาหารด้วยกัน
“แล้วแก้วล่ะ” เขาถามต่อ “รู้สึกยังไงกับเพื่อนคนนั้น”
เกสราหัวเราะเบาๆ อย่างขื่นๆ
“หนูก็ชอบเขานั่นแหละค่ะ ชอบเด่นมาตั้งนานแล้ว แต่พอรู้ว่าเขาชอบป่าน หนูก็ได้แต่มองห่างๆ เพราะไม่อยากทำให้กลุ่มเพื่อนพัง สุดท้ายก็ต้องมานั่งปลอบเขาแทนว่าทำใจนะ อย่างน้อยก็ยังเป็นเพื่อนกัน”
คราวนี้มือของกฤตภัทรขยับเล็กน้อย เขาเปลี่ยนเกียร์ตอนรถติดสัญญาณไฟแดง สายตาเหม่อมองเสาไฟข้างหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ แต่ไม่ได้เอ่ยออกมาในทันที
“แล้วถามอาเรื่องนี้ทำไม” เขาถามในที่สุด “อาไม่ได้ถนัดเรื่องแบบนี้”
“ก็อาเป็นผู้ใหญ่นี่คะ” เกสราบุ้ยปาก “หนูก็เลยคิดว่าเผื่อจะได้ข้อคิดอะไรดีๆ จากคนที่ผ่านโลกมามากกว่า อย่างน้อยอาอาจจะเคยอกหักมาก่อนก็ได้”
“อาเคยแต่ยุ่งกับงานมากกว่าจะมีเวลาให้เรื่องแบบนั้น” เขาตอบอย่างไม่ลังเล “ถ้าจะขอคำแนะนำเกี่ยวกับหัวใจ อาคงเป็นคนสุดท้ายที่ควรนึกถึง”
เกสราหันไปมองเขา ก่อนหัวเราะในลำคอเบาๆ
“ลืมไปเลยค่ะ ว่าคุณอาของหนูไม่มีหัวใจ”