ป่าแห่งเงา (The Shadow Forest) ไม่ได้เป็นที่รู้จักเพราะความมืดมิดทางกายภาพ แต่เป็นเพราะความเงียบงันที่น่าขนลุก ต้นไม้สูงใหญ่มีอายุเก่าแก่จนกิ่งก้านพันกันเป็นหลังคาหนาแน่น แสงตะวันไม่อาจส่องลงมาถึงพื้นดินได้เต็มที่ ทำให้บรรยากาศดูครึ้มตลอดเวลา
ทันทีที่เอเดนและคลีโอวิ่งเข้าสู่เขตป่า พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง เสียงผู้คนและเสียงสัญญาณเตือนจากตลาดหายไปราวกับถูกดูดกลืน เหลือไว้เพียงเสียงใบไม้แห้งที่กระทบกันเบาๆ และเสียงหายใจที่หอบเหนื่อยของพวกเขาเอง
"เรา... ปลอดภัยจากองครักษ์แล้วหรือ?" เอเดนหันไปถามคลีโอ
"ยังไม่ใช่เสียทีเดียว" คลีโอตอบ พลางหยุดพักใต้ร่มเงาของต้นไม้โบราณ "ป่าแห่งเงามีอาณาเขตใกล้กับ หุบเขาแห่งภูตที่ถูกสาป ผู้คนไม่กล้าเข้ามาที่นี่เพราะกลัวจะถูกความว่างเปล่าครอบงำ"
เอเดนรู้สึกถึงแรงกดดันในป่าแห่งนี้ มันคล้ายคลึงกับพลังเวทมนตร์ผุพังใต้หอจดหมายเหตุ แต่มันมีความหนาแน่นและมีชีวิตชีวามากกว่า
'นี่คือสนามเด็กเล่นของเจ้า เอเดน' ไซรัสกล่าวในความคิดของเขาอย่างระมัดระวัง 'พลังของเจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นในที่ที่ถูกปกคลุมด้วยความมืดและเรื่องเล่าสยองขวัญ'
"แต่ข้ากลัวที่จะใช้มัน ไซรัส" เอเดนสารภาพ "ที่ตลาด... ข้าตั้งใจจะแค่ปกปิด แต่ข้ากลับทำให้ความหวาดกลัวแพร่กระจาย ข้าไม่อยากเป็นผู้สร้างหายนะเหมือนที่เซโนฟัสกล่าวหา"
'การเรียนรู้คือการล้มเหลว เจ้าต้องยอมให้เกิดความผิดพลาดบ้าง... จงหาที่หลบที่ปลอดภัยเพื่อฝึกฝนที่นี่ เจ้ามีเวลาไม่มาก'
คลีโอเริ่มจัดการเสบียงที่เหลืออยู่ นางหยิบสมุนไพรบางชนิดจากป่ามาบดเพื่อรักษาบาดแผลถลอกของเอเดน
"ข้าจะต้องหาทางควบคุมพลังนี้ให้ได้" เอเดนตัดสินใจ เขาเดินห่างจากคลีโอเล็กน้อย แล้วพยายามเรียกพลังเงาสะท้อนขึ้นมาอีกครั้ง
เขาหลับตาและพยายามจดจ่อไปที่ ความกลัวที่เล็กที่สุดของตนเอง ความกลัวที่จะทำร้ายคลีโอ
เมื่อเขาดึงความกลัวนี้ออกมา เงาดำก็ปรากฏขึ้นมัน ไม่ ได้ใหญ่โตหรือน่ากลัว แต่มันแปรสภาพเป็นเกราะป้องกันบางๆ ที่ห่อหุ้มคลีโอไว้โดยอัตโนมัติ
คลีโอสัมผัสได้ถึงพลังงานที่มองไม่เห็นแตะต้องร่างกายนาง นางลืมตาขึ้นมองเอเดนด้วยความประหลาดใจ
"เจ้าทำอะไร...?"
"ข้าควบคุมมันได้แล้ว คลีโอ" เอเดนกล่าวอย่างเหนื่อยหอบแต่ก็มีร่องรอยของความหวัง "มันตอบสนองต่อ ความกลัวที่จะทำร้ายเจ้า มันจึงสร้างการปกป้องขึ้นมาแทน... ข้าสามารถบังคับให้มันแสดงออกมาในรูปแบบที่ไม่เป็นอันตรายได้!"
ในขณะที่ทั้งสองกำลังรู้สึกถึงความหวังใหม่ จู่ๆ คลีโอก็ชี้ไปที่ทางที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา
"ดูนั่นสิ เอเดน!"
ในระยะไกลพวกเขาเห็นแสงสีเงินเรืองรองกำลังส่องทะลุความมืดของป่าเข้ามา แสงนั้นเป็นแสงจันทร์ที่ถูกควบคุมและมันกำลังพุ่งตรงมาทางพวกเขาอย่างรวดเร็ว
"นั่นคือพลังของไททันแสงจันทร์!" เอเดนเบิกตากว้าง "เซโนฟัสตามมาแล้ว! ผนึกของเจ้าไม่สามารถกักขังเขาไว้ได้นาน!"
"ไม่ใช่เพียงเท่านั้น!" คลีโอชี้ไปที่กิ่งก้านต้นไม้สูง สัญลักษณ์ของสภาจันทรา ถูกแกะสลักอย่างรวดเร็วบนเปลือกไม้ โดยพลังที่มองไม่เห็น
"เซโนฟัสกำลังใช้เวทมนตร์นำทางโบราณ เขาไม่ได้มาด้วยตนเองแต่ส่งองครักษ์ชั้นยอดที่มีพลังสูงกว่ามาตามรอยของเรา... และพวกเขาใกล้ถึงตัวเราแล้ว!" คลีโอกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "เราต้องมุ่งหน้าไปสู่หุบเขาแห่งภูต ที่ถูกสาปเดี๋ยวนี้ ที่นั่นเป็นพื้นที่เดียวที่พลังของสภาฯ เข้าถึงได้ยากที่สุด!"
เอเดนคว้าข้อมือของคลีโอ "ไปเถิด!"
ทั้งสองรีบวิ่งหนีเข้าสู่ส่วนที่ลึกที่สุดของป่าแห่งเงา โดยมีแสงสีเงินของเวทมนตร์นำทางไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิดและมีความเงียบงันที่น่ากลัวของป่ากำลังรอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหน้า
เอเดนและคลีโอวิ่งฝ่าความมืดของป่าแห่งเงาอย่างไม่คิดชีวิต แสงสีเงินที่ส่องนำทางองครักษ์ของสภาฯ นั้นใกล้เข้ามาจนได้ยินเสียง "หอกแสง" ที่พุ่งแหวกอากาศมา
"อีกไม่ไกล คลีโอ! หุบเขาแห่งภูตอยู่เลยเนินเขาลูกนี้ไป!" เอเดนตะโกน
ขณะที่พวกเขาพยายามปีนป่ายเนินเขาที่ปกคลุมด้วยหินและมอส คลีโอหันกลับไปร่ายเวทมนตร์อย่างรวดเร็วเพื่อสร้างภาพลวงตาของก้อนหินขึ้นมาขวางทางที่องครักษ์กำลังไล่ตาม เพื่อซื้อเวลาให้พวกเขาเพียงเล็กน้อย
ทันใดนั้นเอเดนก็รู้สึกถึงแรงปะทะที่รุนแรง หอกแสงพุ่งทะลุพุ่มไม้มาอย่างแม่นยำ มันไม่ได้โดนเขาโดยตรง แต่แรงปะทะของเวทมนตร์ได้เหวี่ยงเขาให้กลิ้งลงจากเนิน
"เอเดน!" คลีโอร้องเสียงหลง
เอเดนพยายามลุกขึ้น แต่สายตาของเขาจับจ้องไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ทางเข้าหุบเขาแห่งภูตดูราวกับเป็นปากของถ้ำขนาดใหญ่ที่รายล้อมด้วยหินสีเข้มและต้นไม้ที่บิดเบี้ยว มันให้ความรู้สึกถึงพลังงานที่แปลกประหลาด
แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ผู้ที่ยืนอยู่ตรงทางเข้า
เป็นชายหนุ่มร่างผอมบาง มีเส้นผมสีดำยาวรวบไว้ด้านหลัง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยสักยันต์โบราณ และเขากำลังถือธนูยาวที่ทำจากไม้สีดำวาววับ เขาไม่ได้สวมเครื่องแบบของสภาฯ แต่ชุดของเขาทำจากหนังสัตว์และขนมิสติกที่คล้ายเครื่องแบบของชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือ
เมื่อชายหนุ่มเห็นเอเดนกับคลีโอ เขาก็เล็งธนูไปทางพวกเขาโดยไม่ลังเล
"หยุดอยู่ตรงนั้น!" ชายหนุ่มตะโกน เสียงของเขาห้าวและแข็งกร้าว "เจ้าไม่มีสิทธิ์ข้ามเขตอาคม!"
"เราไม่ได้ตั้งใจบุกรุก!" คลีโอรีบอธิบาย "เรากำลังหนีจากสภาจันทรา!"
"คำพูดของคนทรยศไม่มีค่า!" ชายหนุ่มตอบอย่างเย็นชา
ขณะที่ความตึงเครียดกำลังถึงขีดสุด องครักษ์สภาฯ ชุดเกราะเงินสองนายก็พุ่งทะลุพุ่มไม้มาถึงยอดเนิน พวกเขาเห็นเอเดนและคลีโออยู่หน้าทางเข้าหุบเขา และเห็นชายหนุ่มแปลกหน้ากำลังขวางพวกเขาอยู่
"จับพวกกบฏ!" องครักษ์นายหนึ่งตะโกน
องครักษ์คนแรกพุ่งหอกแสงใส่เอเดนทันที แต่ก่อนที่หอกจะถึงตัว เอเดนก็ถูกดึงให้เข้าสู่ด้านข้างอย่างรวดเร็วโดยคลีโอ
ในเสี้ยววินาทีนั้น ชายหนุ่มเร่ร่อนที่ทางเข้าหุบเขาก็เปลี่ยนเป้าหมายอย่างฉับพลัน เขายิงธนูที่ทำจากไม้ดำวาววับออกไป ลูกศรนั้นไม่ได้มีหัวโลหะแต่เป็นพลังงานสีเขียวมรกต
ชวิ้ง!
ลูกศรมรกตพุ่งเข้าชนหอกแสงอย่างจัง ทำให้เกิดการระเบิดของพลังงานจนเกิดควันสีขาวหนาทึบ องครักษ์สภาฯ ต่างชะงักด้วยความตกใจ
"เจ้าเป็นใคร! กล้าขวางการทำงานของสภาฯ หรือ!" องครักษ์อีกนายคำราม
ชายหนุ่มเร่ร่อนยิ้มหยัน "ข้าคือดาร์เรนและนี่คือเขตแดนของชนเผ่าไร้จันทร์ ที่ไม่ยอมก้มหัวให้แก่เงาของ ท่าน จงถอยไป!"
คำว่า "ชนเผ่าไร้จันทร์" ทำให้เอเดนกับคลีโอเข้าใจทันที นี่คือชนเผ่าเร่ร่อนที่ต่อต้านสภาจันทรา และใช้เวทมนตร์ธรรมชาติในการดำรงชีวิต
ดาร์เรนหันมามองเอเดนและคลีโอด้วยสายตาที่สงสัยระคนเด็ดขาด "พวกเจ้าเป็นศัตรูของสภาฯ... นั่นทำให้เจ้า ได้รับโอกาสเดียวที่จะรอดชีวิต"
เขาชี้ไปที่ทางเข้าถ้ำ "จงเข้าไปในหุบเขาแห่งภูตเสีย! ที่นั่นคือเขตอาคมที่พลังของพวกองครักษ์จะสลายไปเอง! เร็วเข้า!"
เอเดนและคลีโอไม่ลังเลอีกต่อไป พวกเขาวิ่งพุ่งตรงเข้าสู่ความมืดมิดของทางเข้าหุบเขา โดยมีเสียงของธนูที่ยิงต่อสู้กับหอกแสงดังกึกก้องอยู่ด้านหลัง
ทันทีที่เท้าของพวกเขาเหยียบย่างเข้าไปในถ้ำ พวกเขาก็รู้สึกได้ถึงพลังงานที่ดูดกลืนพลังงานของสภาฯ ที่ตามมาถูกลดทอนลงอย่างรวดเร็ว ส่วนพลังเวทในตัวเอเดนเองก็รู้สึกสงบลงอย่างประหลาด
เมื่อหันกลับไปมอง พวกเขาเห็นแสงสีเงินขององครักษ์สภาฯ ค่อยๆ จางหายไปก่อนที่จะก้าวข้ามเขตถ้ำเข้ามาได้ ขณะที่ดาร์เรนยังคงยืนหยัดต่อสู้เพียงลำพัง
"ดาร์เรน... เขาช่วยเรา" คลีโอพึมพำ
"ดูเหมือนว่าเราจะเจอพันธมิตรที่ไม่ได้คาดคิดเสียแล้ว คลีโอ" เอเดนกล่าว เขารู้ว่าการเข้าสู่หุบเขาแห่งภูตคือความเสี่ยงใหม่ แต่ก็เป็นความหวังสุดท้ายของพวกเขา