ตอนที่ 4 น่ารังเกียจทั้งบ้าน

1609 คำ
ปลายนิ้วเรียวสะกิดเขี่ยเจ้าดอกทานตะวันสีเหลืองสดใสไปมา ขณะกำลังหาทางรอดให้กับตนเองในตอนนี้ พลันดวงตากลมใสวาวโรจน์ขึ้นมาในทันทีที่นึกถึงสาเหตุที่ทำให้ฟางเหม่ยฉีต้องถูกตบตีและถูกขังอยู่ในห้องนี้ตลอดทั้งคืน เมื่อช่วงหัวค่ำขณะที่เจ้าของร่างกำลังกินเศษอาหารที่เหลือประทังชีวิตอย่างเช่นปกติ อยู่ ๆ เซี่ยซูเม่ย ผู้เป็นแม่เลี้ยงก็โวยวายขึ้นมาว่าเงินของตนที่ซ่อนเอาไว้นั้นหายไปห้าสิบหยวน เธอรื้อค้นจนทั่วบ้านแต่ก็ไม่พบ ทว่าเมื่อหาเงินไม่พบและจับหัวขโมยไม่ได้ ลูกสาวอย่าง หานเยว่ฉี จึงป้ายสีมาที่พี่สาวต่างสายเลือดเข้าอย่างพอดิบพอดี สุดท้ายแล้วคนที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงที่สุดในบ้านหลังนี้อย่างฟางเหม่ยฉีมีหรือจะรอดพ้นจากมารร้ายสองแม่ลูกนี่ได้ จนแล้วจนรอดจึงถูกตบตีอย่างหนักโทษฐาน ‘ลักขโมย’ ทั้งยังถูกขังเอาไว้ในห้องเก็บฟืนทั้งคืน ร่างกายที่ถูกใช้แรงงานอย่างหนักมาตั้งแต่เด็ก มีหรือจะทนได้ไหวอีก ฟางเหม่ยฉีหมดสติไปภายในห้องเก็บฟืนแห่งนี้ เพียงไม่นานก็หมดลมหายใจลงในที่สุด โดยเหตุการณ์ทั้งหมดที่ว่ามานั้น คนเป็นพ่อบังเกิดเกล้าอย่าง ฟางอี้ ไม่ได้ให้การช่วยเหลือลูกสาวแต่อย่างใด เขาเพียงแค่ปรายตามองดูลูกสาวกำลังถูกภรรยาคนปัจจุบันตบตีจนปางตาย แล้วเดินเข้าห้องนอนไปด้วยแววตาเฉยชา หากทบทวนเหตุการณ์ให้ดีแล้ว เธอสงสัยว่าเงินที่หายไปคงไม่พ้นหานเยว่ฉีอย่างแน่นอน แต่สำหรับฟางเหม่ยฉีคนก่อนนั้นอ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องตนเองได้ เมื่อถูกใส่ร้ายจึงยากที่จะดิ้นหลุดข้อหานี้… แม่เลี้ยงกับลูกติดก็ร้ายกาจ ส่วนคนเป็นพ่อก็เลือดเย็นถึงเพียงนี้ ไม่มีเหตุผลอะไรให้เธอต้องทนอยู่เลยเหม่ยฉีเอ๋ย…เธอคิดเพียงในใจ ฟางเหม่ยฉีถอนหายใจออกมายืดยาว ชะตาชีวิตของร่างนี้นั้นเหลือจะทนจริง ๆ มีพ่อก็เหมือนไม่มี นอกจากจะไม่มีปากมีเสียงแล้ว ยังรังเกียจลูกในไส้แต่กลับเอ็นดูลูกติดภรรยาใหม่ พ่อดี ๆ ที่ไหนเขาเป็นเช่นนี้กัน เธอครุ่นคิดอยู่ไม่นานก่อนจะตัดสินใจได้ว่าคงต้องหาทางออกจากบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุด โดยจะต้องวางแผนอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีกในภายหลัง ส่วนเรื่องความแค้น…แน่นอนว่าเธอแค้นแทนเจ้าของร่าง แต่ด้วยฟางอี้ที่เป็นคนไม่เอาไหนเช่นนั้น แล้วไหนจะภรรยากับลูกติดที่ใช้เงินมือเติบราวกับมีต้นเงินอยู่หน้าบ้าน หากวันหนึ่งไม่มีเจ้าของร่างนี้คอยทำงานหาเลี้ยง ไม่นานก็คงมีปัญหาตามมาไม่จบไม่สิ้นอย่างแน่นอน เช่นนั้นแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องใส่ใจคนสารเลวพวกนั้น ขอเพียงพาตนเองออกไปจากคนพวกนี้ให้ได้เสียก่อนก็พอ หลังจากนั้นค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรต่อก็ยังไม่สาย อีกอย่างฟางเหม่ยฉีคนนี้ดิ้นรนเรียนต่อจนจบชั้นมัธยมปลาย และได้โควต้าทำงานที่โรงงานทอผ้าในตัวเมือง ซึ่งสำหรับคนที่นี่ก็นับว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงไม่แพ้เจ้าหน้าที่ทางการเลยทีเดียว ในเมื่อมีงานที่มั่นคง มีเงินติดตัวจะมีเพียงเล็กน้อยแต่ก็นับว่าพอทำทุนได้อยู่ อย่างนั้นก็เหลือเพียงที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยแล้วสินะ… ขณะกำลังวางแผนอย่างใจเย็นนั้นความรู้สึกอุ่นร้อนที่ข้อมือทำให้ฟางเหม่ยฉีแตะนิ้วลงบนสร้อยทานตะวันสีเหลืองเพื่อถอดมันออก ทว่านอกจากจะถอดไม่ออกแล้ว เธอรู้สึกราวกับมีแรงดึงบางอย่างที่ฉุดรั้งร่างทั้งร่างอย่างรุนแรง พร้อมแสงสว่างเจิดจ้าไปทั่วบริเวณ เปลือกตาบางปิดลงทันที แต่เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งกลับพบกับพื้นที่ว่างเปล่าสีขาวบริสุทธิ์ ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับสถานที่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ก้อนเนื้อในอกเต้นแรงขึ้นในทันทีที่เห็นว่าตอนนี้ตนเองยืนอยู่ด้านหน้าทางเข้า ‘ห้างสรรพสินค้า’ แห่งหนึ่ง ซึ่งเธอแน่ใจว่ามันเป็นห้างเดียวกับที่ตั้งอยู่ด้านหลังมหาวิทยาลัยของเธอในชีวิตก่อนไม่ผิดแน่ สองเท้าเล็กก้าวเข้าไปยังด้านในด้วยความตื่นเต้น ด้วยความหวังว่าอาจจะเจอเพื่อนคนใดสักคนหนึ่งที่เคยมาเดินซื้อของที่นี่ด้วยกันบ่อยครั้ง หัวใจเต้นระรัวเร็ว ดวงตากลมใสเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ก่อนจะกวาดมองโดยรอบบริเวณอย่างมีความหวัง แต่ทว่าเมื่อก้าวเข้ามาด้านในแล้วเธอกลับไม่พบเจอใครเลยสักคน อย่าว่าแต่เพื่อนทั้งสองคนของชีวิตที่แล้วเลย แม้แต่ลูกค้า พนักงานคิดเงินหรือพนักงานจัดเรียงสินค้าก็ยังไม่มี ของทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ แต่กลับไร้ ‘ป้ายราคา’ หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่เท่ากับว่าเธอก็มีมิติหรือห้างสรรพสินค้าส่วนตัวอะไรเทือกนั้นที่สามารถหยิบของออกไปด้านนอกได้อย่างไม่จำกัด เหมือนนางเอกนิยายย้อนยุคที่เคยอ่านไม่ผิดแน่ ดวงตากลมใสเหม่อมองไปยังเบื้องบน ก่อนจะยกมือขึ้นประสานกันอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ขอบคุณสวรรค์ ก่อนหน้านี้ฉันขอถอนคำพูดนะคะ หวังว่าคงจะไม่โกรธกันนะ” ฟางเหม่ยฉีเดินไปหยิบตะกร้ามาใส่อาหารที่ตนเองอยากกิน ทว่าก่อนที่มือเรียวเล็กจะคว้าหยิบเอาขาหมูทอดกรอบของโปรด เสียงหนึ่งที่เธอคิดถึงก็ดังก้องเข้ามาในโสตประสาทอย่างฉับพลัน ‘ยัยเด็กอ้วน เธอต้องกินผักและของมีประโยชน์ให้มากหน่อย ของทอดพวกนั้นหยุดกินได้แล้ว’ เสียงพร่ำบ่นของเมี่ยวเมี่ยวที่ชีวิตก่อนไม่เคยใส่ใจสักนิด ตลอดหลายปีเธอเอาแต่ฟังผ่านหูไปวัน ๆ อย่างไม่ใส่ใจ จนสุดท้ายถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เมี่ยวเมี่ยวมักจะพูดอยู่ตลอดนั้น ‘วันหนึ่งมันจะเกิดขึ้นจริง ๆ’ เธอตายจากเมี่ยวเมี่ยวมาแล้วจริง ๆ เพราะพฤติกรรมการกินพวกนั้น… “ฮึกกก! ฉันจะเชื่อฟังเธอ ยัยขี้บ่น ฉันจะไม่เป็นยัยเด็กอ้วนอีกแล้ว” มือเรียวเล็กปาดน้ำตาบนใบหน้าลวก ๆ เมื่อนึกถึงเสียงที่คุ้นเคย ก่อนจะเดินไปหยิบสลัดผักมาหนึ่งกล่อง นมรสจืด น้ำเปล่าที่ชีวิตก่อนแทบจะไม่แตะ เพราะดื่มแต่น้ำอัดลมหรือไม่ก็ชานมไข่มุก ก่อนจะเดินกลับไปยังโซนเนื้อสัตว์หยิบเอาปลานึ่งซีอิ๊วมาหนึ่งตัว แล้วหาที่นั่งกินไม่ไกลจากตรงนั้นนัก จากความทรงจำคนสารเลวพวกนั้นไม่มีทางเปิดประตูให้เธอเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน ส่วนมากหากถูกขังเช่นนี้ หลังจากแม่เลี้ยงลงกลอนด้านนอกห้องเก็บฟืนจนแน่นหนา คนพวกนั้นก็แยกย้ายกลับห้องตอนเองแล้วนอนหลับ โดยไม่ได้สนใจคนที่ถูกกักขังแต่อย่างใด ฉะนั้นฟางเหม่ยฉีจะถูกปล่อยอีกทีก็เป็นช่วงเช้ามืด เพราะต้องเริ่มทำงานรับใช้คนเหล่านั้นก่อนไปทำงานนั่นเอง เช่นนั้นตอนนี้เธอจึงเลือกกินอาหารดี ๆ ให้อิ่มท้องเสียก่อน อาจจะนอนหลับอยู่ที่นี่จนกว่าจะได้เวลาค่อยออกไป ดีกว่าทนนอนดมกลิ่นอับชื้นอยู่ในห้องเก็บฟืนนั่นเป็นไหน ๆ หลังจากกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพจนอิ่มท้องแล้ว ฟางเหม่ยฉีเลือกเดินไปยังห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาสักเล็กน้อย แม้จะรู้สึกเหนียวตัวมาก แต่หากอาบน้ำจนสะอาดในตอนนี้ ตอนที่ออกจากห้องเก็บฟืนก็อาจจะถูกคนสารเลวบ้านฟางสงสัยเอาได้ เช่นนั้นแล้วเพียงแค่ได้ล้างหน้าแปรงฟันสักหน่อยก็พอ โซนเครื่องนอนเป็นตัวเลือกต่อไปสำหรับฟางเหม่ยฉี เธอหยิบหมอนที่ชีวิตก่อนไม่คิดจะซื้อ เพราะราคามันแพงเกินไปมาหนึ่งใบ ก่อนจะทิ้งกายลงนอนบนเตียงนอนกว้างที่นุ่มที่สุด ความอ่อนล้าที่สะสมมาอย่างยาวนาน เมื่อสัมผัสเข้ากับที่นอนนุ่มสบาย และอากาศเย็น เพียงไม่นานเปลือกตาบางก็คล้อยต่ำลงและปิดสนิทในที่สุด ฟางเหม่ยฉีหลับสนิทไปตลอดหลายชั่วโมง จนกระทั่งได้ยินเสียงงัดแงะบางอย่าง พลันร่างบางจึงดีดตัวลุกขึ้น แล้วสัมผัสไปที่เจ้าทานตะวันสีเหลือง เพียงเสี้ยวลมหายใจก็กลับมานั่งอยู่ในห้องเก็บฟืนดังเดิม “ออกมาทำงานของตนเองได้แล้ว มัวแต่นอนขี้เกียจอยู่ได้”เสียงเล็กแหลมตะโกนก้องเข้ามาในห้องเก็บฟืนทันทีที่ประตูห้องเปิดออก ฟางเหม่ยฉีรู้ได้ทันทีว่าเจ้าของเสียงนี้เป็นหานเยว่ฉีไม่ผิดแน่ หัวไม่ทันโผล่เข้ามาด้านใน เพราะต้องรีบไขกลอนประตูแล้วรีบเดินกลับห้องไปนอนต่อ กว่าจะตื่นก็ตะวันสายโด่ง แต่กลับตะโกนด่าคนที่ทำงานเช้าจรดค่ำว่า ‘ขี้เกียจ’ พลันรอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏบนใบหน้ารูปไข่ ก่อนจะสบถออกมาอย่างเหลืออด “เหอะ! ช่างน่ารังเกียจ…น่ารังเกียจทั้งบ้าน!”
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม