ตลอดระยะทางที่กลับบ้านมาเหอหลิวหยางเอาแต่ครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับการค้าของน้องสาวจนกระทั่งสองพี่น้องกลับมาถึงบ้านเหอ เขากลับมาถึงในช่วงเที่ยงวันพอดี ฉะนั้นแล้วเมื่อยังพอมีเวลาเขาไม่ลืมที่จะทำหน้าที่ของตนเองให้ดี
แปลงนาในยามนี้แม้ไม่ได้มีงานมากนัก ทว่าสำหรับเหอหลิวหยางที่เป็นคนลงมือทำงานนี้อย่างตั้งใจ ย่อมอยากเห็นการเจริญเติบโตของกล้าทุกต้นด้วยตาของตนเองในทุกวันจึงจะพอใจ
ส่วนเรื่องที่พูดคุยกับน้องสาวค้างไว้ เขาเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าน้องสาวมีบางอย่างที่อาจจะเป็น ‘ความลับ’ เช่นนั้นแล้วเขาจึงไม่รีบคาดคั้นสิ่งใดจากเหม่ยฉีในตอนนี้ ในยามนี้เขาจำต้องกลืนความสงสัยทั้งหมดลงท้องไปเสียก่อน หลังจากส่งน้องสาวที่บ้านเรียบร้อย ชายหนุ่มจึงแบกจอบลงแปลงนาของตนเองในทันที
“กินข้าวกันมาแล้วหรือ?”เจียงหนิงฮวาเอ่ยถามหลานสาว ทว่าสายตายังคงทอดมองไปยังหลานชายที่เดินไปทำงานทั้งที่ใบหน้าดูแปลกประหลาดชอบกล แต่แม้สังเกตได้อย่างไรก็ไม่ได้ซักไซ้ถึงเรื่องราวระหว่างสองพี่น้องแต่อย่างใด
“พวกเรากินมาแล้วค่ะยาย”เหอเหม่ยฉียิ้มตอบ พลางมองผู้เป็นยายอย่างชั่งใจ เธอมีความคิดว่าเรื่องที่กำลังจะบอกพี่ใหญ่นั้นควรบอกคนอื่น ๆ ในบ้านไปด้วยหรือไม่ ตอนนี้ในหัวของเธอจึงได้มีความคิดมากมายวนเวียนถกเถียงกันไปมายุ่งเหยิงเต็มไปหมด
แน่นอนว่าอย่างไรก็ต้องบอกพี่ใหญ่เพราะเขาคือคนสำคัญที่ขับเคลื่อนธุรกิจการค้าของเธอต่อจากนี้ ทว่าหากไม่บอกคนในบ้านเห็นทีว่าการจะขยับตัวทำสิ่งใดแล้วต้องเก็บเป็นความลับ มันดูจะยุ่งยากมากไปหน่อยหรือไม่…
เมื่อยังตัดสินใจสิ่งใดแน่นอนไม่ได้ เห็นทีว่าเธอคงต้องสังเกตท่าทีของสมาชิกในครอบครัวให้ถี่ถ้วนดูก่อนจะดีกว่า อย่างน้อยระยะนี้ก็ควรบอกพี่ใหญ่และขอให้เขาช่วยเก็บความลับให้เธอก่อนก็แล้วกัน
แน่นอนว่าเธอไม่ได้กลัวว่าคนสกุลเหอจะตักตวงผลประโยชน์จากเธอในเรื่องนี้ เพียงแต่กลัวว่าพวกเขาจะมองว่าเธอ ‘แตกต่าง’ จากคนปกติทั่วไปและอาจจะรู้สึกหวาดกลัวเสียมากกว่า
ต่อให้คนสกุลเหอรักหลานสาวคนนี้มาก แต่อย่าลืมว่าในช่วงเวลานี้ยังมีพวกความเชื่อเก่าก่อนที่หลงเหลืออยู่ ทั้งเรื่องภูตผีหรือวิญญาณยังคงฝังอยู่ในหัวของผู้คนในชนบทอย่างเช่นที่นี่เสมอ
หลังจากกลับเข้าบ้านมาสักพัก เหอเหม่ยฉีไม่ลืมหยิบเนื้อที่ตั้งใจนำมาเผื่อคนที่บ้านมายื่นให้กับยายและป้าสะใภ้ เนื้อเหล่านี้เธอเรียกมันออกมาจากห้างสรรพสินค้าขณะที่มือล้วงไปในกระเป๋าผ้าโดยอาศัยช่วงที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
“หลานซื้อมาขนาดนี้เชียวหรือ?”วั่นเลี่ยงซูถามขึ้นอย่างแปลกใจกับเนื้อเกือบสองกิโลกรัมที่หลานสาวยื่นมาให้ พลันมือที่รับเนื้อจากหลานสาวนั้นสั่นเทาเล็กน้อย แน่นอนว่าเธอเคยเห็นเนื้อมาก่อน แต่ไม่เคยหยิบจับเนื้อจำนวนมากขนาดนี้ในคราวเดียว ทั้งจากที่เห็นก็น่าจะเป็นเนื้ออย่างดีเชียวล่ะ
“ช่วงนี้ฉันเริ่มทำการค้ากับสหายในเมืองน่ะค่ะ เขาสามารถหาเนื้อมาขายได้จำนวนมากทีเดียว ฉันเลยขอแบ่งซื้อมาให้ที่บ้านเรากินสักหน่อย”
ในที่สุดเธอก็กล่าวคำโกหกออกมาอีกครั้งอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็คิดแล้วว่าการบอกความลับไปในตอนนี้อาจจะไม่ใช้ผลดีเสมอไป แต่อย่างน้อยก็ให้พวกเขารู้เอาไว้ว่าตอนนี้เธอกำลังหันหน้าเข้าสู่เส้นทางของอาชีพค้าขาย โดยการกล่าวอ้างถึงสหายย่อมเป็นทางออกหนึ่งที่อธิบายที่มาของวัตถุดิบเหล่านี้ได้ดีที่สุด
“ซื้อมาแพงหรือไม่ เหม่ยฉีเอ๋ย…หลานควรเก็บออมเงินไว้บ้างนะ”
ยังคงเป็นเจียงหนิงฮวาที่กล่าวขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง ชีวิตนี้ของหญิงชรานอกจากบุตรชายหญิงแล้ว รองลงมาคงเป็นหลานสาวคนนี้ที่เธอยังคงเป็นห่วงและเป็นกังวลอยู่เสมอ
อย่างไรแล้วหลานสาวเองก็ยังไม่ได้แต่งงานออกไป หญิงชราอย่างเธอย่อมมีสินเดิมเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็อยากให้หลานสาวเก็บออมเอาไว้บ้าง เป็นผู้หญิงหากมีเงินทองติดตัวมากหน่อย เมื่อแต่งเข้าบ้านสามีไปแล้วย่อมไม่ลำบากจนเกินไปนัก
เหอเหมยฉีเพียงยิ้มบาง ก่อนจะจับมือเหี่ยวย่นของผู้เป็นยายมากุมเอาไว้แล้วตบลงเบา ๆ “หนูรู้ค่ะยาย หนูแค่อยากให้ทุกคนได้กินอาหารดี ๆ เป็นการตอบแทนที่ช่วยเหลือหนูก็เท่านั้น ยายอย่าโกรธหนูเลยนะคะ”
พูดจบไม่ลืมหันไปสบตากับป้าสะใภ้ที่มีสีหน้ากังวลไม่ต่างกันนัก เธออยากให้พวกเขารู้ว่าเธอเองก็รักและหวังดีกับพวกเขาทุกคนเช่นเดียวกัน
ความรู้สึกนึกคิดของหลานสาวผู้เป็นยายล้วนเข้าใจเป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้อยากให้หลานสาวใช้เงินมือเติบจนเกินไป จึงทำได้เพียงกล่าวเตือนไปเล็กน้อยเท่านั้น “เอาล่ะ คราวหลังก็ซื้อมาเพียงเล็กน้อยก็พอ”
ยามที่แสงตะวันค่อย ๆ ลาลับจากขอบฟ้า ผู้คนในชนบทต่างกลับจากแปลงนาแยกย้ายเข้าบ้านของตน เสียงเคลื่อนไหวในครัวและกลิ่นหอมของเครื่องเทศต่าง ๆ ลอยฟุ้งออกมจากหลายบ้าน แต่ทว่าจะมีสักกี่บ้านที่มักมีกลิ่นอาหารจานเนื้อลอยออกมาแทบทุกวันอย่างเช่นบ้านของผู้นำหมู่บ้านสกุลเหอ
เหอหลิวหยางกลับเข้าบ้านมาพร้อมกับผู้เป็นพ่อด้วยเนื้อตัวเต็มไปด้วยโคลนตมจากท้องนา ทันทีที่เห็นว่าน้องสาวกำลังนั่งยิ้มให้เขาอยู่ นิ้วยาวของคนเป็นพี่ชายพลันชี้หน้าของเธอราวกับกำลังจะบอกว่า ‘เรื่องนั้นเขายังไม่ลืม’
ทว่าคนเป็นน้องสาวใช่ว่าจะเกรงกลัว เธอกลับระบายยิ้มออกมากว้างขึ้นก่อนจะพูดโต้ตอบโดยไม่ออกเสียงกับพี่ชายว่า ‘กินข้าวเสร็จค่อยคุยกัน’
หลังจากนั้นต่างคนก็แยกย้ายไปทำเรื่องของตนเอง ก่อนจะกลับมาพบหน้ากันอีกครั้งในมื้ออาหารเย็น การมีหลานสาวเพิ่มเข้ามาในบ้านราวกับช่วยเพิ่มสีสันให้บ้านที่มีแต่หลานชายมาตลอดได้เป็นอย่างดี
ความสดใสของเหอเหม่ยฉีทำให้สมาชิกในครอบครัวคล้ายกับมีเรื่องให้หยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันได้ไม่รู้จบ ส่วนใหญ่แล้วคงไม่พ้นพูดถึงวัยเด็กของเธอและพี่ชายที่ทุกคนจำได้ดี แต่เธอกลับมีเพียงความจำอันลางเลือนเท่านั้น
ทันทีที่ทุกคนวางตะเกียบป้าสะใภ้เป็นคนเก็บกวาดทุกสิ่งบนโต๊ะ ซึ่งหลานสาวเองเมื่อแขนซ้ายมีเพียงผ้าพันเอาไว้ ปราศจากเฝือกอันใหญ่เทอะทะก็ทำให้ชีวิตของเธอสะดวกขึ้นเล็กน้อย เหอเหม่ยฉีอาสาเก็บโต๊ะกินข้าวให้กับป้าสะใภ้ แม้จะไม่คล่องแคล่วทว่าก็ทำเสร็จสิ้นภายในเวลาเพียงไม่นาน
ก่อนจะตามไปช่วยป้าสะใภ้ล้างถ้วยชามเหล่านั้นในครัว ทว่ากลับถูกปฏิเสธมาอย่างนุ่มนวลเสียอย่างนั้น หญิงสาวเดินออกมาจากห้องครัวเพียงไม่กี่ก้าวก็รู้สึกได้ถึงการจู่โจมอย่างฉับพลัน
“โอ๊ย! นี่พี่ลืมไปหรือเปล่าว่าฉันเป็นผู้หญิงน่ะ”เหอเหม่ยฉีหันไปเอ็ดเจ้าของท่อนแขนที่รัดคอเธออยู่ด้วยใบหน้าบูดบึ้ง
ในมุมหนึ่งเธอยอมรับว่าพี่ใหญ่รักและตามใจน้องสาวอย่างเธอมากก็จริง ทว่าการกระทำของเขาบางครั้งคล้ายกับเขาลืมไปแล้วว่าเธอเป็นน้องสาว ไม่ใช่น้องชายสักหน่อย
วั่นเลี่ยงซูที่ได้ยินเสียงโวยวายของหลานสาวก็หันมาสนใจสองพี่น้องในทันที เมื่อเห็นว่าท่อนแขนใหญ่โตของลูกชายกำลังรัดคอหลานสาวอยู่ แม้จะไม่ได้รัดแน่น แต่เหม่ยฉีเป็นเพียงเด็กสาวตัวเท่านี้ ลูกชายของเธอก็ตัวใหญ่โตทั้งยังมีกำลังมาก เช่นนั้นแล้วแววตาของเธอที่มองลูกชายจึงดุดันขึ้นเล็กน้อย
ก่อนจะกล่าวออกมาเสียงดัง “หลิวหยางอย่าเล่นกับน้องแรงนัก!”
เหอหลิวหยางไม่ว่าจะฉลาดเฉลียวอย่างไรเมื่ออยู่นอกบ้าน ก็มักจะเกรงกลัวผู้เป็นแม่เสมอ เขายกแขนออกจากลำคอน้องสาวในทันที ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นลูบหัวทุยแผ่วเบา “ครับแม่ พี่ชายขอโทษนะเหม่ยฉี”
คนโดนลูบหัวพลันเบะปากออกมาในทันที ท่าทางของพี่ใหญ่ดูก็รู้ว่ากำลังเสแสร้ง และทันทีที่ป้าสะใภ้หันไปสนใจงานในมือ เขาก็ลากเธอออกมากตรงนั้นในทันที “มากับพี่เดี๋ยวนี้เลย”
“ช้า ๆ หน่อย พี่ใหญ่ ฉันเจ็บแขนอยู่นะ”เหอเหม่ยฉีกล่าวขึ้นอย่างไม่พอใจ พลางมุ่ยหน้าคล้ายกับไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก
เหอหลิวอย่างเห็นเช่นนั้นจึงได้รู้ตัวว่าตนเองปฎิบัติกับน้องสาวรุนแรงไปหน่อย ซึ่งเขาเองก็ยอมรับว่าลืมไปจริง ๆ ว่าเธอเป็นผู้หญิง เช่นนั้นคนเป็นพี่ชายจึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “เอาล่ะ พูดมาได้แล้วอย่างอนพี่ชายนานนักเลย”
“ชิ! ฉันเห็นแก่ที่เราทำธุรกิจร่วมกันหรอกนะ”
คนฟังไม่ได้ตอบโต้แต่อย่างใด เขาเพียงจดจ้องใบหน้าแง่งอนของน้องสาวนิ่งราวกับรอคอยว่าเธอจะพูดอะไรต่อจากนี้
จนกระทั่งน้องสาวกล่าวประโยคแปลก ๆ ขึ้นมา
“พี่ใหญ่กลัวผีหรือไม่?”