ระยะทางระหว่างบ้านตระกูลฟางมาถึงบ้านเดิมของมารดาไม่ได้ไกลกันมาก ใช้เวลาเดินเท้าเพียงสิบกว่านาทีก็ถึงแล้ว ทว่าเมื่อเดินมาได้ครึ่งทางฟางเหม่ยฉีพลันรู้สึกคล้ายจะเป็นลมขึ้นมา
“อีกไม่ไกลก็ถึงบ้านเราแล้ว เหม่ยฉีไหวหรือไม่?”วั่นเลี่ยงซูถามหลานสาวด้วยใบหน้าเป็นกังวล เธอรู้ดีว่าบาดแผลจากการตกรถนั้นไม่ได้หนักหนา ทว่าสีหน้าซีดเซียวของหลานสาวก็ดูไม่ค่อยปกตินักจึงได้ถามขึ้น
ร่างผอมบางหันไปหาป้าสะใภ้พลันระบายยิ้มจางออกมา ขณะตามกรอบหน้าและแผ่นหลังเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดพราย เพราะตื่นเต้นกับแผนการมากไปหน่อย เช้านี้จึงไม่กินอะไรรองท้องก่อน พอเกิดเรื่องราวยุ่งเหยิงขึ้นจนตอนนี้เวลาล่วงเลยเที่ยงไปสักพักใหญ่แล้ว แม้แต่น้ำสักหยดยังไม่ตกถึงท้อง จึงทำให้เธอรู้สึกหูอื้อตาลายอยู่บ้างเมื่อต้องเดินทางกลางอากาศร้อนอบอ้าว
“ไหวค่ะไหว หนูแค่ยังไม่ได้กินข้าวเช้าน่ะค่ะ”พูดยังไม่ทันขาดคำเสียงกระเพาะก็ร้องประท้วงจนเธอรู้สึกอับอาย
ร่างผอมบางทำได้แค่ยิ้มเจื่อนให้กับป้าสะใภ้แล้วเดินต่อไปตามทาง โดยมียายและป้าสะใภ้ประคองไว้ทั้งสองข้าง ส่วนลุงใหญ่ไปติดต่อเรื่องเปลี่ยนแซ่และทะเบียนบ้านให้เธอพร้อมผู้นำหูโม่โฉวกว่าจะกลับก็คงเย็นย่ำ
“เดี๋ยวกลับไปกินข้าวที่บ้าน อดทนอีกหน่อยนะ”เจียงหนิงฮวากล่าวกับหลานสาวด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
หญิงชรารู้สึกมีความสุขกับเรื่องในวันนี้จนไม่อาจหุบรอยยิ้มลงได้เลย แม้หนทางข้างหน้าจะขรุขระเพียงใด เธอตั้งใจแล้วว่าจะเลี้ยงดูหลานสาวให้เป็นอย่างดี ไม่ว่าใครหน้าไหนก็อย่าได้มารังแกหลานสาวของเธอเลยเชียว
บ้านสกุลเหอใหญ่เป็นสองเท่าของบ้านสกุลฟางที่เธอจากมา ด้านหน้าเป็นลานกว้างที่มีต้นไม้ให้ร่มเงาอยู่สองสามต้น ดูแล้วสดชื่นสบายตา ภายในตัวบ้านถูกจัดแบ่งเป็นสัดส่วน ข้าวของจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ถือได้ว่าคนในครอบครัวช่วยกันดูแลเป็นอย่างดีทีเดียว
ไม่เหมือนบ้านฟางที่มีเพียงฟางเหม่ยฉีเป็นคนดูแล ส่วนอีกสามคนนอกจากไม่ดูแลแล้วยังมักจะทำให้บ้านสกปรกทรุดโทรมอีก
คิดมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกว่าดีแล้วที่หลุดพ้นจากคนเหล่านั้นมาได้…
บ้านนี้มีห้องนอนจำนวนสามห้อง ซึ่งห้องแรกทางปีกซ้ายเป็นห้องของเจียงหนิงฮวา ปีกขวามีสองห้องเป็นของวั่นเลี่ยงซูกับสามี และห้องสุดท้ายเป็นของลูกชายของบ้าน ซึ่งฟางเหม่ยฉีไม่ได้พบเจอมาหลายปีแล้วคิดว่าวันนี้ก็คงได้เจอกัน
“เหม่ยฉีนอนกับยายก็แล้วกัน”เจียงหนิงฮวากล่าวกับหลานสาว ก่อนจะรับเอาเสื้อผ้าที่มีเพียงไม่กี่ชุดของหลานสาวมาเก็บเอาไว้ในห้องของตน
ฟางเหม่ยฉีเพียงยิ้มรับ ก่อนจะเดินตามหลังป้าสะใภ้ไปนั่งยังโต๊ะกินข้าว
“เดี๋ยวป้าหาข้าวให้กิน หลานรอเดี๋ยวนะ”วั่นเลี่ยงซูรีบเข้าครัวไปหากับข้าวง่าย ๆ มาให้หลานสาวได้กิน ดูจากใบหน้าซีดเซียวของเหม่ยฉีแล้วคาดว่าคงทนได้อีกไม่นาน หากไม่รีบกินในตอนนี้เห็นทีคงจะเป็นลมเป็นแล้งไปจริง ๆ
ท่าทางกระตือรือร้นของยายและป้าสะใภ้ทำให้เธอมั่นใจว่าคนบ้านเหอนั้นยินดีกับการรับเธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่จริง ๆ
ฟางเหม่ยฉีนั่งรอเพียงไม่นาน กลิ่นอาหารก็ลอยเข้ามาปะทะปลายจมูก ก่อนจะเห็นป้าสะใภ้เดินถือกับข้าวสามอย่างออกมา ส่วนยายก็เดินเข้าไปเอาข้าวหม้อใหญ่แล้วเดินตามมา
เพราะเลยมื้อเที่ยงมาพอสมควรแล้ว วั่นเลี่ยงซูและแม่สามียังไม่ได้กินมื้อเที่ยงเช่นเดียวกับหลานสาว เช่นนั้นแล้วจึงทำอาหารมากขึ้นหน่อยเพื่อกินมื้อเที่ยงพร้อมกันไปเลยเห็นจะดีกว่า
หลานสาวคนใหม่ของบ้านเมื่อเห็นว่ายายและป้าสะใภ้เริ่มกินข้าวแล้ว จึงได้ถามขึ้นว่า “เราจะไม่รอลุงใหญ่กับพี่ใหญ่ก่อนเหรอคะ?”
“ลุงใหญ่คงหาข้าวกินในอำเภอแล้ว ส่วนพี่ใหญ่ของหลานป้าห่อข้าวเที่ยงให้เขาไปตั้งแต่เช้าแล้ว พวกเรากินกันเถอะ หลานอย่าห่วงพวกเขาเลย”
วั่นเลี่ยงซูกล่าวด้วยรอยยิ้ม ขณะที่มือก็ตักข้าวให้กับแม่สามีจนพูนถ้วย ก่อนจะตักให้กับหลานสาว และถ้วยของตนเองเป็นลำดับสุดท้าย
“ค่ะ”ฟางเหม่ยฉีเพียงตอบรับสั้น ๆ
อาหารของบ้านเหอถือว่าดีกว่าบ้านฟางเล็กน้อย แต่ที่ดีกว่าอย่างชัดเจนคือ เธอสามารถนั่งร่วมโต๊ะกับทุกคนและกินอาหารที่วางอยู่ได้ทุกจาน ไม่ใช่รอเพียงเศษอาหารที่กินเหลือเหมือนตอนอยู่ที่นั่น
เจียงหนิงฮวาเห็นหลานสาวเอาแต่กวาดตามองอาหารจานนั้นทีจานนี้ทีแต่ไม่ยอมคีบเข้าปากสักคำ จึงได้ถามขึ้นบ้าง
“บ้านเรามีเนื้อไม่มาก หลานพอกินได้ใช่ไหม?”แม้ลูกชายจะเป็นผู้นำหมู่บ้าน มีเงินเดือนจากทางการ หลานชายเป็นกำลังหลักในการดูแลแปลงนาของครอบครัว แต่บ้านเหอก็หาได้ฟุ้งเฟ้อแต่อย่างใด
เราเป็นครอบครัวชาวนาที่พอจะมีเงินอยู่บ้าง การกินข้าวสามมื้อก็ถือว่าดีกว่าบ้านอื่นมากแล้ว วันหนึ่งมีเนื้อกินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นไม่นับว่าลำบาก
“ได้ค่ะ นี่ก็ดีมากแล้ว ขอบคุณนะคะยาย ป้าสะใภ้ด้วย”ใบหน้าซูบผอมเผยรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว ที่เธอพูดมานั้นไม่ได้หวังจะประจบเอาใจยายกับป้าสะใภ้แต่อย่างใด เธออยากขอบคุณพวกเขามากจริง ๆ
ทั้งที่แม่ของเธอแต่งออกไปอยู่บ้านฟางนานมากแล้ว หนำซ้ำยังตายจากไปได้หลายปี แต่พวกท่านกลับไม่ทอดทิ้งหลานสาวคนนี้แต่อย่างใด กลับกันยังเต็มใจช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่จะไม่ให้เธอซาบซึ้งได้อย่างไร
รอยยิ้มที่เหมือนกับคนที่จากไปไม่มีผิดเพี้ยนทำเอาเจียงหนิงฮวารู้สึกน้ำตาคลอ ทว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารไม่ควรหม่นเศร้าเช่นนี้ มือเหี่ยวย่นจึงคีบเนื้อชิ้นใหญ่ที่สุดวางไว้บนข้าวของหลานสาว ก่อนจะกล่าวออกมาเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้น่ายินดีกว่าที่เป็นอยู่
“ฮ๊ายยย! กินเข้าไปเยอะ ๆ เป็นผู้หญิงมีน้ำมีนวลหน่อยถึงจะดี”หลานสาวของเธอผอมแห้งถึงเพียงนี้ เห็นทีเมื่อมาอยู่ที่นี่จะต้องขุนให้มากหน่อย จึงจะได้งดงามเหมือนกับแม่ของเหม่ยฉีที่จากไป
“ฉันเห็นด้วยกับแม่ค่ะ”วั่นเลี่ยงซูกล่าวเสริม ก่อนจะคีบเอาผักบุ้งที่เคลือบไปด้วยน้ำมันจนวาววับวางไว้บนชามข้าวของหลานสาว
ฟางเหม่ยฉีรู้สึกมีความสุขกับชีวิตใหม่ในบ้านเหอไม่น้อย ทว่าอาหารบนโต๊ะนั้นน่ากินมากก็จริง และเธอก็ชื่นชอบอาหารพวกนี้มากทีเดียว แต่หากมองให้ดีทั้งน้ำมันและเนื้อติดมันที่อยู่ตรงหน้ามันทำให้ความรู้สึกในใจเธอเริ่มขัดแย้งกัน
ตะเกียบในมือชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะคีบอาหารเข้าปากพร้อมกับหันไปยิ้มให้กับทั้งสองคนตรงหน้าจนตาหยี
เอาเถอะ…ถือว่าให้รางวัลตนเองสักมื้อก็แล้วกัน ฟางเหม่ยฉีคิดในใจ
มื้ออาหารจบลงอย่างมีความสุข แม้จะอยากช่วยหยิบจับงานบ้าน ทว่าด้วยแขนที่ถูกเฝือกอันใหญ่ครอบอยู่ทำให้เธอไม่อาจทำสิ่งใดตามใจได้ ยังดีหน่อยที่คนบ้านเหอเข้าใจเธอเป็นอย่างดี จึงไม่ได้มีปัญหา
ตกเย็นระหว่างที่ฟางเหม่ยฉีนั่งคุยกับยายอยู่หน้าบ้าน ลุงใหญ่ที่เข้าไปในอำเภอเพื่อติดต่อทำเอกสารให้กับหลานสาวเพียงคนเดียวก็กลับมาพอดี
“ลุงใหญ่เป็นอย่างไรบ้างคะ?”ฟางเหม่ยฉีถามขึ้นมาอย่างเป็นกังวล เพราะนี่เป็นเอกสารของเธอ แต่เธอกลับไม่ได้ไปด้วย จึงไม่ค่อยแน่ใจว่าลุงใหญ่จะทำสำเร็จหรือไม่
เหอคุนยิ้มกับให้หลานสาว ก่อนจะยื่นเอกสารให้ “เรียบร้อยแล้ว รับไปสิ!”
มือเรียวรับเอาเอกสารมาถือไว้โดยไม่ลืมกล่าวคำขอบคุณ ก่อนจะเปิดดูเอกสารหลายชุดที่อยู่ในซอง ซึ่งใบแรกเป็นหนังสือตัดขาดที่ประทับตราเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีกใบเป็นหนังสือเปลี่ยนแซ่ของเธอเอง ซึ่งประทับตราเรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน
“เหอเหม่ยฉี อย่างนั้นเหรอ?”ริมฝีปากบางอ่านเอกสารในมือเสียงแผ่วเบา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองครอบครัวใหม่ของตนเองผ่านม่านน้ำตา
เธอไม่รู้จะกล่าวคำขอบคุณพวกเขาอย่างไรถึงจะพอ แต่ก็ตั้งใจแล้วว่าต่อจากนี้เธอจะใช้สิ่งที่ตนเองมีอยู่ทำให้ชีวิตของพวกเขาสกุลเหอดีขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบแทนที่พวกเขาไม่คิดทอดทิ้งเธอในวันนี้