ตอนที่ 9 ตัวไร้ค่าบ้านฟาง

1718 คำ
ด้านคนถูกปฎิเสธพลันลอบยิ้มในใจ ก่อนจะกล่าวออกมาเสียงดังพร้อมหยาดน้ำตาที่พรั่งพรูออกมาอย่างน่าสงสาร “จะไม่มีได้อย่างไรคะ ตลอดเวลาเกือบสองปีหนูทำงานมาก็มอบเงินให้ที่บ้านจนหมด อีกอย่างยังมีเงินค่าล่วงเวลาที่มอบให้กับน้องสาวอีกส่วนหนึ่ง หนูขอเงินเพียงไม่กี่สิบหยวนมาคืนยายเถอะนะคะ” ไม่เพียงแค่ร่ำไห้อย่างหนัก ทว่าเข่าสองข้างของฟางเหม่ยฉีพลันทรุดลงบนพื้นดินในทันที พลางทอดมองครอบครัวสกุลฟางผ่านม่านน้ำตา ฟางเหม่ยฉีคนก่อนอาจจะเกรงกลัวน้องสาวต่างสายเลือดในเรื่องนี้ แต่ไม่ใช่กับฟางเหม่ยฉีคนนี้อย่างแน่นอน ในเมื่อหานเยว่ฉีชอบหยิบเรื่องนี้มาข่มขู่ดีนัก วันนี้เธอจะเป็นคนเปิดโปงมันด้วยตนเอง “นางเหม่ยฉี! แก!”คนที่ถูกกล่าวถึงอย่างหานเยว่ฉีมีหรือจะนิ่งเฉย เด็กสาวออกอาการดิ้นเร่า ๆ ในทันทีที่พี่สาวต่างสายเลือดกล่าวเปิดโปงเช่นนั้น เธอไม่คิดมาก่อนว่านางเหม่ยฉีที่มักจะมีท่าทีขลาดเขลาทุกครั้งที่พบเจอ ทว่าวันนี้บังอาจตั้งตัวเป็นศัตรูของเธอเสียได้ พลันเมื่อหันไปสบดวงตาคู่นั้นของผู้เป็นแม่ก็ทำให้หานเยว่ฉีรู้สึกได้ว่าหลังจากจบเรื่องนี้เธออาจจะเป็นรายต่อไปที่ถูกแม่อบรมชุดใหญ่ การแสดงออกของคนบ้านฟางเพียงเท่านี้ก็ทำให้พี่ป้าน้าอาที่ยืนฟังอยู่เข้าใจได้แล้วว่าสิ่งที่ลูกสาวคนโตบ้านฟางพูดออกมานั้นเป็นความจริง ทันใดนั้นรอบข้างก็เต็มไปด้วยเสียงทักท้วงทวงความยุติธรรมให้แก่ฟางเหม่ยฉี รวมถึงถ้อยคำด่าทอหยาบคายออกมาไม่หยุด เดิมทีเซี่ยซูเม่ยเป็นคนฉลาดแกมโกง แน่นอนว่าสิ่งที่ลูกเลี้ยงกล่าวออกมาเธอย่อมเข้าใจผลตอบรับของมันดี ยิ่งลูกสาวของตนออกอาการร้อนรนเช่นนั้น เธอเองยังมองออกว่าลูกสาวทำเรื่องเหล่านั้นลงไปจริง ๆ แล้วคนอื่นจะมองไม่ออกหรือ เรื่องเงินเหล่านั้นที่ลูกสาวแอบรีดไถไปจากเด็กเหม่ยฉีก็เอาไว้ก่อนเถอด สถานการณ์ตรงหน้านี่อย่างไรก็สำคัญกว่า ทว่าเมื่อสายตาของเซี่ยซูเม่ยไปสะดุดเข้ากับแขนซ้ายของลูกเลี้ยงที่ถูกห่อหุ้มด้วยเฝือกสีขาวอันใหญ่ ก็รับรู้ได้ถึงปัญหาที่กำลังจะตามมาในทันที นี่ไม่ใช่เพียงแค่ต้องจ่ายค่ารักษาให้กับยายแก่นั่นเสียแล้ว… ฟางเหม่ยฉีที่เห็นว่าเสียงรอบข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ร่างผอมบางจึงขยับเข้าไปใกล้น้องสาวต่างสายเลือดมากขึ้น ก่อนจะกล่าวปนเสียงสะอื้นต่อไปอีกว่า “น้องสาว…หากน้องยังพอมีเงินที่พี่ให้เหลืออยู่ พี่สาวขอยืมมาจ่ายค่ารักษาหน่อยได้หรือไม่?” ท่าทางไม่ยินยอมของคนบ้านฟางทำให้ฟางเหม่ยฉีรู้สึกได้ถึงความสำเร็จที่ใกล้เข้ามาในทุกนาทีต่อจากนี้ “เหม่ยฉีเป็นคนของสกุลฟาง จะไม่จ่ายค่ารักษาให้เธอได้หรือ นี่หาใช่ภาระที่คนบ้านเหอต้องจ่ายไม่” เหอคุน กล่าวขึ้นท่ามกลางวงล้อม ร่างสูงใหญ่ที่เดินเข้ามาพร้อมกับผู้นำหมู่บ้านทำให้ชาวบ้านนับสิบคนที่กำลังมุงดูหลีกทางให้เขาอย่างรวดเร็ว และทันทีที่เห็นสหายกล่าวเช่นนั้น ด้านผู้นำหมู่บ้านอย่าง หูโม่โฉว ตัดสินใจกล่าวสำทับในทันที “ใช่!” เดิมทีเขาเห็นแม่หนูบ้านฟางมาตั้งแต่ยังเล็ก ตั้งแต่แม่แท้ ๆ จากไปชีวิตที่น่าสงสารของเด็กคนนี้มีใครบ้างในหมู่บ้านนี้ไม่รู้ เพียงแต่รู้แล้วก็ไม่อาจยื่นมือช่วยได้เพราะเจ้าตัวไม่เคยร้องขอ หรือปริปากขอให้ใครช่วยเลยสักครั้ง จนวันนี้ที่สหายเดินเข้ามาหาแล้วขอร้องให้ช่วยหลานสาวของตน ทั้งยังยืนยันว่าเจ้าตัวขอให้ช่วยเองกับปาก เขาจึงเดินทางมาที่นี่พร้อมสหายอย่างไม่อิดออด ทั้งยังตั้งใจแน่วแน่ว่าจะช่วยเหลือแม่หนูที่น่าสงสารคนนี้ให้พ้นจากสกุลเดิมของพ่อให้ได้ สกุลฟางเดิมทีก็ไม่ได้ดีเลิศอะไรอยู่แล้ว ผู้นำคนก่อนขี้เกียจตัวเป็นขน งานการไม่หยิบจับแต่ละวันรอรับแต่ส่วนแบ่งแต้มงานจากลูก ๆ เท่านั้น จนตายจากไปผู้นำคนปัจจุบันอย่างฟางอี้ก็ไม่เอาไหนไม่ต่างจากผู้เป็นพ่อ มีใครมองไม่ออกบ้างว่าครอบครัวนี้ หากไม่มีลูกสาวทำงานโรงงานหาเงินมาจุนเจือ บ้านนี้จะกินอยู่อย่างไร นอกจากจะไม่รู้สึกซาบซึ้งแล้ว ยังด่าทอทุบตีแม่หนูฟางคนนี้อยู่บ่อยครั้งอีก ช่างเป็นครอบครัวที่น่ารังกียจเหลือเกิน…. “ท่านผู้นำ!”ฟางอี้กล่าวออกมาอย่างตื่นตระหนก เขาไม่คิดว่าเพียงแค่ลูกสาวสกุลฟางบาดเจ็บเล็กน้อย เรื่องราวจะลุกลามใหญ่โตถึงเพียงนี้ ขนาดที่ว่าผู้นำหมู่บ้านก็มาอยู่ที่นี่ด้วย เช่นนั้นเรื่องราวในวันนี้เห็นทีคงไม่จบลงง่าย ๆ “เงินเพียงไม่กี่สิบหยวนเท่านั้น เดี๋ยวฉันจะทำงานมาใช้คืนนะคะ” เสียงสั่นเครือของฟางเหม่ยฉีที่กล่าวออกมาทำเอาคนรอบข้างรู้สึกสงสารจับใจ เงินเดือนที่มีก็ให้ครอบครัวจนหมด พอตนเองบาดเจ็บยังต้องยืมเงินตนเอง แล้วทำงานใช้คืนในภายหลังอีกเหรอ…คนบ้านฟางใจดำเกินไปแล้ว “ใช่เงินไม่กี่สิบหยวนที่ใดกัน เหม่ยฉีเอ๋ย…ไหนคุณหมอบอกว่าหลานต้องพักรักษาตัวราวสองสามเดือน แล้วอย่างนี้ไม่ใช่ว่าต้องลาออกจากงานแล้วนอนรักษาตัวอยู่บ้านเฉย ๆ หรอกหรือ”เจียงหนิงฮวาเอ่ยแย้งคำของหลานสาวขึ้นมา โดยเหลือบมองสองสามีภรรยาสกุลฟางที่กำลังหน้าเผือดสีลงเรื่อย ๆ “รักษาตัวอยู่บ้าน ออกจากงานงั้นหรือ?”ฟางอี้พึมพำเสียงเบา ก่อนจะหันไปสบตากับภรรยาคล้ายกับปรึกษาหารือ หากไม่มีงาน ก็ไม่มีเงินเข้าบ้าน แล้วอย่างนี้ครอบครัวของเขาจะกินอยู่อย่างไร ลำพังข้าวในแปลงนาก็ไม่ได้มีมากมายพอที่จะประทังชีวิตพวกเราได้จนถึงฤดูหนาวอยู่แล้ว หากไม่มีเงินเข้ามาทุกเดือนเช่นก่อนหน้านี้แล้วเขากับภรรยาจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร วั่นเลี่ยงซูที่เห็นว่าแผนการที่ใกล้จะสำเร็จเต็มทีจึงกล่าวเสริมแม่สามีขึ้นมาอีกว่า “ใช่ ระหว่างนี้เหม่ยฉีจะต้องไปล้างแผลทุกวัน ค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลย” สิ่งที่ได้รับรู้มาก่อนหน้านี้จากชาวบ้านไม่ได้ทำให้เซี่ยซูเม่ยรู้สึกหวั่นใจได้มากเท่าความจริงตรงหน้าแม้แต่น้อย สิ่งที่เธอกลัวมากที่สุดคือการไม่มีเงินใช้จ่ายอีกต่อไป ที่ผ่านมาคิดว่าอย่างไรก็มีลูกเลี้ยงหาเงินเข้าบ้านอยู่ตลอดจึงไม่ได้เก็บสะสมเอาไว้ ในแต่ละเดือนเธอถลุงเงินที่ได้รับมาราวกับเงินที่ตนเองหามาอย่างไรอย่างนั้น หนำซ้ำเงินที่มีอยู่ในตอนนี้ก็เหลืออยู่ไม่ถึงสองร้อยหยวน หากต้องคืนค่ารักษาให้นางแก่เหอ แล้วยังต้องจ่ายค่ารักษาครั้งต่อ ๆ ไปให้กับตัวไร้ค่าฟางเหม่ยฉีอีก ไม่ใช่ว่าต่อจากนี้เธอสองแม่ลูกจะต้องกินเปลือกไม้ต้มแทนข้าวหรอกหรือ… เซี่ยซูเม่ยมองความจริงตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะชั่งใจผลได้ผลเสีย แล้วรั้งร่างสามีให้เข้ามาใกล้ กระซิบบางสิ่งกับเขาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เขาเป็นคนกล่าวออกมาแทนที่จะเป็นแม่เลี้ยงอย่างเธอ ทางคนเป็นสามีเมื่อได้ฟังคำภรรยาก็พยักหน้าเห็นด้วยในทันที แน่นอนว่าฟางเหม่ยฉีสังเกตเห็นมันทั้งหมด เธอแสร้งร้องออกมาคล้ายกับกำลังเจ็บปวดกับบาดแผลที่แขนซ้ายอย่างแสนสาหัส “ตัดขาด! ต่อจากนี้เหม่ยฉีไม่ใช่คนบ้านฟางอีกต่อไป”ฟางอี้ประกาศกร้าวออกมาอย่างไม่ลังเล เขาไม่ต้องการที่จะจ่ายเงินจำนวนมากให้กับตัวไร้ประโยชน์อย่างเด็กคนนี้แต่อย่างใด ซ้ำร้ายแขนที่บาดเจ็บอยู่มีใครรับประกันได้ว่าจะหายดีหรือไม่ หากต้องพิการไปตลอดชีวิต งานก็ไม่สมารถทำได้ ตัวไร้ค่าเช่นนี้เขาไม่เก็บไว้เป็นภาระให้กับตระกูลอย่างเด็ดขาด… หูโมโฉ่วได้ยินถ้อยคำแสนน่ารังเกียจของคนที่ถูกเรียกว่าพ่อชัดเจนเต็มสองรูหู ก่อนจะจ้องมองคนเห็นแก่ตัวตรงหน้าด้วยสายตาดูแคลน “ไม่ยอมเสียเงินจนต้องทอดทิ้งลูกสาวเพียงคนเดียวเชียวหรือ ฟางอี้…” ถ้อยคำที่ผู้นำหมู่บ้านกล่าวออกมานั้นไม่เบาเลย มันทำให้ฟางอี้ต้องแบกรับสายตารังเกียจจากรอบด้านจนแทบไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสู้สายตาได้เลย แต่แล้วอย่างไรในเมื่อเด็กนั่นก็ใกล้จะพิการอยู่รอมร่อ เขาไม่เห็นประโยชน์ที่จะเก็บเด็กคนนี้เอาไว้ในตระกูลแต่อย่างใด ดีเสียอีกที่เขาไม่ต้องทนมองใบหน้าที่เหมือนภรรยาเก่าราวกับพิมพ์เดียวกันไปทุกเมื่อเชื่อวันเช่นนี้อีก “พะ-พ่อ อย่าทอดทิ้งหนู ฮึก!”ฟางเหม่ยอี้ปล่อยโฮออกมาราวกับจะขาดใจ เดิมที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ตอนนี้ล้มพับลงไปเป็นที่เรียบร้อย การแสดงอันแยบยลเช่นนี้ทำเอาเหอคุนอยากจะปรบมือให้กับหลานสาวเสียงดังสักหลายที ก่อนจะส่งสายตาให้แม่และภรรยาเข้าไปประคองเธอขึ้นมา “แกอย่ามาเรียกฉันว่าพ่ออีก ผู้นำหมู่บ้านครับ ช่วยทำหนังสือตัดขาดให้ผมหน่อยได้หรือไม่?”ผู้เป็นพ่อประกาศกร้าวอย่างไร้เยื่อใย แววตาที่มองบุตรสาวนั้นมีเพียงความเฉยชา ก่อนจะกล่าวถึงหนังสือตัดขาด เพราะเขาไม่ต้องการให้ลูกสาวคนนี้นำเรื่องเดือดร้อนมาสู่ตระกูลฟางในอนาคตนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ก็ไม่ต้องเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป…
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม