ตอนที่ 11 หวงกั้น

2432 คำ
หลายวันต่อมา เสียงบรรเลงดนตรีออเคสตราแผ่วเบาคลอเคล้าไปกับเสียงแก้วคริสตัลกระทบกันดังกังวานใส บรรยากาศภายในห้องบอลรูมสุดหรูของโรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาในค่ำคืนนี้ ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสรวงสวรรค์บนดินสำหรับงานเลี้ยงดินเนอร์การกุศลประจำปี แสงไฟจากโคมระย้าแชนเดอเลียร์ขนาดมหึมาส่องประกายระยิบระยับ ล้อไปกับเครื่องเพชรราคาแพงระยับที่ประดับอยู่บนเรือนกายของเหล่าไฮโซและนักธุรกิจชั้นนำของเมืองไทย ทว่า... ดาวเด่นที่ดึงดูดสายตาของผู้คนในงาน กลับไม่ใช่ดาราชื่อดังหรือเซเลบริตี้คนไหน แต่เป็นหญิงสาวในชุดราตรีสีแดงที่ยืนสง่างามอยู่กลางวงล้อมของผู้บริหารหนุ่ม น้ำอุ่นเฉิดฉายดุจนางพญาหงส์ ชุดเดรสผ้าไหมซาตินแนบเนื้อเปลือยแผ่นหลังขาวเนียนละเอียดยาวลงไปถึงช่วงเอวคอดกิ่ว ขับผิวขาวผ่องให้ดูโดดเด่นสะดุดตา ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นหลวม ๆ เผยให้เห็นต้นคอระหงและต่างหูเพชรระย้าที่แกว่งไกวตามจังหวะการขยับตัว ทุกท่วงท่าของเธอเต็มไปด้วยจริตจะก้านที่ดูแพงและเปี่ยมเสน่ห์ “คุณเพียงรักนี่สวย สมคำร่ำลือจริง ๆ นะครับ” เสียงทุ้มหูของชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาแบบหนุ่มตี๋อินเตอร์ดังขึ้น ธนัทนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงเจ้าของธุรกิจนำเข้ารถหรู ทายาทหมื่นล้านที่สาว ๆ ครึ่งประเทศหมายปอง กำลังส่งสายตาหวานเชื่อมมาให้เธออย่างเปิดเผย น้ำอุ่นคลี่ยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มที่มุมปากยกขึ้นในองศาที่พอเหมาะ ดวงตาเป็นประกายแต่ซ่อนความไว้ตัว “ขอบคุณสำหรับคำชมค่ะคุณธนัท แต่ดิฉันคิดว่าวันนี้ชุดคงเด่นกว่าคนใส่แน่ ๆ” เธอตอบกลับอย่างถ่อมตัวแต่มีชั้นเชิง “ไม่จริงเลยครับ” ธนัทขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนระยะห่างเริ่มหมิ่นเหม่ “ต่อให้คุณสวมแค่เสื้อยืดกางเกงยีน ผมก็มั่นใจว่าคุณจะยังคงเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในงาน ผมติดตามผลงานของคุณมานาน ไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะ...” เขากวาดสายตามองไล่ตั้งแต่ใบหน้าลงมาที่เนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นรอยเว้าของชุด ก่อนจะกลับมาสบตาเธอด้วยแววตาที่มีความหมายลึกซึ้ง “...น่าค้นหาขนาดนี้” น้ำอุ่นรู้ทันสายตาเจ้าชู้แบบนี้ดี เธอหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ยกแก้วแชมเปญขึ้นจิบเพื่อเว้นจังหวะ “คุณธนัทนี่ปากหวานสมกับเป็นนักเจรจาข้ามชาตินะคะ มิน่าล่ะ สาว ๆ ถึงติดกันตรึม” “แต่ตอนนี้ผมอยากติด แค่คุณคนเดียวนะครับ” ธนัทถือวิสาสะเอื้อมมือมาแตะที่ข้อศอกของน้ำอุ่นเบา ๆ เป็นการสัมผัสที่ดูเหมือนสุภาพแต่แฝงเจตนาครอบครอง “ถ้าไม่รังเกียจ จบงานนี้ผมขอเชิญคุณเพียงรักไปต่อที่เลานจ์ส่วนตัวของผมได้ไหมครับ เราน่าจะมีเรื่องธุรกิจให้คุยกันยาว” คำว่า ‘ธุรกิจ’ ของเขาถูกเน้นเสียงจนน้ำอุ่นเดาออกว่าหมายถึงอะไร ขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธอย่างนุ่มนวลตามมารยาท PR มืออาชีพ จู่ ๆ บรรยากาศรอบข้างก็เย็นยะเยือกขึ้นมาฉับพลัน ราวกับมีมวลอากาศเย็นแผ่ซ่านมาจากด้านหลัง พร้อมกับแรงบีบหนัก ๆ ที่โอบรัดรอบเอวบางของเธออย่างถือสิทธิ์! หมับ! น้ำอุ่นสะดุ้งเฮือก ร่างกายแข็งทื่อเมื่อแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเธอปะทะเข้ากับอกแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้สูทเนื้อดี กลิ่นน้ำหอมบุรุษเพศที่คุ้นเคยผสมกับกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยมาแตะจมูก ไม่ต้องหันไปมองเธอก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร “ขอโทษทีครับคุณธนัท” เสียงทุ้มต่ำแต่ดุดันราวกับเสียงคำรามของราชสีห์ดังขึ้นเหนือศีรษะเธอ สิบทิศโอบเอวเธอแน่นขึ้นจนร่างของน้ำอุ่นแนบชิดกับเขาแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน เขาจ้องหน้าธนัทด้วยแววตาที่วาวโรจน์ไปด้วยไฟโทสะและความหึงหวง “แต่คืนนี้ ‘คนของผม’ คงไม่ว่างไปต่อที่ไหนกับใครทั้งนั้น” ธนัทชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าชู้เจื่อนลงเมื่อเห็นว่าเป็นใคร “อ้าว... คุณสิบทิศ สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าคุณเพียงรัก...” “เธอเป็นผู้อำนวยการโปรเจกต์ของผม” สิบทิศตอบสวนทันควัน ตัดบทอย่างเสียมารยาท “และงานของเรา ต้องคุยกันแบบ ‘ส่วนตัว’ ตลอด 24 ชั่วโมง” เขาเน้นคำว่าส่วนตัวด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังคิดดีไม่ได้ มือหนาโอบเอวเธออยู่เริ่มลูบไล้เบา ๆ ผ่านเนื้อผ้าซาตินลื่นมือ เป็นการแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าสาธารณชน น้ำอุ่นรู้สึกเหมือนโดนไฟลวกที่เอว ความโกรธแล่นพล่านขึ้นมาที่ใบหน้า เธอพยายามขืนตัวออก แต่สิบทิศกลับเกร็งแขนล็อกเธอไว้แน่นราวกรงเหล็ก “ปล่อยค่ะ” เธอกระซิบเสียงลอดไรฟันให้ได้ยินกันแค่สองคน “อยู่นิ่ง ๆ” สิบทิศกระซิบตอบเสียงเหี้ยม ใบหน้ายังคงยิ้มแย้มให้คู่แข่ง แต่ดวงตากลับเชือดเฉือน “ถ้าไม่อยากให้ฉันจูบโชว์กลางงาน ก็อย่าดิ้น” คำขู่นั้นทำให้น้ำอุ่นต้องหยุดขยับ แต่ดวงตาของเธอแข็งกระด้างด้วยความไม่พอใจ ธนัทประเมินสถานการณ์ตรงหน้าแล้วเริ่มเข้าใจ เขาหัวเราะแห้ง ๆ “อ๋อ... ผมเข้าใจแล้วครับ ที่แท้คุณสิบทิศกับคุณเพียงรักก็คนกันเองนี่เอง ขอโทษที่ผมเข้าไปแทรกนะครับ” สายตาที่ธนัทมองมาที่น้ำอุ่นเปลี่ยนไปทันที จากความชื่นชมกลายเป็นความเข้าใจผิด คิดว่าเธอเป็น ‘เด็กเสี่ย’ ของสิบทิศ สิ่งนั้นคือน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิงโทสะของน้ำอุ่น ศักดิ์ศรีที่เธอเพียรสร้างมาตลอด 5 ปี กำลังจะถูกผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนี้ทำลายป่นปี้เพียงเพราะความบ้าอำนาจบ้าบอของเขา น้ำอุ่นสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสติและความกล้าทั้งหมด เธอค่อย ๆ แกะมือของสิบทิศออกจากเอวของตัวเองอย่างช้า ๆ แต่หนักแน่น ทุกนิ้วที่เธอแกะออก เป็นการประกาศอิสรภาพ “คุณธนัทคะ” น้ำอุ่นเอ่ยเรียกชายหนุ่มตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน รอยยิ้มหวานเชื่อมเมื่อครู่หายไป เหลือเพียงรอยยิ้มการค้าที่เย็นชาและเป็นทางการ “ดิฉันเกรงว่าคุณธนัทและคุณสิบทิศจะเข้าใจอะไรผิดไปนะคะ” เธอขยับตัวมายืนเว้นระยะห่างจากสิบทิศอย่างชัดเจน เชิดหน้าขึ้น สบตากับสิบทิศด้วยแววตาที่ว่างเปล่าราวกับมองคนแปลกหน้า “ดิฉันกับคุณสิบทิศ เราเป็นแค่ ‘คู่ค้าทางธุรกิจ’ ที่มีสัญญาจ้างงานต่อกันเท่านั้นค่ะ ไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวใด ๆ ทั้งสิ้น” สิบทิศหน้าตึงขึ้นมาทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธที่ถูกหักหน้า “เพียงรัก!” “และที่สำคัญ” น้ำอุ่นพูดแทรกขึ้นมาเสียงดังฟังชัด หันไปมองสิบทิศตรง ๆ “เรื่องระหว่างเรา ถ้าคุณยังจำไม่ได้ ดิฉันจะช่วยเตือนความจำให้ค่ะ” บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบ แขกเหรื่อเริ่มหันมามองด้วยความสนใจ น้ำอุ่นก้าวเข้าไปใกล้สิบทิศอีกนิด จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีเทาคู่นั้น แล้วเอ่ยประโยคที่บาดลึกยิ่งกว่ามีดกรีด “เรา-จบ-กัน-ไป-นาน-แล้ว-ค่ะ” ทุกพยางค์ชัดเจน หนักแน่น และไร้เยื่อใย “ตั้งแต่วันที่ดิฉันออกจากชีวิตคุณ สถานะของเราก็เหลือแค่ ‘คนเคยรู้จัก’ เท่านั้น กรุณาอย่าทำกิริยารุ่มร่ามที่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าดิฉันยังมีเยื่อใยกับคุณอยู่เลยค่ะ มันดูไม่เหมาะสมเลยสักนิด” สิบทิศยืนนิ่งงันราวกับถูกสาป ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นเข้ามาที่อกข้างซ้ายอย่างไม่ทันตั้งตัว คำพูดของเธอเหมือนหมัดฮุกที่สวนเข้าปลายคางจนเขาหน้าชา เธอปฏิเสธเขา ต่อหน้าทุกคน ปฏิเสธอย่างเลือดเย็นและไร้หัวใจที่สุด น้ำอุ่นหันกลับไปยิ้มให้ธนัทอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่สุภาพแต่เว้นระยะห่าง “ต้องขอโทษคุณธนัทด้วยนะคะที่เสียมารยาท พอดีดิฉันรู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย ขอตัวไปสูดอากาศข้างนอกก่อนนะคะ” พูดจบเธอก็ค้อมศีรษะเล็กน้อย แล้วเดินเชิดหน้าหมุนตัวเดินฝ่าวงล้อมออกไปอย่างสง่างาม ทิ้งกลิ่นน้ำหอมกุหลาบจาง ๆ ไว้ให้ดูต่างหน้า สิบทิศมองตามแผ่นหลังนวลเนียนที่ค่อย ๆ ห่างออกไป มือที่ข้างลำตัวกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความรู้สึกอับอายขายหน้าถูกกลบด้วยความรู้สึกอีกอย่างที่รุนแรงกว่า ความอยากเอาชนะ “จบกันไปนานแล้วงั้นเหรอ?” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงต่ำ มุมปากกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม “หึ... เธอลืมไปแล้วหรือเปล่าเพียงรัก ว่าถ่านไฟเก่า มันจุดติดง่ายแค่ไหน” ธนัทที่ยืนทำหน้าไม่ถูกรีบขอตัวเดินหนีไป ทิ้งให้สิบทิศยืนอยู่ลำพังท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้คน สิบทิศคว้าแก้วแชมเปญจากบริกรที่เดินผ่านมา กระดกรวดเดียวจนหมดแก้ว ความร้อนวูบวาบแผ่ซ่านไปทั่วร่าง คืนนี้ เขาจะไม่ยอมให้มันจบแบบนี้แน่ ณ ระเบียงชมวิวริมแม่น้ำ น้ำอุ่นยืนเกาะราวกั้นระเบียง สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึก ๆ เพื่อระงับอาการมือสั่น หัวใจของเธอยังเต้นแรงไม่หยุด ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความโกรธ “ไอ้คนบ้า! ไอ้คนหลงตัวเอง!” เธอสบถด่ากับสายน้ำเจ้าพระยา “คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงได้มาแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของฉันแบบนี้!” เธอเกลียด... เกลียดสัมผัสของเขา เกลียดกลิ่นกายของเขา และเกลียดที่สุดคือร่างกายของตัวเองที่ดันตอบสนองต่อสัมผัสนั้นอย่างน่าละอาย เพียงแค่เขาโอบเอว ผิวเนื้อของเธอก็ร้อนผ่าว หัวใจเต้นผิดจังหวะ “ไม่ได้นะน้ำอุ่น ห้ามใจอ่อนเด็ดขาด” เธอเตือนตัวเอง “เขาเป็นแค่อดีต เป็นแค่พ่อของลูกที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดมา” “แล้วถ้าฉันอยากจะเป็น ‘ปัจจุบัน’ ล่ะ?” เสียงกระซิบที่คุ้นเคยดังขึ้นที่ข้างหู พร้อมกับวงแขนแกร่งที่สวมกอดเธอจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว กักขังเธอไว้ในอ้อมกอดและราวกั้นระเบียง น้ำอุ่นสะดุ้งสุดตัว จะหันไปผลักเขาออก แต่สิบทิศไวกว่า เขาซุกใบหน้าลงกับซอกคอขาวผ่องของเธอ สูดดมกลิ่นหอมกรุ่นอย่างหิวกระหาย “สิบทิศ! ปล่อย!” น้ำอุ่นดิ้นรน แต่แรงของเธอก็เหมือนมดสู้กับราชสีห์ “เมื่อกี้เธอทำฉันแสบมากนะ” สิบทิศพูดเย้าชิดใบหู ริมฝีปากร้อนผ่าวแตะเบา ๆ ที่ติ่งหูจนน้ำอุ่นขนลุกเกรียว “ฉีกหน้าฉันกลางงาน กล้าดียังไง ฮึ?” “ก็คุณสมควรโดน คุณทำให้คนอื่นเข้าใจผิดเอง!” น้ำอุ่นเถียงเสียงสั่น “คุณไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องตัวฉัน เราไม่ได้เป็นอะไรกัน!” “แน่ใจเหรอว่าไม่ได้เป็น?” สิบทิศจับไหล่เธอให้พลิกกลับมาเผชิญหน้า ดันร่างบางจนแผ่นหลังชิดขอบระเบียง เขาใช้ร่างกายสูงใหญ่กักขังเธอไว้ ก้มหน้าลงมาจนหน้าผากชนกัน “แววตาเธอตอนมองฉัน ร่างกายเธอที่สั่นตอนฉันสัมผัส มันบอกว่าเธอยังลืมฉันไม่ได้” “หลงตัวเอง!” น้ำอุ่นจ้องตาเขาเขม็ง “ที่ฉันสั่นเพราะฉันโกรธ! และที่ฉันยังจำคุณได้ ก็เพราะคุณคือฝันร้ายที่สุดในชีวิตฉัน!” “งั้นเหรอ?” สิบทิศยิ้มมุมปาก นัยน์ตาพราวระยับ “ถ้างั้น... มาพิสูจน์กันหน่อยไหม ว่ามันเป็นฝันร้าย หรือฝันเปียกกันแน่” “คุณจะทำอะ... อื้อ!” คำพูดของเธอถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากหยักได้รูปของสิบทิศฉกวูบลงมาปิดปากเธออย่างรวดเร็วและแม่นยำ จูบนั้นไม่ใช่จูบที่อ่อนโยน แต่มันคือจูบลงทัณฑ์ที่เต็มไปด้วยความดุดัน หิวกระหาย และเรียกร้อง เขาบดขยี้ริมฝีปากเธออย่างเอาแต่ใจ ลิ้นร้อนแทรกผ่านกลีบปากเข้าไปควานหาความหวานล้ำภายใน ราวกับมังกรที่กำลังตักตวงความหวานจากดอกไม้งาม น้ำอุ่นพยายามจะผลักอกเขาออก ทุบตีไหล่เขา แต่สิบทิศไม่สะเทือน เขารวบมือทั้งสองข้างของเธอไพล่หลังด้วยมือเดียว ส่วนมืออีกข้างตรึงท้ายทอยเธอไว้ให้รับจูบของเขาได้ถนัดถนี่ รสจูบที่คุ้นเคย... กลิ่นอายที่เย้ายวน... สัมผัสที่ปลุกเร้าวิญญาณของเพียงรักให้ตื่นขึ้น น้ำอุ่นรู้สึกเหมือนสมองขาวโพลน แข้งขาอ่อนแรงจนแทบทรุดฮวบ ร่างกายที่ต่อต้านในตอนแรกเริ่มโอนอ่อนผ่อนตาม จูบตอบเขาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ด้วยสัญชาตญาณ สิบทิศคำรามในลำคอด้วยความพอใจเมื่อได้รับปฏิกิริยาตอบรับ เขาเปลี่ยนจากความดุดันเป็นความนุ่มนวลที่ดูดดื่ม ล่อลวงให้เธอตกลงไปในหลุมพรางแห่งราคะ เนิ่นนาน... จนน้ำอุ่นแทบขาดใจ เขาถึงยอมถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง “แฮ่ก... แฮ่ก...” น้ำอุ่นหอบหายใจหนัก ใบหน้าแดงก่ำ ริมฝีปากบวมเจ่อ ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวตอนนี้ฉ่ำปรือไปด้วยแรงอารมณ์ สิบทิศมองภาพนั้นด้วยความพึงพอใจสูงสุด เขาใช้นิ้วโป้งเกลี่ยเช็ดคราบน้ำลายที่มุมปากเธอเบา ๆ “ปากบอกว่าจบ” เขากระซิบเสียงพร่า “แต่ร่างกายเธอมันซื่อสัตย์กว่าปากเยอะเลยนะ เพียงรัก” น้ำอุ่นได้สติ ผลักอกเขาออกเต็มแรงด้วยความอับอาย เพี้ยะ! ฝ่ามือบางฟาดลงบนแก้มสากของเขาจนหน้าหัน สิบทิศค่อย ๆ หันหน้ากลับมา ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มที่แสบ ๆ คัน ๆ แต่มุมปากกลับยิ้มกว้างกว่าเดิม “ตบอีกสิ” เขาท้าทาย “ตบหนึ่งที จูบหนึ่งที เอามั้ย?” “ไอ้โรคจิต!” น้ำอุ่นด่าทิ้งท้าย ก่อนจะรวบกระโปรงวิ่งหนีออกจากระเบียงไปด้วยความรวดเร็ว สิบทิศมองตามหลังเธอไป ยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองที่ยังคงมีรสหวานของเธอติดอยู่ ความรู้สึกหึงหวงเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความกระหยิ่มยิ้มย่อง “หนีไปเถอะ” เขาพึมพำ “ยิ่งหนี... ฉันก็ยิ่งอยากไล่จับ และคืนนี้... เธอคงนอนไม่หลับแน่ ๆ”
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม