ตอนที่ 3 เส้นทางที่เลือกเดิน
บรรยากาศภายในห้องหรูหราบนชั้นสูงสุดของคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองยังคงเงียบสงัดและเย็นเยียบเหมือนเช่นเคย
น้ำอุ่นในร่างของเพียงรัก ก้าวเท้าเข้ามาในห้องกว้างใหญ่นี้เป็นครั้งแรก หลังจากได้รับอนุญาตจากแพทย์ให้กลับบ้านได้
ความรู้สึกแรกที่กระทบใจไม่ใช่ความอาลัยอาวรณ์ แต่เป็นความรู้สึกอึดอัดเหมือนเดินเข้ามาในห้องจองจำที่สวยงามแต่ไร้อากาศหายใจ
เธอถอนหายใจยาว กวาดสายตามองไปรอบห้องที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นลักชูรี ข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นตะโกนคำว่าแพงออกมา แต่กลับไม่มีชิ้นไหนที่ทำให้เธอรู้สึกถึงคำว่าบ้านได้เลย
“เชิญครับคุณเพียงรัก นายสั่งให้คุณเก็บของให้เสร็จภายในสองชั่วโมง”
เสียงราบเรียบของเจษ มือขวาคนสนิทของสิบทิศดังขึ้นจากด้านหลัง เขาเดินตามเข้ามาพร้อมกับลูกน้องอีกสองคน ยืนคุมเชิงราวกับกลัวว่าเธอจะขโมยทรัพย์สินมีค่าติดมือไปด้วย
น้ำอุ่นหันกลับไปมองเจษด้วยสายตาเรียบนิ่ง ปราศจากความหวั่นเกรงที่เพียงรักคนเดิมมักจะมีต่อคนสนิทของสามี
“ไม่ต้องห่วงค่ะคุณเจษ ฉันใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหรอก” เธอกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง ก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องแต่งตัว
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือตู้เสื้อผ้าแบบ Walk in Closet ขนาดมหึมา ที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนม กระเป๋าหรู และรองเท้าส้นสูงราคาเหยียบแสนเรียงรายเป็นตับ
นี่คือสมบัติที่เพียงรักคนเก่าสะสมไว้เพื่อปรนเปรอความสุขจอมปลอมและเพื่อยกระดับตัวเองให้คู่ควรกับชายคนนั้น
น้ำอุ่นหยิบกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่วางอยู่มุมห้องมากางออก แล้วเริ่มลงมือคัดแยก
มือเรียวหยิบเดรสรัดรูปสีแดงเพลิงขึ้นมาดู
‘โป๊ขนาดนี้ ใส่ไปสมัครงานที่ไหนเขาจะรับ’
เธอโยนมันกลับเข้าไปในตู้ รองเท้าส้นเข็มสูงปรี๊ด
‘คนท้องใส่แบบนี้มีหวังหน้าทิ่ม’
เธอดันมันกลับเข้าชั้น กระเป๋าถือใบละสามแสน
‘ของนอกกาย ขายกินไม่ได้เพราะไม่มีใบเสร็จ’
เธอวางมันไว้ที่เดิม
เจษที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูมองการกระทำนั้นด้วยความแปลกใจ คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหญิงสาวเลือกเก็บแต่เสื้อผ้าตัวโคร่ง ๆ ที่ดูสวมใส่สบาย
เสื้อยืดธรรมดา กางเกงคนท้อง และของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น
ไม่มีเครื่องเพชร ไม่มีนาฬิกาหรู ไม่มีกระเป๋าแบรนด์เนมแม้แต่ใบเดียว
“คุณ... จะเอาไปแค่นั้นเหรอครับ?” เจษอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
น้ำอุ่นรูดซิปกระเป๋าเดินทางใบเดียวของเธอจนสุด หันมาสบตาเจษแล้วยิ้มบาง ๆ
“ค่ะ แค่นี้ก็หนักเกินพอแล้วสำหรับชีวิตใหม่ ของที่ไม่ใช่ของฉัน ฉันไม่เอา”
จังหวะนั้นเอง เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังก้องเข้ามาในห้องแต่งตัว พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของสิบทิศที่ปรากฏตัวขึ้น
บรรยากาศในห้องดูเล็กลงถนัดตาเมื่อมีเขาเข้ามา กลิ่นอายความดุดันและกลิ่นน้ำหอมบุรุษเจือจางแผ่ออกมาจากตัวเขา
สิบทิศกวาดตามองกระเป๋าเดินทางใบเดียวของเธอ สลับกับตู้เสื้อผ้าที่ข้าวของยังอยู่ครบครัน แววตาคมกริบฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกกลบด้วยความเย้ยหยันตามความเคยชิน
“เล่นละครสมบทบาทดีนี่” เขาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอ “คิดจะทำให้ฉันตายใจว่าเธอไม่ใช่คนหน้าเงิน แล้วแอบกลับมาขนของทีหลังหรือไง?”
น้ำอุ่นเงยหน้ามองผู้ชายร่างสูงตรงหน้า ความหล่อเหลาของเขายังคงทำลายล้าง แต่สำหรับเธอตอนนี้ มันเป็นเพียงรูปโฉมภายนอกที่ไร้ค่าเมื่อเทียบกับจิตใจที่คับแคบ
“คุณสิบทิศ” เธอเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแต่ชัดเจน “สมองของคุณคงมีแต่เรื่องเงินกับเรื่องผลประโยชน์สินะคะ ถึงมองเจตนาคนอื่นเป็นเรื่องเลวร้ายไปซะหมด”
“นี่เธอ!” สิบทิศขบกรามแน่น เตรียมจะสวนกลับ
แต่น้ำอุ่นไม่เปิดโอกาส เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายข้างใบเก่า หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลและคีย์การ์ดห้องพัก รวมถึงบัตรเครดิตแบล็กการ์ดที่เขาเคยโยนให้ วางลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง
“นี่ค่ะ คีย์การ์ดห้อง บัตรเครดิตที่คุณให้ แล้วก็...” เธอเลื่อนซองเอกสารไปตรงหน้าเขา “เอกสารการหย่าที่ฉันเซ็นเรียบร้อยแล้ว ตามเงื่อนไขที่คุณต้องการทุกอย่าง ไม่เรียกร้องสินสมรส ไม่ขอค่าเลี้ยงดู และขอสละสิทธิ์ในทรัพย์สินทุกอย่างของตระกูลเกื้อสกุล”
สิบทิศมองซองเอกสารนั้นนิ่งงัน หยิบมันขึ้นมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว ลายเซ็นชื่อเพียงรักที่ตวัดอย่างสวยงามและหนักแน่นปรากฏอยู่ท้ายกระดาษ...
ความรู้สึกโล่งใจวูบหนึ่งแล่นเข้ามาในอก
‘จบแล้วสินะ ตัวภาระ’
แต่ลึก ๆ กลับมีความรู้สึกหงุดหงิดแปลก ๆ ที่อธิบายไม่ได้ก่อตัวขึ้น
ทำไมมันง่ายดายขนาดนี้? ทำไมเธอถึงไปง่าย ๆ โดยไม่อิดออดหรือบีบน้ำตาแม้แต่หยดเดียว?
“ดี” เขาพึมพำเสียงต่ำ พับเอกสารเก็บ “ถือว่าเธอฉลาดที่รู้จักรักษาสัจจะ หวังว่าคงไม่ซมซานกลับมาขอความช่วยเหลือทีหลัง เพราะวันนั้นฉันจะหัวเราะให้ฟันร่วง”
น้ำอุ่นลากกระเป๋าเดินทาง เชิดหน้าขึ้นสบตาเขาเป็นครั้งสุดท้าย แววตาของเธอไม่มีความอาวรณ์ มีเพียงประกายความมุ่งมั่นที่เจิดจ้า
“เก็บเสียงหัวเราะของคุณไว้เถอะค่ะ เพราะวันนั้นจะไม่มีวันมาถึง ลาก่อนค่ะ คุณสิบทิศ ขอให้โชคดีกับชีวิตที่ไม่มี ‘มารความสุข’ อย่างฉัน”
พูดจบ เธอก็หันหลังเดินออกจากห้องแต่งตัว ผ่านหน้าเจษและลูกน้อง เดินออกจากคอนโดหรูที่เคยเป็นกรงขังแห่งความทุกข์ โดยไม่หันหลังกลับมามองแม้แต่วินาทีเดียว
ทิ้งให้สิบทิศยืนกำหมัดแน่น มองแผ่นหลังบอบบางที่ค่อย ๆ ลับหายไปพร้อมกับความรู้สึกโหวงเหวงแปลกประหลาดที่กัดกินหัวใจ
รถแท็กซี่สีเขียวเหลืองพาน้ำอุ่นแล่นออกจากย่านธุรกิจใจกลางเมือง มุ่งหน้าสู่ชานเมืองที่ค่าครองชีพย่อมเยากว่า
ทัศนียภาพสองข้างทางค่อย ๆ เปลี่ยนจากตึกระฟ้าสูงตระหง่าน เป็นอาคารพาณิชย์และหอพักที่แออัดขึ้นเรื่อย ๆ
น้ำอุ่นนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง มือข้างหนึ่งวางทาบหน้าท้อง อีกข้างกำสายกระเป๋าแน่น ในหัวของเธอเต็มไปด้วยตัวเลขและการคำนวณ
‘เงินเก็บส่วนตัวที่เพียงรักซ่อนไว้มีอยู่ประมาณห้าหมื่นบาท น้อยนิดเมื่อเทียบกับค่าคลอดและค่ากินอยู่ แต่ก็พอประทังไปได้สัก 3-4 เดือนถ้าประหยัดสุด ๆ’
รถแท็กซี่เลี้ยวเข้าสู่ซอยแคบ ๆ ก่อนจะจอดสนิทหน้าอพาร์ตเมนต์เก่า ๆ สูง 5 ชั้น ตัวตึกสีซีดจางมีคราบตะไคร่น้ำเกาะตามขอบหน้าต่าง
บรรยากาศดูพลุกพล่านไปด้วยเสียงรถมอเตอร์ไซค์และเสียงพูดคุยของชาวบ้าน
“ถึงแล้วครับน้อง” คนขับแท็กซี่เอ่ยบอก
น้ำอุ่นจ่ายเงินแล้วลากกระเป๋าลงจากรถ เธอยืนมองที่ซุกหัวนอนแห่งใหม่อย่างพิจารณา แม้มันจะดูซอมซ่อเมื่อเทียบกับคอนโดที่เพิ่งจากมา
แต่สำหรับเธอ ที่นี่คือ ‘วิมาน’ เพราะมันแลกมาด้วยอิสรภาพ
เธอเดินขึ้นบันไดไปยังชั้น 3 ไขกุญแจห้องหมายเลข 304
แอด...
ประตูไม้บานเก่าส่งเสียงร้องประท้วงเมื่อถูกเปิดออก กลิ่นอับชื้นจาง ๆ โชยมาเตะจมูก ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ มีเพียงเตียงนอนฟูกแข็งๆ ตู้เสื้อผ้าพลาสติก และพัดลมตั้งพื้นตัวหนึ่ง
น้ำอุ่นลากกระเป๋าเข้ามา วางลงแล้วเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามา เผยให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศ
“เอาล่ะ...”
เธอถอนหายใจยาว ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการเผชิญหน้ากับสิบทิศเริ่มถาโถมเข้ามา แต่สมองของเธอยังคงทำงานอย่างหนัก
น้ำอุ่นหยิบสมุดโน้ตเล่มเล็กและปากกาออกมาจากกระเป๋า เริ่มต้นขีดเขียนแผนการชีวิตด้วยลายมือหวัด ๆ แต่หนักแน่น
แผนการอยู่รอด
เงิน 50,000 บาท ต้องแบ่งเป็นค่าเช่าห้องเดือนละ 3,500 รวมน้ำไฟตีไป 4,500, ค่ากินวันละ 200, ค่าฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลรัฐ
ระหว่างรอคลอด ต้องหางานที่ทำที่บ้านได้ รับแปลเอกสาร? เขียนคอนเทนต์? หรือขายของออนไลน์? ความรู้ด้าน PR และการตลาดของเธอคือทุนรอนที่สำคัญที่สุด
คลอดลูก อันนี้สำคัญต้องเตรียมของใช้เด็กอ่อน หาแหล่งซื้อของมือสองคุณภาพดี หรือของเซลล์
เธอก้มมองหน้าท้องนูน ๆ ของตัวเอง รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นที่มุมปาก มือบางลูบไล้แผ่วเบาเพื่อทักทายสิ่งมีชีวิตตัวน้อย
“อดทนหน่อยนะลูกรัก ช่วงนี้เราอาจจะลำบากกันหน่อย แต่แม่สัญญา...” ดวงตาของเธอทอประกายกล้าแกร่ง “แม่จะไม่ให้หนูอดตาย และแม่จะสร้างอาณาจักรของเราขึ้นมาด้วยสองมือของแม่เอง”
น้ำอุ่นหลับตาลง นึกย้อนไปถึงชีวิตในชาติก่อน เธอเคยสร้างแบรนด์จากศูนย์ให้กลายเป็นสินค้าระดับประเทศมาแล้วนับไม่ถ้วน ครั้งนี้ สินค้าที่เธอต้องปั้นคือ ‘ชีวิตของตัวเองและลูก’
“อีก 5 ปี” เธอลืมตาขึ้น แววตามุ่งมั่นราวกับราชสีห์สาว “อีก 5 ปี แม่จะพาหนูกลับไปยืนในจุดที่สูงที่สุด สูงจนผู้ชายคนนั้นต้องแหงนหน้ามองเราจนคอตั้งบ่า!”
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าออกมา ที่โชคดีว่าสิบทิศไม่ได้ยึดไปเพราะมันตกรุ่นแล้ว เริ่มต้นค้นหาข้อมูลงานฟรีแลนซ์ในอินเทอร์เน็ตทันที ไม่มีการรีรอ ไม่มีการฟูมฟาย
ในห้องเช่าเท่ารูหนูที่คับแคบและร้อนอบอ้าว ตำนานของ ‘นางพญา PR’ คนใหม่ กำลังค่อย ๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
โดยที่สิบทิศไม่มีวันล่วงรู้เลยว่า เขาได้ปล่อย ‘เพชร’ เม็ดงามที่สุดหลุดมือไปเสียแล้ว