ตอนที่ 5 เพราะคำสัญญาเก่าก่อน

1610 คำ
ทันทีที่ออกจากห้องเก็บฟืนตะเกียงเก่าเก็บดวงหนึ่งถูกจุดขึ้นอย่างทุลักทุเล ฟางเหม่ยฉีไม่เคยใช้มันมาก่อน ยังดีที่อาศัยความคุ้นชินของร่างนี้ ลำพังเพียงความรู้รอบตัวที่มีอยู่คงไม่อาจทำได้อย่างแน่นอน ทั้งบ้านสกุลฟางมีตะเกียงเพียงสองดวงเท่านั้น ทำให้การทำงานในตอนที่ฟ้ายังไม่สว่างเช่นนี้ค่อนข้างเป็นไปอย่างยากลำบากทีเดียว ร่างผอมบางเลือกที่จะทำความสะอาดบ้านหลังเก่านี้เสียก่อน เพราะเธอได้กลิ่นคล้ายอาหารบูดโชยมา และเมื่อผินหน้ามองไปยังอีกฝั่งของตัวบ้าน เศษอาหารที่ทุกคนกินเหลือทิ้งเรี่ยราดอยู่บนโต๊ะจนมดขึ้น จานชามตะเกียบใช้แล้วทิ้งแห้งเกรอะกรังนั้น ทำเอาฟางเหม่ยฉีแสดงสีหน้ารังเกียจออกมาจนถึงขีดสุด นี่หากว่าไม่ใช่เธอเป็นคนลงมือเก็บก็คงจะอยู่แบบนี้ไปอีกนานแสนนาน ไหนจะเศษซากของข้าวของที่ล้มระเนระนาดเกลื่อนพื้นจากเหตุการณ์ที่ตนเองถูกแม่เลี้ยงตบตีเมื่อวานอีก แม้จะถอนหายใจออกมา ทว่ามือเรียวเล็กยังคงเก็บกวาดทุกสิ่งไปเรื่อย ๆ จนเสร็จแล้วเข้าไปทำอาหารในครัวเตรียมพร้อมสำหรับคนในบ้าน เธอพยายามทำทุกอย่างให้ปกติที่สุด ขณะที่ในใจก็มีแผนการสำหรับหนทางต่อจากนี้ของตนเอง ในตอนแรกแม้จะเป็นกังวลเรื่องความเป็นอยู่ต่อจากนี้ ทว่าหากมีห้างสรรพสินค้าอยู่กับตัวก็ช่วยลดทอนความกังวลของชีวิตต่อจากนี้ไปได้จนเกือบหมด เธอคิดเอาไว้แล้วว่าขอเพียงให้ท้องอิ่มเสียก่อน สมองและร่างกายก็จะทำงานได้เป็นอย่างดีเอง… ตามความทรงจำที่มีเมื่อวานพ่อเจ้าของร่างบ่นอยากกินเนื้อ แม่เลี้ยงจึงไปขอซื้อเนื้อชิ้นเล็ก ๆ มา ด้วยเงินที่มีอยู่และยังถูกขโมยไปแล้วถึงห้าสิบหยวน ไม่มีทางที่บ้านจะมีเนื้อชิ้นใหญ่ หรือไข่ไก่หลายฟองสำหรับทุกคนอย่างแน่นอน เช่นนั้นแล้วเนื้อชิ้นนี้ก็คงไม่พ้นสามคนนั้นต้องแบ่งกันกินอย่างกระเบียดกระเสียร ขณะที่คนหาเงินอย่างร่างนี้คงได้กินเพียงเศษอาหารที่เหลือเท่านั้น ฉะนั้นวันนี้บ้านฟางจึงได้มีกลิ่นเนื้อผัดน้ำมันพริกลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ข้าวสารชั้นเลวถูกหุงเอาไว้หลังจากกับข้าวสองอย่างเสร็จสิ้นไป แสงแรกของวันเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า ฟางเหม่ยฉีไม่ต้องการล้างหน้าหรือทำความสะอาดร่างกายในตอนนี้แม้จะรู้สึกได้ถึงกลิ่นเหม็นเปรี้ยวก็ตามที เธอเก็บเสื้อผ้าของทุกคนที่โยนทิ้งไว้รวมกันอยู่มุมหนึ่งของบ้านไปที่แม่น้ำสายเล็กที่กั้นระหว่างหมู่บ้านด้วยท่าทีอ่อนแรง ใช้เวลาราวสิบนาทีจึงเดินไปถึงจุดที่เหล่าลูกสาวและภรรยาของคนทั้งสองหมู่บ้านนำผ้ามาซัก ฟางเหม่ยฉีเลือกนั่งลงริมลำธารในมุมที่คิดว่ามีคนนั่งอยู่น้อยที่สุด และเป็นจุดที่สะดุดตามากที่สุดในคราวเดียวกัน เพื่อให้คนที่หวังจะได้เจอพบเห็นเธอในสภาพนี้ได้ง่ายที่สุดนั่นเอง การซักผ้าในยุคนี้ทำเอาวิญญาณของเด็กสาวที่เกิดในยุคสองพันมีสีหน้าเหยเกขึ้นมา ท่าทางของฟางเหม่ยฉีเงอะงะจนคนที่พบเห็นรู้สึกงุนงงไปตาม ๆ กัน แต่ไหนแต่ไรพวกหล่อนมักจะพบเจอลูกสาวคนโตบ้านฟางมาซักผ้าที่นี่เป็นประจำ ในแต่ละครั้งฟางเหม่ยฉีมักจะหอบเอาตระกร้าใบใหญ่พอ ๆ กับตนเองที่มีผ้าของทุกคนในบ้านเต็มตะกร้ามาซักก่อนใคร เพราะตนเองต้องรีบซักให้เสร็จก่อนไปทำงาน แน่นอนว่าฟางเหม่ยฉีในตอนนั้นซักผ้าได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็วกว่าหญิงสาวหลายคนในหมู่บ้านเสียอีก พวกหล่อนหลายคนยังนึกชื่นชมในความขยันของลูกสาวคนโตบ้านฟาง ทว่าท่าทางเงอะงะราวกับไม่เคยหยิบจับงานพวกนี้มาก่อนเช่นนี้จะไม่ให้พวกหล่อนรู้สึกงุนงงได้อย่างไรกัน “เหม่ยฉี เจ็บขนาดนี้ยังต้องทำงานบ้านอยู่อีกหรือ?”เสียงแหบแห้งของหญิงชราดังขึ้น พลางเข้าไปประคองร่างบอบช้ำของหลานสาวด้วยน้ำตาคลอหน่วย ยอมรับว่าทันทีที่เห็นหลานสาวจากด้านหลังทำเอาคนเป็นยายรู้สึกตกใจไม่น้อย แขนบางเฉียบเต็มไปด้วยรอยช้ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง เมื่อหันหน้ามาก็พบเข้ากับหางตาที่เขียวช้ำ มุมปากแตกยังคงมีคราบเลือดแห้งติดอยู่ ดูก็รู้ว่ามันพึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ “ยาย…คือหนู”ฟางเหม่ยฉีกล่าวเสียงแผ่ว แสร้งหลบสายตา มือเรียวพยายามดึงแขนเสื้อลงเพื่อปกปิดรอยฟกช้ำดำเขียว พลางลอบสำรวจยายของร่างนี้และป้าสะใภ้ด้วยความรู้สึกบางอย่าง หญิงชราแม้จะดูร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ทว่าแววตาที่มองมากลับเต็มไปด้วยควมห่วงใยและรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ ขณะที่ป้าสะใภ้กลับยืนนิ่งอยู่ด้านหลังแม่สามี โดยแววตาที่มองมายังหลานสาวของสามีก็มีความสงสารอยู่ไม่น้อย ในความทรงจำมีหลายครั้งที่ร่างนี้มาซักผ้าที่นี่และได้เจอยายแท้ ๆ ที่อยู่หมู่บ้านติดกันเสมอ การเป็นไปของชีวิตหลานสาวในบ้านฟาง ฟางเหม่ยฉีคนก่อนไม่เคยปริปากเล่าให้ยายฟังเลย เกรงว่าผู้เป็นยายจะไปเอาเรื่องคนพวกนั้นจนบ้านเหอต้องมาเดือดร้อนเพราะเธอ ทว่าหญิงชราเมื่อเห็นสภาพหลานสาวในแต่ละครั้งมีหรือจะดูไม่ออก ทั้งรอยช้ำตามตัว รอยเก่ายังไม่ทันลางเลือนก็มีรอยใหม่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ราวกับหลานสาวของตนต้องพบเจอเรื่องเช่นนี้แทบทุกวัน มุมปากที่มักจะแตกจนมีเลือดซิบจากการถูกทำร้ายอย่างแรง ไหนจะร่างกายที่ค่อย ๆ ผอมลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่ผู้เป็นแม่จากไปอีก แม้จะผ่านมาหลายปีการแต่งงานของลูกสาวคนเล็กราวกับเป็นบาดแผลในใจของ เจียงหนิงฮวาจนถึงกระทั่งทุกวันนี้ เพราะคำสัญญาเก่าก่อนของสามีและสหายในวงสุรา ทำให้ลูกสาวต้องมีชีวิตย่ำแย่จนนาทีสุดท้ายของชีวิต แม้ว่า เหออ้ายเยว่ จะจากพวกเราไปแล้วหลายปีก็ใช่ว่าเรื่องราวทั้งหมดจะจบสิ้นลง ยังคงมีฟางเหม่ยฉีที่เป็นหลานสาวแท้ ๆ ของตนรับกรรมจากครอบครัวฟางต่อไปอีก เธอและลูกสะใภ้แม้จะพยายามช่วยเหลือแต่ก็ทำได้เพียงเล็กน้อย หรือแอบทำเท่านั้น ครั้งหนึ่งเคยขอรับหลานสาวมาอยู่ด้วย ก็ถูกลูกเขยที่กำลังเมามายด่าสาดเสียเทเสีย จนต้องกลับบ้านมาด้วยความอับอาย แม้จะรับรู้ทุกอย่างแต่กลับพาหลานสาวออกมาจากนรกบนดินไม่ได้ ทำให้เจียงหนิงฮวาเอาแต่โทษตนเองที่ช่วยลูกสาวและหลานในไส้ไม่ได้ ทุกครั้งที่จุดธูปไหว้ผู้ล่วงลับก็มักจะก่นด่าสามีปากพล่อยอยู่ร่ำไปที่ทำให้ลูกสาวและหลานสาวต้องพบเจอเจ้าลูกเต่าฟางอี้คนนั้น “หลานกินข้าวสักหน่อยเถอะ แล้วค่อยทำงานต่อ เดี๋ยวป้าช่วยเอง” วั่นเลี่ยงซู กล่าวกับหลานสาวของสามีด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลันยื่นกล่องข้าวขนาดกลางให้ เดิมทีเธอเคยตั้งแง่กับเหม่ยฉีอยู่ไม่น้อย เพราะพ่อของเด็กคนนี้ไม่ใช่คนดิบดีอะไร ชาวนาที่เอาแต่เมาหัวราน้ำทุกวันคืนจะเป็นคนที่ดีได้อย่างไร ในตอนนั้นเธอเกรงว่าหลานสาวที่เกิดจากคนไม่ดีจะนำพาความเดือดร้อนมาสู่บ้านเหอของเรา ทว่าหลังจากเดินตามหลังแม่สามีมาหลายปี พบเหม่ยฉีที่นี่บ่อยครั้งยิ่งทำให้เธอรู้สึกสงสารเด็กคนนี้จับใจ ตลอดมาเหม่ยฉีไม่เคยร้องขอความช่วยเหลือจากยายแท้ ๆ ของตนสักครั้ง แม้จะมีบาดแผลเต็มร่างกายแต่กลับฝืนยิ้มออกมาแล้วก้มหน้าทำงานต่อโดยไม่ปริปากบ่นเหนื่อยสักคำ แต่เธอสังเกตและรับรู้ได้ว่าชีวิตของเหม่ยฉีนั้นย่ำแย่เพียงใด รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตาเช่นนั้น ต้องออกมาจากเด็กสาวที่สะสมความเจ็บปวดมามากมายขนาดไหนกัน… ระยะหลังนี้วั่นเลี่ยงซูจึงพลอยยื่นมือช่วยเหลือหลานสาวอย่างเต็มใจไม่ต่างจากแม่สามี แม้จะช่วยไม่ได้มาก ทว่าหากไม่เหนือบ่ากว่าแรงเธอก็มักจะยื่นมือช่วยเหลือเสมอ อย่างเช่นการช่วยซักผ้าของคนบ้านฟางก็ไม่ใช่ครั้งแรก แม้จะรังเกียจคนบ้านนั้น แต่หลานสาวมือเรียวเล็กเพียงนี้ กลับต้องซักผ้าของคนทั้งบ้านให้หมดก่อนไปทำงานที่โรงงาน ยังไม่นับตอนที่อากาศหนาวเย็น น้ำเย็นจัดในแม่น้ำทำให้เหม่ยฉีต้องทนซักผ้าจนมือแดง ทำเอาวั่นเลี่ยงซูช่วยหลานสาวไป ในใจก็สาปแช่งคนพวกนั้นไปเสียทุกครั้งด้วยความขุ่นเคืองใจ ฟางเหม่ยฉีเหม่อมองญาติฝั่งมารดาด้วยความรู้ซาบซึ้งอย่างบอกไม่ถูก มือเรียวสั่นเทารับกล่องข้าวมาถือเอาไว้ด้วยรอยยิ้มจาง “ขอบคุณนะคะ คือ…หนูมีเรื่องขอให้ยายช่วย”
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม