ย้อนกลับไปตอน ม.6 เทอมหนึ่ง…
เช้าแบบที่แดดไม่แรงมาก ลมพัดลอดหน้าต่างเข้ามาในห้องเรียน กลิ่นกระดาษหนังสือเรียนยังคงอยู่ทั่วห้อง
“อีปันปัน กูได้ข่าวว่าห้องเรามีเด็กใหม่มาว่ะ”
เสียงแซมมี่ดังขึ้นในขณะที่ทั้งคู่กำลังก้มหน้าก๊อปงานการบ้านชีวะให้ทันส่งคาบต่อไป
“แล้ว?” ปันปันเงยหน้าขึ้นนิดเดียว ทำหน้าเอือม ๆ
“มึงไม่สนใจหน่อยหรอวะ เผื่อจะตรงสเปกมึงงี้”
แซมมี่ทำหน้าเจ้าเล่ห์เหมือนกำลังจับคู่ใครสักคน
“เลิกไรสาระได้ป่ะ เลิกยุ่งเรื่องเขาแล้วตั้งใจเรียนไหมมึงอ่ะ จะจบอยู่แล้ว รู้หรือยังว่าจะไปต่ออะไร”
ปันปันสะบัดปากกาใส่แซมมี่เล็กน้อยเหมือนจี้ให้เลิกเพ้อ
“แหมมมม ทำเหมือนมึงมีที่ไปแล้วงั้นแหละ”
แซมมี่มองบน แต่ยิ้มกรุ้มกริ่ม
ในจังหวะที่ปันปันกำลังจะสวนกลับ
เสียงประตูห้องก็เลื่อน ครืดดด…
อาจารย์ประจำวิชาก้าวเข้ามา พร้อมกับผู้ชายร่างสูงคนหนึ่งเดินตามหลังเข้ามาช้า ๆ
ปันปันที่ก้มหน้าอยู่เงยขึ้นมามองแบบไม่ตั้งใจ
แต่พอเห็นหน้าเด็กใหม่ชัด ๆ เท่านั้นแหละ
หัวใจเธอดันสะดุดแปลก ๆ เสียงในหัวมีแค่
เดี๋ยว…นี่เขามนุษย์จริง ๆ ใช่ไหมวะ หล่อเกินไประดับปรอทแตก
ผิวขาวจัด คิ้วเข้ม ดวงตาคมเฉียบเหมือนมีเงาเวลามองใคร
เดินนิ่ง ๆ เงียบ ๆ แบบคูล ๆ จนทั้งห้องเหมือนหยุดหายใจไปครึ่งวินาที
อาจารย์หันมาบอกเสียงเรียบ
“เอาล่ะทุกคน วันนี้อาจารย์มีเพื่อนใหม่มาแนะนำ”
เด็กใหม่พยักหน้าเบา ๆ
ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มชัดเจน
“สวัสดี เราชื่อศิลา ย้ายมาจาก… ฝากตัวด้วยนะครับ”
ทันทีที่เขาพูดจบ
เสียงกรี๊ดเบา ๆ กับเสียงตบมือของบรรดาสาว ๆ ในห้องก็ดังขึ้นพร้อมกัน
ห้องสายวิทย์-คณิตที่มีผู้หญิงเยอะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งแตกตื่นหนักกว่าเดิม
เด็กผู้ชายในห้องที่มีอยู่น้อยนิดถึงกับหันไปมองหน้ากันแบบ
เออ กูแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
ส่วนปันปัน…
เธอนั่งนิ่ง ขยับหน้าไม่ได้ แต่หูแดงเฉย
เหี้ย… ทำไมต้องมานั่งหลังฉันด้วยวะ
อาจารย์หันไปทางท้ายห้อง
“งั้นศิลาไปนั่งโต๊ะด้านหลังปันปันนะ นั่งคู่กับตะวัน หัวหน้าห้อง”
และนั่น…
คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตปีสุดท้ายของปันปันไม่สงบสุขอีกต่อไปเลย
——
ปัจจุบัน…
ศิลาเริ่มขยับตัวช้า ๆ พลางส่งเสียงครางงัวเงียเบา ๆ ในลำคอ
เปลือกตาหนักอึ้งค่อย ๆ เปิดขึ้น แต่สิ่งแรกที่เขาเห็นกลับไม่ใช่เพดานห้อง
ไม่ใช่แสงเช้า
ไม่ใช่หน้าปันปัน
แต่เป็น… สีขาวล้วนเต็มตา
เขาขมวดคิ้วทันที
สายตาพร่ามัวอยู่สองสามวินาที ก่อนจะยกมือขึ้นไปจับ นิ้วแตะโดนกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูก แปะทับกลางหน้าผากเขาแบบแน่นหนึบ
“…อะไรวะเนี่ย”
ศิลาดึงกระดาษออก พลิกดู ลายมือหวัด ๆ เอาใจร้อนของปันปันกระแทกตาเขาเต็ม ๆ
ข้อความบนกระดาษเขียนว่า
“ฉันมีเรียนเช้าเลยไม่ได้ปลุก ตื่นแล้วก็รบกวนพับผ้า แล้วรีบ ๆ ออกจากห้องฉันไปซะ ล็อกห้องให้ด้วย
จาก เจ้าของห้อง”
ด้านล่างคือรูปวาดมือ ชูนิ้วกลาง โดดเด่นกลางหน้า แบบไม่มีความปราณีใด ๆ ต่อความรู้สึกคนอ่าน
ศิลามองอยู่พักหนึ่งก่อนจะหลุดยิ้มมุมปาก รอยยิ้มแบบที่เขาเผลอทำเฉพาะเวลาอยู่กับเธอเท่านั้น
“หึ… ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ ยัยปากหมา”
