ตอนที่ 18 ส่งสินค้ารอบแรก

1644 คำ
เช้าวันถัดมาเหอหลิวหยางทำอย่างที่รับปากกับน้องสาวเอาไว้จริง ๆ เดิมทีบ้านเหอทุกคนมักตื่นเช้าอยู่แล้ว ทว่าทันทีที่เหอหลิวหยางตื่น เขานำเอกสารคำร้องเกี่ยวกับที่ดินมาให้ผู้เป็นพ่อลงลายมือชื่อ ก่อนจะฝากให้นำไปยื่นแก่คณะกรรมการคอมมูนในเช้าวันนี้ เหอคุนไม่ได้ถามสิ่งใดให้มากความ การที่หลานสาวอยากมีที่ดินของตนเองเพื่อปลูกอะไรสักอย่างย่อมเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ทว่าความรีบร้อนของลูกชายก็ทำให้เขาสงสัยจนเอ่ยถามอยู่สองสามประโยคอยู่ดี เมื่อได้รับคำอธิบายว่าหลานสาวจะปลูกผักขาย แม้จะรู้สึกไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง เพราะเดิมทีเหม่ยฉีก็มีงานที่มั่นคงทำอยู่แล้ว ไม่เห็นว่าจะต้องลงมือปลูกผักทำงานกลางแดดร้อนให้ลำบากแต่อย่างใด แต่เมื่อได้รับคำธิบายว่าจะทำควบคู่ไปกับงานโรงงาน เขาเห็นว่ามันเป็นไปได้ หรือหากหลานสาวทำไม่ไหว อย่างไรพวกเราก็พร้อมจะช่วยเหลือเธออยู่แล้ว จึงไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อไปจากเจ้าลูกชาย หลังจากคุยเรื่องนั้นกับพ่อเรียบร้อยแล้ว เหอหลิวหยางไปหาตะกร้าสานขนาดใหญ่มาเตรียมเอาไว้สำหรับการค้าวันแรกระหว่างรอน้องสาว “ฉันพร้อมแล้ว” “อืม ไปกัน”เหอหลิวหยางยื่นตะกร้าสานให้น้องสาวถือ ก่อนทั้งคู่จะออกจากบ้านในเวลาราวตีห้าครึ่ง เวลานี้หากเป็นชีวิตก่อนคงนับได้ว่าบรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา แต่ไม่ใช่สำหรับผู้คนที่นี่ ในเมื่อพวกเขาเข้านอนกันเร็ว ย่อมมีแรงกายในการตื่นแต่เช้ามาทำงานของตนเอง ไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็กที่กำลังเดินตามพ่อแม่ไปยังที่นาของตนด้วยท่าทางขยันขันแข็ง เหอเหม่ยฉีทอดมองแสงแรกของวันที่ค่อย ๆ โผล่ขึ้นจากขอบฟ้าทีละนิด ผู้คนแถบชนบทที่ใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย ด้วยความรู้สึกยากอธิบาย ยอมรับว่ารู้สึกผิดหวังอยู่บ้างที่หลังจากเสียชีวิตแล้วกลับไม่ได้ไปเกิดใหม่ในโลกอนาคตที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งยังไม่ได้เจอกับพ่อแม่ที่จากไปก่อนหน้า แต่ถึงอย่างนั้นการได้มาอยู่ที่นี่แม้จะเริ่มต้นได้ไม่ดีนัก ทว่าตอนนี้ราวกับสิ่งดี ๆ กำลังก่อเกิดขึ้นมาในชีวิตของเธอทีละเล็กละน้อย ระหว่างเหอคนน้องกำลังคิดสิ่งใดในหัวไปเรื่อยเปื่อย เหอคนพี่ก็ขี่จักรยานตรงเข้ามายังตรอกแคบที่อยู่ก่อนถึงทางเข้าตลาด แถบนี้ส่วนใหญ่เป็นบ้านร้างที่เจ้าของเดิมเสียชีวิตจากโรคระบาดเมื่อหลายปีก่อน จึงไม่ค่อยมีผู้คนผ่านไปมามากนักด้วยชื่อเสียงเกี่ยวกับสิ่งที่มองไม่เห็น ต่างจากเหอหลิวหยางที่พาน้องสาวเข้ามาในเขตนี้ด้วยใบหน้าเรียบเฉย คนเช่นเขาหากบอกว่ากลัวสิ่งเร้นลับ คงไม่ทำใจยอมรับ ‘ความสามารถพิเศษ’ ของน้องสาวได้ภายในเวลารวดเร็วเช่นนี้ “ที่นี่อย่างนั้นเหรอ?”ทันทีที่จักรยานหยุดอยู่ภายในลานโล่งของบ้านร้างหลังหนึ่ง เหอเหม่ยฉีถามขึ้นอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ นัยน์ตากลมใสกวาดมองไปรอบทิศทาง คล้ายกำลังตรวจสอบความปลอดภัย ก่อนจะได้รับคำยืนยันจากพี่ชายว่าที่นี่ปลอดภัยจริง ๆ หญิงสาวจึงหยิบเอาใบรายการสั่งซื้อของเถ้าแก่ชิวขึ้นมา เธอกวาดสายตาจากบนลงล่างกระดาษครู่หนึ่งก็วาดมือผ่านตะกร้าสานที่เตรียมมา เพียงชั่วพริบตารายการวัตถุดิบทั้งหมดของวันนี้ก็เข้าไปอยู่ในตะกร้าเรียบร้อย เหอหลิวหยางเคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ทว่าจนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่คุ้นชินกับความสามารถของน้องสาวเท่าใดนัก ม่านตาของชายหนุ่มขยายออกเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าวัตถุดิบสดใหม่ตรงหน้าครบถ้วนตามรายการสั่งซื้อจริง ๆ มือหนาเริ่มจัดแจงเก็บเนื้อลงไปยังก้นตะกร้า ก่อนจะวางทับด้วยผักสดใหม่อีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าในตะกร้านี้มีเพียงผักเท่านั้น ไม่รอให้เวลาผ่านพ้นไปนานมากกว่านี้ ก่อนที่ผู้คนจะเริ่มพลุกพล่านจอแจ เหอหลิวหยางจะต้องพาน้องสาวไปส่งสินค้าให้เรียบร้อย เขาคร่อมจักรยานคู่ใจ โดยมีน้องสาวที่อุ้มตะกร้าใบใหญ่วางบนตักอย่างทะลักทุเล เพราะมีแขนที่ใช้การได้เพียงข้างเดียวเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นเหอเหม่ยฉีก็ไม่ได้บ่นแต่อย่างใด เธอเพียงกอดตะกร้าบนตักที่อัดแน่นไปด้วยสินค้าชุดแรกด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข ยามเช้าตรู่เช่นนี้แม้จะมีชาวบ้านออกมาเดินบนถนนอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้มากมายนัก สองพี่น้องสกุลเหอจึงนำสินค้าชุดแรกมาส่งที่ร้านบะหมี่ของเถ้าแก่ชิวได้อย่างราบรื่นโดยไร้ซึ่งคนสนใจ ชิวเหวินไม่ได้คาดหวังว่าสองพี่น้องสกุลเหอจะหาของให้เขาได้อย่างที่สัญญาระบุไว้หรือไม่ เช้าวันนี้เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดเขายังคงให้ลูกน้องไปต่อแถวซื้อเนื้อตั้งแต่เช้ามืดเพื่อให้ได้เนื้อมาขายในร้านให้ได้มากที่สุด ทว่าทันทีที่ประตูร้านเปิดออก เขากลับเห็นสองพี่น้องสกุลเหอที่ยืนรออยู่ด้านหน้าร้านพร้อมกับตะกร้าผักใบโต “มารอนานแล้วหรือ เข้ามาก่อน ๆ” เถ้าแก่ชิวกวักมือเรียกให้สองพี่น้องเข้ามาร้านด้วยความรู้สึกมีความหวัง แน่นอนว่าความหวังของเขาคงไม่พ้นตะกร้าใบนั้นที่สองพี่น้องถือมา “พวกเราพึ่งมาถึง เถ้าแก่ก็เปิดร้านพอดีครับ”เหอหลิวหยางกล่าวออกมาด้วยท่าทีนอบน้อมอย่างผู้น้อย ก่อนจะวางตะกร้าผักไว้ตรงหน้าเพื่อให้อีกฝ่ายได้ตรวจสอบเสียก่อน สีหน้าของเขาไร้กังวลอย่างยิ่ง เพราะเขาค่อนข้างมั่นใจว่าการค้าครั้งนี้ไม่มีสิ่งใดให้น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด “ลองตรวจสอบดูก่อนนะคะ ส่วนราคาก็คิดตามที่ตกลงกันไว้ได้เลย”รอยยิ้มการค้าปรากฏบนใบหน้าของเหอเหม่ยฉี โดยไม่ลืมกล่าวถึงเรื่องราคาที่เคยพูดคุยกันอย่างละเอียดไปแล้วก่อนหน้านี้ ชิวเหวินมองสองพี่น้องที่มีท่าทางแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเพียงครู่ก็ยิ้มพอใจออกมา คนพี่วางตัวอย่างผู้น้อย ซึ่งไม่ได้ต่างจากชาวบ้านทั่วไปที่นำของมาเสนอขายที่ร้าน ทว่าคนน้องแม้ไม่ได้เสียมารยาทแต่กลับวางตัวอย่าง ‘คู่ค้า’ คนหนึ่ง ซึ่งท่าทางไม่ได้แข็งกระด้าง แต่ก็ไม่ได้กดตนเองให้ดูต่ำต้อยแต่อย่างใด ร้านบะหมี่สกุลชิวเป็นกิจการที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งชิวเหวินเป็นทายาทรุ่นที่สาม เขาคุ้นเคยกับการทำงานทุกส่วนในร้านเป็นอย่างดีตั้งแต่จำความได้ แม้แต่วัตถุดิบที่ได้รับมาในวันนี้ เขาเพียงยกแต่ละอย่างขึ้นมาถือเอาไว้ก็สามารถคาดเดาน้ำหนักของมันได้ โดยไม่ต้องใช้ตราชั่ง การตรวจสอบจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่ถึงยี่สิบนาทีสองพี่น้องสกุลเหอก็เดินออกมาจากร้านของเถ้าแก่ชิวพร้อมกับเงินเกือบร้อยหยวนและรายการสั่งซื้อของวันพรุ่งนี้ เมื่อได้รับค่าตอบแทนมาแล้ว เหอเหม่ยฉีไม่ลืมแบ่งเงินออกมาเป็นสองส่วน หนึ่งส่วนสำหรับเธอ อีกส่วนหนึ่งย่อมเป็นของหุ้นส่วนคนสำคัญอย่างพี่ใหญ่หลิวหยางของเธอ “ส่วนนี้ของพี่ใหญ่” เหอหลิวหยางเหลือบมองเงินสี่สิบห้าหยวนในมือของน้องสาว ก่อนจะหยิบเอาไว้เพียงสิบหยวนเท่านั้น “เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว” มือหนาดันมือน้องสาวที่มีเงินอีกสามสิบห้าหยวนกลับไป น้องสาวนั้นเต็มใจให้เขาย่อมรู้ดีในข้อนี้ และเต็มใจรับมันเอาไว้เช่นเดียวกัน แต่เขาไม่อาจเอาเปรียบน้องสาวได้มากถึงเพียงนั้น ในเมื่อทั้งแผนการและสินค้าล้วนเป็นของเหม่ยฉีทั้งสิ้น เขาเป็นเพียงแค่ผู้ช่วยคนหนึ่งจะกล้ารับค่าตอบแทนถึงกึ่งหนึ่งได้อย่างไร คิ้วคู่งามขมวดเข้าหากันเล็กน้อย พลันมองเงินสามสิบห้าหยวนในมือสลับกับสีหน้าจริงจังของพี่ชายก็พอจะเข้าใจได้ เธอไม่อยากสร้างความลำบากใจให้เขาแต่อย่างใดจึงเลือกกล่าวเรื่องอื่นขึ้นมาแทน “ไปกินข้าวกันเถอะ ฉันเลี้ยงพี่เอง” “นั่นมันก็แน่นอนอยู่แล้ว”เหอหลิวหยางตอบน้องสาวด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ การที่น้องสาวไม่ได้ดื้อดึงจะมอบเงินส่วนนั้นให้ทำให้เขารู้สึกสบายใจไม่น้อย ถือว่าเหอเหม่ยฉีนั้นเป็นผู้ใหญ่มากทีเดียว ที่สามารถเข้าใจอะไรได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ เวลาเกือบเจ็ดโมงเช้าสองพี่น้องบ้านเหอถีบจักรยานเข้ามาในหมู่บ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มดูมีความสุขไม่น้อย เหอหลิวหยางต้องไปทำงานในแปลงนาต่อ ทันทีที่จอดจักรยานในบ้านเรียบร้อย เขาก็แบกจอบขึ้นบ่าไปทำงานของตนเองทันที ส่วนเหอเหม่ยฉีแม้จะแขนเจ็บก็ยังพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เธอติดตามป้าสะใภ้ไปซักผ้าโดยบอกให้ผู้เป็นยายทำตัวสบาย ๆ อยู่บ้านรอเธอกลับมาก็พอ เจียงหนิงฮวาแม้จะรู้สึกขบขันกับท่าทางทะเล้นของหลานสาวอยู่บ้างแต่ก็เชื่อฟังเป็นอย่างดี เช้าวันนี้จึงมีเพียงวั่นเลี่ยงซูและเหอเหม่ยฉีที่หอบหิ้วผ้าของคนในบ้านออกมาซัก
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม