เหอหลิวหยางไม่อาจกล่าวว่าตนเอง ‘กลัวหรือไม่’ ทว่ากลับมองไปยังใบหน้าของน้องสาวด้วยความรู้สึกแปลกใจปนสังหรณ์ใจอย่างน่าประหลาด
นัยต์ตาคมกริบหรี่แคบลงอย่างรวดเร็ว พลันมองไปยังใบหน้าเล็กของน้องสาวอย่างจับผิด “เหม่ยฉี รู้หรือไม่ว่ากำลังกล่าวถึงสิ่งใด”
คนเป็นพี่ชายมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา ก่อนจะกวาดตามองโดยรอบเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครได้ยินเรื่องเหล่านี้
ขณะที่ทางการกำลังกวาดล้างความเชื่อเก่าก่อน การเซ่นไหว้ภูตผี การนับถือสิ่งเร้นลับหรือแม้แต่การตั้งโต๊ะเซ่นไหว้บรรพบุรุษในบางพื้นที่ยังต้องทำกันอย่างเงียบเชียบ แต่น้องสาวของเขากลับกล่าวถึงสิ่งนั้นอย่างไม่เกรงกลัว จะไม่ให้เขาดุเธอได้อย่างไรกัน
ด้านคนถามเองก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องกังวลว่าจะมีคนผ่านมาได้ยินแต่อย่างใด เพราะตรงนี้คือมุมหนึ่งของลานบ้าน ซึ่งก็อยู่ในเขตบ้านสกุลเหอ ย่อมไม่มีใครอื่นที่เป็นคนนอกผ่านมาได้ยินเรื่องที่กำลังคุยกันอย่างแน่นอน
เธอถอนหายใจออกมาก่อนจะสังเกตท่าทีของพี่ใหญ่เล็กน้อยจึงได้กล่าวต่อ “ฉันแค่มีบางอย่างที่ไม่เหมือนคนอื่น แต่บอกเอาไว้ก่อนว่าฉันไม่ใช่ผีสาง”
คำบอกเล่านั้นไม่ดังนัก โดยไม่ลืมย้ำในท้ายประโยคว่าเธอไม่ใช่สิ่งเร้นลับอะไรเทือกนั้นอย่างแน่นอน ก่อนจะมือเรียวเล็กจะแบออกท่ามกลางความว่างเปล่า
“ว่ามาเถอะ พี่รอฟังอยู่”เหอหลิวหยางรอฟังด้วยท่าทีนิ่งสงบ พลางยกมือขึ้นกอดอก ก่อนที่ดวงตาจะเบิกโพลงเวลาต่อมา เมื่อเห็นว่าน้องสาวอยู่ ๆ ก็เรียกผักตะกร้าหนึ่งออกมาจากความว่างเปล่า
ตะกร้าใบเล็กนั้นมีผักอยู่หลายชนิดทั้งที่เขารู้จัก และไม่เคยเห็นมาก่อน ความสดใหม่ของมันทำให้เขารู้สึกว่าหากผักตะกร้าใบนี้ถูกแอบซ่อนอยู่ที่ใดสักที่หนึ่งก็ไม่ควรจะสดใหม่ขนาดนี้ ทั้งยังดูสะอาดราวกับถูกคัดเลือกและล้างมาอย่างดี
“น้องทำได้อย่างไร แล้วมันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน มีใครรู้หรือไม่?”
ชายหนุ่มไม่ได้ตระหนักรู้ว่าตอนนี้สีหน้าและท่าทางของตนเองตื่นตระหนกเพียงใด เขาเพียงจดจ้องไปยังน้องสาวที่พึ่งทำเรื่องน่าเหลือเชื่อต่อหน้าเขาไปเมื่อครู่ก็เท่านั้น
“อย่าเสียงดังสิพี่ใหญ่”
เสียงเล็กดุพี่ชายเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงไม่ดังนัก
“ฉันก็พึ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ว่าตนเองทำได้ และที่ฉันจะบอกพี่ใหญ่คือความสามารถนี้คือส่วนหนึ่งของการค้ากับร้านบะหมี่เถ้าแก่ชิว”เหอเหม่ยฉีไม่ได้อธิบายละเอียดนัก เพราะเธอเชื่อว่าพี่ใหญ่หลิวหยางไม่ใช่คนโง่เขลา เธอเพียงบอกในสิ่งที่เขาควรรู้ ส่วนที่เหลือเขาก็คงคิดตามไปเองได้ไม่ยาก
เหอหลิวหยางพยายามสงบลงในเวลาต่อมาเพื่อพูดคุยกับน้องสาวต่อ ซึ่งเขาเองก็บอกไม่ถูกเช่นกันว่าหวาดกลัวหรือไม่ ทว่าตรงหน้านี้อย่างไรก็เป็นน้องสาวที่เห็นกันมาตั้งแต่ยังเล็ก ครั้นสิ่งที่เหม่ยฉีมีก็ไม่ได้ทำร้ายผู้คนสักหน่อย แม้มันจะแปลกประหลาดไปบ้างแต่ก็นับว่ามีประโยชน์ต่อตัวเอง
เช่นนั้นหลังจากทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้พอสมควรแล้วเสียงทุ้มจึงถามออกไปว่า “อืม แล้วน้องจะให้พี่ทำอะไรบ้าง?”
เหอหลิวหยางในยามนี้ไม่มีท่าทางขี้เล่นอย่างเช่นยามปกติแต่อย่างใด
ถึงจะพอปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้าง ทว่าเขาก็ไม่รู้ว่าความสามารถของน้องสาวมีขีดจำกัดมากน้อยเพียงใด และไม่รู้ว่าแผนการที่น้องสาวคิดเอาไว้เป็นเช่นไร จึงต้องถามดู ในเมื่อพรุ่งนี้จะต้องส่งสินค้าชุดแรก หากไม่พูดคุยกันตอนนี้ก็ไม่รู้จะเริ่มคุยกันตอนไหนอีกแล้ว
“ในระหว่างที่ฉันรอผลผลิตชุดแรก เราจะต้องเข้าไปในอำเภอด้วยกัน ฉันอยากให้พี่ใหญ่ช่วยหาที่ลับสายตาคน เพื่อเรียกของพวกนี้ออกมาแล้วส่งให้กับเถ้าแก่ชิวในช่วงนี้” เรื่องนี้เป็นความผิดเธอเองที่ใจร้อนเกินไป ทั้งที่ควรจะส่งสินค้าชุดแรกในยามที่ผักในแปลงเติบโตพอที่จะตัดขายได้
ถึงตอนนั้นนอกจากผักจะโตพอที่จะขายแล้ว แขนของเธออาจจะหายเป็นปกติและสามารถไปส่งสินค้าด้วยตนเองคนเดียวได้ด้วยเช่นกัน แต่ทว่าเธอกลับเลือกตกปากรับคำอย่างรวดเร็วทั้งที่เมล็ดพันธุ์ผักยังไม่ลงดินเลยด้วยซ้ำ
ฉะนั้นแล้วการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเช่นนี้ไปก่อนเห็นจะดีที่สุด…
เหอหลิวหยางคิดตามสิ่งที่น้องสาวกล่าว เขาเป็นพวกชอบวางแผนชีวิต แน่นอนว่าแผนการในอนาคตที่น้องสาววางเอาไว้เขาก็อยากจะรู้ด้วยเช่นกัน
“แล้วหลังจากนั้นเล่า?”
ราวกับว่าสองพี่น้องกำลังลงเรือลำเดียวกันเป็นที่เรียบร้อย สำหรับชายหนุ่มแล้วเขาไม่ได้มองเรื่องธุรกิจเป็นสำคัญ ทว่าสิ่งที่สำคัญกว่าการทำการค้าขายหารายได้ย่อมไม่พ้นการช่วยน้องสาวปกปิดความสามารถพิเศษนี้ ซึ่งเขาเองก็เต็มใจช่วยน้องสาวเป็นอย่างดี
“เราจะนำผักที่ปลูกในแปลงออกไปขายอย่างเช่นปกติทั่วไป แต่อาหารจำพวกเนื้ออย่างไรก็จะซุกซ่อนอยู่ในกองผักโดยไม่ให้ใครรู้”
เนื้อสัตว์มีจำนวนน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยในยุคนี้ เธอจะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าตนเองสามารถส่งเนื้อขายในปริมาณไม่จำกัดได้ เช่นนั้นสิ่งที่ทุกคนจะเห็นในทุกวันคือสองพี่น้องบ้านเหอปลูกผักเพื่อนำไปขายในอำเภอทุกวันเพียงเท่านั้น
รวมถึงสมาชิกสกุลเหอคนอื่น ๆ ก็จะรู้เพียงแค่ว่าเธอทำการค้ากับสหายในเมือง ขณะเดียวกันก็สามารถปลูกผักส่งขายให้ร้านบะหมี่เพื่อหารายได้เท่านั้น
คนเป็นพี่ชายพลันมองน้องสาวอีกครั้ง หลังจากได้ฟังความคิดของน้องสาวที่แล้วมา ราวกับนัยต์ตาคมกำลังเพ่งมองอีกฝ่ายอย่างทะลุปรุโปร่งแล้วในตอนนี้ “น้องตั้งใจจะทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเราทำการค้าผักส่งให้ร้านอาหารเท่านั้นใช่หรือไม่?”
เหอเหม่ยฉีปรบมือเสียงดังครั้งหนึ่งอย่างถูกใจ ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงชื่นชมในตัวพี่ชายไม่น้อย “เป็นเช่นนั้น พี่ใหญ่ของฉันฉลาดหลักแหลม”
“พี่จะช่วยน้องเอง พรุ่งนี้หกโมงเช้าเราจะออกจากบ้านกัน วันนี้ก็ไปนอนได้แล้ว”เขากล่าวรับคำน้องสาวในที่สุด ในเมื่อเขาคือคนที่เธอไว้ใจจะเปิดเผยความลับสำคัญ เขาเองก็ช่วยเหลือเธออย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นเดียวกัน
ความรู้สึกระหว่างเขาและเหม่ยฉีนั้นราวกับเป็นพี่น้องร่วมท้องเดียวกันก็ว่าได้ เขาไม่มีพี่น้องที่ไหน ส่วนเธอก็ไม่มีพี่ชายอีกแล้วนอกจากเขา ในเมื่อมีกันอยู่เพียงเท่านั้น เขาย่อมทำตัวเป็นที่พึ่งให้เธออย่างดีไปตลอด
“ได้ ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉัน”ใบหน้าเล็กเผยยิ้มกว้างจนตาปิดไปเกือบครึ่ง ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องนอนไปอย่างอารมณ์ดี
พลันคิดว่าเป็นโชคดีของเธอแล้วที่ต่อให้แม่ตายจาก พ่อแท้ ๆ ทอดทิ้ง แต่ครอบครัวเหอกลับดีต่อเธออย่างไม่มีข้อแม้ โดยเฉพาะพี่ใหญ่ที่ครู่หนึ่งเธอก็เห็นแววตาเป็นห่วงของเขาที่มองมา แม้สีหน้าจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ก็ตามที
เหอหลิวหยางไม่ได้เดินเข้าห้องนอนของตนเองแต่อย่างใด เขากลับเดินไปที่โต๊ะทำงานของผู้เป็นพ่อ ก่อนจะเขียนเอกสารคำร้องขอที่ดินในส่วนของน้องสาว และแนบเอกสารสำคัญให้เรียบร้อย โดยส่วนสำคัญของเอกสารนี้ย่อมไม่พ้นคนอนุมัติซึ่งเป็นพ่อของเขานั่นเอง
ตอนนี้พ่อกับแม่เข้าห้องนอนเป็นที่เรียบร้อย ไม่ว่าจะรีบร้อนแค่ไหนเห็นทีคงต้องรอรุ่งเช้าอยู่ดี หากถามว่าเหตุใดจึงรีบร้อนเช่นนี้ เพราะเขาคำนวณแล้วว่าผักเหล่านั้นเร็วสุดก็สามสัปดาห์จึงจะตัดขายได้ เขาไม่อยากให้น้องสาวต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเช่นนั้นนานนัก หากยิ่งได้ที่ดินเร็ว นำผักลงปลูกเร็ว ก็จะร่นระยะเวลาให้เร็วมากขึ้นและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้
คนเป็นน้องสาวก้าวเท้าเข้าห้องนอนของยายอย่างเงียบเชียบ เป็นปกติที่บ้านในชนบทมักจะนอนเร็ว แต่สำหรับเหอเหม่ยฉีแล้วการเข้านอนตั้งแต่ทุ่มครึ่งนี่ออกจะเร็วเกินไปสักหน่อย เธอมีความคิดมากมายที่อยากจะเขียนมันออกมา มีหลายเรื่องให้ต้องคิดและจัดการ แต่ก็ทำได้เพียงแค่ก้าวเท้าขึ้นเตียงไปนอนอีกฝั่งอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้รบกวนผู้เป็นยาย
ค่ำคืนนี้เหอเหม่ยฉีเข้านอนด้วยแผนการในหัวเต็มไปหมด แม้พี่ใหญ่หลิวหยางจะรับปากแล้วว่าจะช่วยเหลือเธอ ทว่าส่วนหนึ่งตนเองก็ต้องมีแผนการที่ดีและรัดกุมอีกด้วย เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นไม่ติดขัด
แต่เหอหเม่ยฉีก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้เลยในตอนนี้ ร่างบางจึงพยายามปรับลมหายใจเข้าออกให้สม่ำเสมอ เพื่อให้ตนเองหลับได้ง่ายขึ้นก็เท่านั้น แม้จะไม่คุ้นชินกับการนอนเร็วเช่นนี้ก็ตามที