ตอนที่ 8 ทำตามแผนการ

1680 คำ
ทันทีที่ถูกพาตัวมาถึงสถานพยาบาลใกล้หมู่บ้าน ฟางเหม่ยฉีเริ่มทำตามแผนการในทันที เธอร้องขอให้พยาบาลช่วยกันคนที่มาด้วยออกไปก่อน โดยอ้างว่ามีบาดแผลใต้ร่มผ้า พอดีกับที่พยาบาลอีกคนเดินมาซักประวัติและสอบถามอาการบาดเจ็บเบื้องต้น ฟางเหม่ยฉีตอบคำถามทุกข้อไปตามตรง โดยไม่ลืมชี้จุดใต้ร่มผ้าที่ตนรู้สึกเจ็บ เพราะเป็นสถานพยาบาลขนาดเล็ก บุคคลากรจึงมีเพียงแพทย์หญิงคนหนึ่งและบุคลากรที่เกี่ยวข้องเพียงสามคนเท่านั้น ซักประวัติเสร็จเพียงไม่นานคุณหมอประจำสถานพยาบาลก็เข้ามาดูอาการทันที “แขนของคุณแค่เคล็ดนะคะ มีรอยถลอกเล็กน้อย ส่วนบริเวณเอวมีรอยช้ำสองจุดเท่านั้น เดี๋ยวหมอจะให้พยาบาลนำยามาให้คุณ”คุณหมอวัยสามสิบปีกล่าวออกมาเสียงอ่อนโยน หลังจากตรวจดูอาการบาดเจ็บภายนอกอย่างละเอียด ทว่าสำหรับคนเจ็บแล้วนั้นหาได้ใส่ใจกับบาดแผลบนร่างกายเท่าใดนัก เพราะตอนที่ตัดสินใจปล่อยตนเองให้ตกรถ ย่อมคำนวณมาแล้วเป็นอย่างดีว่าตนเองจะไม่ได้เจ็บหนักแต่อย่างใด “คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ?”ท่าทางกระสับกระส่ายของคนไข้ที่เกิดขึ้น ทำให้คุณหมอเพียงหนึ่งเดียวของที่นี่ตัดสินใจถามขึ้นในที่สุด เผื่อว่ายังมีจุดที่ได้รับบาดเจ็บอื่นอีกจะได้รักษาได้ทัน ทว่าฟางเหม่ยฉีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจกล่าวขอความช่วยเหลือออกไป “คุณหมอคงเห็นรอยช้ำเก่า ๆ ตามลำตัวฉันบ้างแล้วใช่ไหมคะ? ฉันมีเรื่องจะขอร้องให้คุณหมอช่วยหน่อยได้ไหมคะ?” เธอมั่นใจว่ารอยช้ำที่ถูกทำร้ายครั้งก่อนย่อมมีอยู่ทั่วผิวกาย และคุณหมอท่านนี้ก็คงเห็นมันแล้วอย่างแน่นอน เมื่อเห็นว่าคุณหมอไม่ได้ปฎิเสธ ฟางเหม่ยฉีจึงตัดสินใจเล่าเรื่องเกิดขึ้นให้คุณหมอฟัง และพยายามโน้มน้าวให้อีกฝ่ายเข้าใจความเจ็บปวดที่เธอได้รับตลอดมา จนกระทั่งคุณหมอหญิงตกปากรับคำจะช่วยเธอในที่สุด เดิมทีเพียงแค่อาการ ‘เคล็ด’ ที่แขนไม่จำเป็นต้องใส่เฝือกอันใหญ่เทอะทะแต่อย่างใด ทว่าเพื่อความสมจริงฟางเหม่ยฉีจึงขอร้องให้คุณหมอทำให้เธอ ก่อนจะวานให้พยาบาลคนหนึ่งช่วยส่งคนไปแจ้งข่าวที่บ้านสกุลฟางให้ แน่นอนว่าการช่วยเหลือนี้ฟางเหม่ยฉีไม่ได้ขอร้องปากเปล่า เนื้อตากแห้งอย่างดีถูกหยิบออกมาจากถุงผ้าที่เธอพกติดตัวตลอด ถูกแจกจ่ายให้เท่ากับจำนวนเจ้าหน้าที่ในทันทีที่คุณหมอรับปากจะทำตามคำร้องขอของเธอ ในช่วงสายจึงมีเด็กชายในหมู่บ้านวิ่งมาเคาะประตูเรียกหน้าบ้านสกุลฟาง ซึ่งฟางอี้กำลังจะไปดูแปลงนาพอดีจึงออกมาเปิดประตูให้ “มีอะไร?” เด็กชายที่ถูกไหว้วานให้มาแจ้งข่าวมีอาการหอบเหนื่อยเล็กน้อย หลังจากพักหายใจครู่หนึ่งจึงตอบออกไปว่า “เมื่อเช้าพี่สาวฟางตกรถ ตอนนี้คุณหมอที่สถานพยาบาลกำลังรักษาให้อยู่ เห็นว่าแขนหัก พี่สาวฟางฝากบอกให้ลุงฟางช่วยเตรียมเงินไปจ่ายค่ารักษาให้เธอหน่อยครับ” “อืม ฉันเข้าใจแล้ว”ฟางอี้พยักหน้ารับ พลันมือหนาหยาบใหญ่กำเข้าหากันแน่นด้วยความไม่พอใจ โง่เง่าจนตนเองตกรถแขนหัก ยังมีหน้าให้คนมาบอกให้ที่บ้านเอาเงินไปจ่ายอีกอย่างนั้นเหรอ ฝันไปเถอะ… ฟางอี้หาได้ใส่ใจกับเรื่องราวของลูกสาว และไม่คิดว่าเงินในบ้านจะต้องเสียไปกับลูกสาวโง่เง่าอย่างฟางเหม่ยฉี เขาเพียงแบกจอบขึ้นบ่าแล้วเดินออกจากบ้านไปยังแปลงนาอย่างเช่นทุกวัน โดยไม่ได้สนใจลูกสาวที่กำลังบาดเจ็บว่าในตอนนี้จะเป็นอย่างไร… ขณะเดียวกันเซี่ยซูเม่ยที่แอบฟังอยู่ในมุมหนึ่งของบ้านได้ยินสิ่งที่เด็กชายมาบอกสามีตั้งแต่ต้น เมื่อเห็นว่าสามีไม่ได้สนใจลูกสาวที่เกิดจากภรรยาเก่าแต่อย่างใดก็ลอบยิ้มออกมาด้วยความสะใจ ด้านคนที่รออยู่ที่สถานพยาบาลอย่างใจเย็นจนกระทั่งเวลาใกล้เที่ยงก็ยังไร้เงาผู้เป็นพ่ออย่างที่ควรจะเป็น ทว่าแทนที่ฟางเหม่ยฉีจะเศร้าเสียใจ เธอกลับยิ้มมุมปากแล้วคิดในใจว่า ‘แบบนี้ก็ถูกต้องแล้ว’ ทันใดนั้นคนที่มาปรากฏตัวอยู่ด้านหน้าสถานพยาบาลกลับเป็นลุงใหญ่ ป้าสะใภ้และยายของเธอนั่นเอง เหงื่อที่ไหลโทรมกายของทั้งสามคนดูก็รู้ว่าพวกเขารีบร้อนมาที่นี่เพียงใด พยาบาลที่เห็นเช่นนั้นกลับซุบซิบกันเป็นการใหญ่ที่ได้เห็นว่าคนเป็นพ่อไม่ได้ห่วงลูกสาวสักนิด กลับเป็นบ้านเดิมของมารดาที่มารับและจ่ายค่ารักษาให้ เพียงไม่นาน ‘ความน่าสงสาร’ ของฟางเหม่ยฉีก็ถูกพูดถึงในวงกว้าง ขณะติดต่อรับยาไม่มีการเอ่ยถึงอาการบาดเจ็บของฟางเหม่ยฉีออกมาแต่อย่างใด เนื่องจากคนเจ็บได้ขอเอาไว้ มีเพียงเจียงหนิงฮวาที่รับยาและจ่ายเงินค่ารักษาให้กับหลานสาวอย่างเต็มใจ ก่อนที่ทั้งสี่คนจะเดินกลับบ้านฟางมาด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง ระหว่างทางเดินเธอเห็นว่าตรงหน้าเป็นจุดสำคัญที่เหมาะสมกับการเริ่มแผนการขั้นต่อไป ฟางเหม่ยฉีจึงพยักหน้าและส่งสายตาให้กับญาติฝั่งมารดา ลุงใหญ่รู้ได้ในทันทีจึงแยกตัวออกไปยังบ้านของผู้นำหมู่บ้านแห่งนี้ ส่วนป้าสะใภ้นั้นเริ่มทำตามแผนทันที โดยมีแม่สามีที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี ทั้งสามคนเดินมาถึงบริเวณกลางหมู่บ้านพอดี จุดนี้มักจะมีหญิงสาวหลายช่วงวัยในหมู่บ้านที่ชอบมานั่งจับกลุ่มนินทากันอยู่เป็นประจำ “แขนหักเช่นนี้แล้วจะไปทำงานได้อย่างไร อย่างน้อยก็ต้องรักษาตัวอีกแรมเดือน”วั่นเลี่ยงซูกล่าวออกมาเสียงดัง ก่อนจะลูบฝ่ามือลงบนเฝือกสีขาวที่สวมอยู่บนแขนซ้ายของหลานสาวด้วยแววตาเป็นกังวล ฟางเหม่ยฉีแสร้งส่งยิ้มบางออกมาด้วยแววตาขมขื่น ก่อนจะตอบออกไปเสียงแหบแห้ง “คงต้องอยู่แบบนี้สักสามเดือนน่ะค่ะ ฉันคงต้องลาออกจากที่นั่น” “แล้วไหนจะค่าหมอ ค่ายารักษาตัว จะทำอย่างไรเล่า?”ผู้เป็นยายกล่าวผสมโรงอีกครั้ง ทันทีที่เจียงหนิงฮวากล่าวจบ เธอสังเกตว่ากลุ่มคนที่กำลังพูดคุยกันเสียงดังพลันหยุดชะงัก ก่อนจะเหลือบมองมาที่หลานสาวของตนเป็นตาเดียว ด้านคนเจ็บเห็นแล้วว่าเรื่องราวของตนจะเดินทางไปถึงบ้านฟางในไม่ช้า ทั้งสามจึงไม่ได้รีบร้อนแต่อย่างใด ระหว่างทางก็ไม่ลืมกระจายข่าวอาการบาดเจ็บไปต่าง ๆ นานา จนแน่ใจว่าเรื่องที่ลูกสาวคนโตบ้านฟางแขนหักใช้การไม่ได้จะดังไปถึงคนที่นั่นก่อนที่ตนเองจะกลับไปอย่างแน่นอน กลุ่มคนที่เงี่ยหูฟังอยู่เดิมทีกำลังพูดคุยกันเรื่องที่ลูกสาวบ้านฟางผู้น่าสงสารอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าข้างกายฟางเหม่ยฉีมียายและป้าสะใภ้จากหมู่บ้านข้าง ๆ คอยประคองอยู่ ไร้ซึ่งเงาของคนสกุลฟางแต่อย่างใด นั่นยิ่งยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าข่าวลือที่ได้ยินก่อนหน้านี้เป็นเรื่องจริง เช่นนั้นแล้วภายในเวลาไม่นานเรื่องราวทั้งหมดก็ถึงหูของฟางอี้ที่กำลังถางหญ้าอยู่ข้างคันนาส่วนของตนเอง ข่าวไร้สาระนั้นทำเอาเขาโกรธจัดจนไม่สามารถทำงานต่อไปได้อีก เขาแบกจอบขึ้นบ่าแล้วเดินกลับบ้านอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงก็เห็นว่ามีกลุ่มคนมากมายจับกลุ่มอยู่หน้าบ้านของตน กลางวงล้อมมีลูกสาวของตนเองที่กำลังยิ้มรับความเห็นใจจากทุกทิศทาง ยิ่งเห็นเช่นนี้ฟางอี้ยิ่งรู้สึกโมโหขึ้นมามากขึ้นไปอีก จึงตะโกนออกไปเสียงดังว่า “แค่แขนหักยังงามหน้าไม่พออีกเหรอ? ถึงได้สร้างเรื่องให้ที่บ้านเช่นนี้” คำพูดนี้ของลูกเขยทำเอาเจียงหนิงฮวาที่ได้ยินเต็มสองรูหูถึงกับตวัดมองด้วยความโกรธแค้น เธออยากจะตะโกนด่าลูกเขยชั่ว ทว่ากลับมีมือบางเฉียบของหลานสาวจับเอาไว้เสียก่อน จึงได้ปิดปากลงเพื่อไม่ให้แผนของหลานสาวพังลง “พ่อ…คือหนู”ฟางเหม่ยฉีแสร้งทำหน้าขลาดกลัว ก่อนจะคั้นหยาดน้ำตาออกมาอย่างยากลำบาก แล้วมองผู้เป็นพ่ออย่างตัดพ้อ “ก็โง่เง่าเองไม่ใช่หรือ จะยังเรียกร้องความสงสารไปทำไมกัน”ฟางอี้ด่าทอลูกสาวอีกครั้ง ใบหน้าที่คล้ายคลึงกับผู้เป็นแม่ถึงแปดส่วน ยิ่งเห็นยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดปนรังเกียจเหลือจะกล่าว “ค่ะ อึก! เข้าใจแล้ว แต่หนูขอเงินค่ารักษาไปคืนยายหน่อยได้ไหมคะ?”ฟางเหม่ยฉีกล่าวกับผู้เป็นพ่อเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าทำเอาคนรอบข้างต่างมองเธอด้วยความเวทนาอย่างที่สุด ทุกคนต่างลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันแล้วว่าข่าวลือทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง ทว่ากลับไม่ใช่ฟางอี้ที่ตอบคำถามนั้นของฟางเหม่ยฉี กลับเป็นคนดูแลเงินของบ้านสกุลฟางอย่างเซี่ยซูเม่ยที่รู้สึกไม่ยินยอม กล่าวขึ้นมาแทนพร้อมเดินมายืนอยู่เคียงข้างสามี “ไม่มี!” ฟางเหม่ยฉีสะอื้นไห้ออกมาจนตัวสั่น โดยมียายและป้าสะใภ้โอบอยู่ด้านข้าง ท่าทางเหล่านี้ทำให้ผู้คนโดยรอบที่ทนดูความใจร้ายของสองสามีบ้านฟางไม่ไหว ถึงขั้นส่งเสียงด่าทอทั้งคู่ออกมาในที่สุด
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม