ตอนที่ 6
เมื่อคำพูดนั้นหลุดออกจากปาก แพคเม่ก็ไม่รอให้นาชาตั้งตัวเธอคว้ามือเพื่อนแน่น แล้วลากออกจากห้องเรียนทันที
“เฮ้ย! เม่...!”
แพคเม่ไม่หันกลับมา ฝีเท้าของเธอเร็วและหนักแน่น
ร่างบางพุ่งออกจากตึกสถาปัตย์
ลงบันไดจากชั้นห้าอย่างไม่คิดหยุด เสียงฝีเท้ากระทบขั้นบันไดดังถี่ ผสมกับเสียงหอบหายใจที่เริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ
“แพคเม่! อะไรของเธอเนี่ย!”
นาชาตะโกนตามหลัง เสียงสั่นเพราะทั้งตกใจทั้งเหนื่อย
“เดี๋ยวก่อนสิ ฉันเหนื่อย!”
แต่แพคเม่ยังคงไม่ชะลอฝีเท้า มือของเธอกำแน่นยิ่งกว่าเดิม หัวใจเต้นแรงราวกับกำลังแข่งกับเวลา
เธอรู้ดีว่า…ถ้าช้าไปกว่านี้ บางอย่างอาจเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม ซ้ำรอยอนาคตที่เธอเคยเผชิญมาแล้ว
เมื่อเท้าทั้งสองแตะพื้นชั้นล่าง
แพคเม่ก็ยังไม่หยุด เธอลากนาชาออกไปจนพ้นประตูตึกแสงแดดสาดเข้าตา เสียงผู้คนเริ่มดังอื้ออึงขึ้นหน้ามหาวิทยาลัย
แพคเม่เพิ่งชะลอฝีเท้าลง ก่อนจะหยุดกึกอย่างกะทันหัน นาชาเกือบชนหลังเพื่อน เธอหอบหนัก มือจับเข่า
“เม่… เธอจะรีบไปไหนนักหนา…”
แพคเม่หันกลับมา ดวงตาฉายแววตึงเครียดที่นาชาไม่เคยเห็นมาก่อน
“นาชา…” เสียงของเธอเบา แต่จริงจัง
“ถ้าฉันจำไม่ผิดวันนี้ อาจารย์กันยารัตน์กำลังจะเกิดอุบัติเหตุ”
คำพูดนั้นทำให้อากาศรอบตัวเย็นวาบในทันที
นาชาหัวเราะออกมาทันที เสียงหัวเราะนั้นเบาแต่จริงใจ เธอส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขำขัน
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
“ยัยเม่… วันนี้ทั้งบ่ายนี่ เธอทำให้ฉันทึ่งในตัวเธอจริงๆ เลยนะ”
แพคเม่ชะงักไปเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันได้ตอบ
นาชาก็พูดต่อ เสียงเบาลงราวกับแซวเล่น แต่แฝงความห่วงใย
“พูดซะเหมือนรู้อนาคตล่วงหน้าเลย”
เธอยื่นมือไปแตะไหล่เพื่อนเบาๆ มุมปากยกยิ้มอย่างเอ็นดู
“หรือว่าเพื่อนฉันคิดเรื่องเฮียอาเธอร์ หนักไปหน่อย
จนสมองเริ่มเลอะเลือนแล้วกันแน่ บอกแล้วว่าให้ตัดใจสะเถอะ เฮียเขาก็ไม่ได้ดีอะไรขี้เก๊ก เย็นชาสะขนาดนั้น ไปเปิดใจให้อีธานเถอะแก”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศตึงเครียด คลายลงเล็กน้อยราวกับนาชาพยายามกลบความผิดปกติ ทั้งหมดด้วยเสียงหัวเราะ แต่แพคเม่กลับไม่หัวเราะตาม
ดวงตาของเธอยังคงจ้องมองไปข้างหน้า
นิ่ง…และลึกเกินกว่าจะเป็นแค่เรื่องล้อเล่น
เพราะเธอรู้ดีว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่เรื่องคิดมากอย่างที่นาชาเข้าใจ
ลานจอดรถนักศึกษามหาวิทยาลัย
ลูกแก้วเดินฉับๆ มาหยุดที่รถของตัวเอง ก่อนจะกระทืบเท้าอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด อารมณ์โกรธแค้นยังคุกรุ่นจนแทบกลบทุกเหตุผล
แต่แล้ว…เธอก็ชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย
“เอ๋?”
สายตาคมเลื่อนลงไปมองด้านหน้ารถ ป้ายทะเบียน…หายไป
“หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ”
ลูกแก้วขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ความสงสัยนั้นอยู่ได้เพียงเสี้ยววินาที เพราะความโมโหที่พุ่งขึ้นมาท่วมท้นยิ่งกว่า เธอสบถเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะก้าวขึ้นรถหรูคันสีขาวมุก
รถคันนั้น…สีเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกันกับของแพคเม่ ไม่ใช่เพราะความบังเอิญ แต่เพราะลูกแก้วเชื่อมาตลอดว่า ถ้าแพคเม่มีอะไร… เธอก็ต้องมีสิ่งนั้นเหมือนกัน
เครื่องยนต์คำรามต่ำ บรืนนน! บรืนนน!
ก่อนที่รถจะพุ่งออกจากลานจอดอย่างรวดเร็ว แรงดิบ… และรุนแรง ไม่ต่างจากหัวใจของคนขับในวินาทีนั้น
กลางทางเดินในมหาวิทยาลัย
แพคเม่ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ ขณะเร่งฝีเท้าเดินเร็วเกือบวิ่ง โดยมีนาชาเดินตามติดมาไม่ห่าง
หัวใจของเธอเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
“เร็วเข้านาชา…”
เธอพึมพำเสียงรัว
“อีกแค่สี่นาทีเท่านั้น เราต้องไปถึงหน้ามหาวิทยาลัยให้ทัน ไม่งั้น...”
นาชายิ่งฟังยิ่งงง ยิ่งสับสน เธอไม่ถาม ไม่พูดอะไร
ทำได้เพียงเดินตามเพื่อนอย่างเงียบๆ แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถาม
หน้ามหาวิทยาลัย
ในเวลาเดียวกัน อาจารย์กันยารัตน์ยืนอยู่ริมถนน
สายตามองซ้ายมองขวา เพื่อจะข้ามไปอีกฝั่ง
รอเรียกรถแท็กซี่กลับบ้าน…เหมือนเช่นทุกวัน
แต่แล้ว...
รถหรูคันหนึ่งก็เลี้ยวพรวดออกมาด้วยความเร็ว
เสียงเครื่องยนต์ดัง บรืนนน! แหวกอากาศเข้ามาอย่างน่าหวาดเสียว
หลังพวงมาลัย ลูกแก้วมองเห็นร่างของอาจารย์กันยารัตน์ชัดเจน
หญิงสาวชะลอไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นยะเยือก และเท้าเหยียบคันเร่งลงอย่างแรง
"แก่ใช่ไหม… ที่สั่งให้ฉันไปขอโทษนาชา กับยัยโง่แพคเม่นั่น"
ในจังหวะเดียวกันแพคเม่เร่งฝีเท้าเต็มกำลัง
หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก
“เร็วเข้านาชา…จะไม่ทันแล้ว!”
เธอพึมพำพร้อมนับถอยหลังในใจ
ห้า… สี่… สาม… สอง...
โครม!
เสียงชนดังสนั่น
“อ๊ายยยย!”
เสียงนักศึกษากรีดร้องดังลั่น ไปทั่วบริเวณหน้ามหาวิทยาลัย ผู้คนแตกตื่น โวยวายกันอลหม่าน
รถของลูกแก้วไม่หยุด
มันพุ่งชนอาจารย์กันยารัตน์อย่างแรง ร่างของอาจารย์กระเด็นไปไกล กระแทกพื้นอย่างน่าสยดสยอง
กระเป๋าและของในมือกระจัดกระจายเกลื่อนถนน
ก่อนที่รถคันนั้นจะเร่งเครื่องหนีหายไป ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
แพคเม่กับนาชาหยุดเท้าลงตรงหน้าประตู มหาวิทยาลัย เพียงเสี้ยววินาทีที่สายตาเห็นภาพตรงหน้า
“อาจารย์...!!!”
เสียงร้องของแพคเม่ดังลั่น เต็มไปด้วยความตกใจ
นาชายืนแข็งค้างมือยกขึ้นปิดปากตัวเองแน่น
ดวงตาเบิกกว้าง น้ำตาเอ่อขึ้นทันที
ภาพนั้น…คือสิ่งที่แพคเม่พยายามวิ่งตามมาให้ทัน แต่สุดท้าย…เธอก็มาช้าไปเพียงไม่กี่วินาที
ทันใดนั้น
รถหรูสีดำด้านคันหนึ่ง ก็เบรกจอดสนิทข้างแพคเม่กับนาชาพอดี
เสียงเบรกดัง ครืด! แต่ภายในรถกลับเงียบสงบผิดกับความโกลาหลรอบด้าน กระจกฝั่งคนขับลดลงช้าๆ
เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มของอาเธอร์ ดวงตาคมกริบฉายแววเย็นชา ราวกับเขารู้ทุกอย่างล่วงหน้ามานานแล้ว
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เรียบ…แต่หนักแน่นจนน่าขนลุก
“ขึ้นรถ…”
เขาหยุดไปเสี้ยววินาที สายตาคมเหลือบมองทั้งสองคน อย่างไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
“ทั้งสองคน...เดี๋ยวนี้”