เขาพึมพำกับตัวเองแล้วทิ้งตัวพิงพนักโซฟาเล็กน้อย
ยังรู้สึกถึงไออุ่นที่โซฟา และกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากผ้านวมที่เธอเอามาห่มให้เมื่อคืน เหมือนทุกอย่างยังอบอวลอยู่ไม่หาย
ศิลาค่อย ๆ ลุกขึ้นก่อนจะยืนบิดขี้เกียจ จากนั้นก็พับผ้านวมของเธออย่างเรียบร้อย
แม้จะคิดในใจว่า “ทำไมกูต้องทำตามทุกคำสั่งของผู้หญิงคนนี้ด้วยวะ”
แต่สุดท้ายก็ทำอยู่ดี
หลังจัดทุกอย่างให้เข้าที่
เขาหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำของปันปัน
เปิดน้ำล้างหน้าให้ตื่นเต็มตา
ในกระจกสะท้อนภาพผู้ชายคนหนึ่งที่ยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เหมือนคนที่กำลังจะเริ่มคิดอะไรบางอย่างจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ
“รอดูเถอะปันปัน… ครั้งนี้ฉันไม่ยอมพลาดอีกแล้ว”
ปันปันที่ตอนนี้นั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้อ่านหนังสือในไอแพด สีหน้าตั้งใจเหมือนจะจดจ่อ
แต่จริง ๆ คือ สมองลอยไปไกลกว่าหนังสือสามแสนไมล์
ภาพเมื่อคืนมันเด้งขึ้นมาในหัวไม่หยุด ยังไม่ทันได้พักจากความคิดเหล่านั้น
เสียงเพื่อนสาวประจำแก๊งก็ดังลั่นจนคนทั้งโถงหันมอง
“อีปันนนน!”
ปันปันหลับตา สูดลมหายใจลึก ๆ แบบคนหมดความอดทน
“เหี้ยอะไรมึง อีตุ๊ด”
คิตตี้ยกมือเท้าเอวทันที
“โอ้โหอีดอก ตบปากเดี๋ยวนี้ค่ะ! ใครสอนให้เรียกเพื่อนแบบนี้ยะ!”
ปันปันตวัดตามองอย่างรำคาญ
“มีอะไรไม่ทราบค่ะเพื่อน” น้ำเสียงเปลี่ยนจากด่าเป็นหวานเฉย ทำเอาคิตตี้กลอกตา
“ไม่ต้องมาทำเสียงหวานเปลี่ยนเรื่องค่ะ!” คิตตี้วางกระเป๋าลงแรง ๆ “เมื่อคืน มึงกับผัวเก่ามึง ยังไงงงง”
ปันปันชะงักนิดหนึ่ง แต่ทำหน้านิ่ง
“ยังไงนี่คือ?” ทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“เอ้า ก็พอมึงบอกว่านัดกับแม่แล้วออกไป ศิลา…” คิตตี้ยกมือประกอบคำพูดอย่างเม้าท์มัน “ก็ตามมึงออกไปด้วยไง ผัวเก่ามึงนี่ ไม่ได้ตามไปด้วยหรอฮะ?”
ปันปันกำลังจะตอบ แต่คิ้วกระตุกนิด ๆ เหมือนกำลังหงุดหงิดขึ้นมาจริง
“ตามเพื่อ?” น้ำเสียงนิ่ง แต่แฝงอารมณ์ชัด
คิตตี้เบิกตาโต ทำท่าจะเป็นลม
“โอ๊ยยย ก็เผื่อถ่านไฟเก่ามันจะติดไฟใหม่ไงยะ! มันเรื่องปกติมากเลยนะเว้ย คนเคยรักกันมันติดง่ายอยู่แล้ว!”
แซมมี่ที่ยืนแทะขนมอยู่ด้านหลังพูดเสริมทันที
“คือจริงมึง… มึงไม่เห็นสายตาไอศิลามองมึงตอนใน รพ. เลยหรอ? จะกินหัวมึงอยู่ละ”
ปันปันแทบจะสำลักอากาศ
“พวกมึงนี่พูดไม่คิดเลยนะ! มันไม่มีอะไรทั้งนั้นเว้ย เรื่องมันจบไปแล้ว แล้วกูก็ไม่คิดจะกลับไปด้วย พอใจนะ”
ปันปันพูดเสียงแข็ง ใบหน้าบึ้งตึงชัดเจน
คิตตี้กับแซมมี่ทำหน้าแบบ กูไม่เชื่อ 200% อยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันเถียง…
เสียงทุ้ม ๆ ของตะวันก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง แบบโผล่มาเฉยจนทุกคนสะดุ้ง
“กูจะรอดู”
ปันปันหันขวับ เห็นตะวันยืนถือถุงอะไรบางอย่าง ก่อนที่เขาจะยื่นมาตรงหน้าปันปัน
“อะไร?” ปันปันขมวดคิ้ว
“ถุงขนม มึงเห็นเป็นอะไร”
“กูรู้ว่าถุงขนม! แต่มึงเอามาให้กูทำไม กูไม่ได้สั่ง”
ตะวันถอนหายใจแบบรำคาญแต่นิดนึง “ไม่ใช่ของกู… ของไอศิลามัน มันฝากกูเอามาให้มึง”
ชั่ววินาทีนั้นเอง…
“หูยยยยยยยย!!!”
เสียงยาว ๆ แบบพร้อมใจกันของแซมมี่และคิตตี้ประสานกันมาออกมาทันที
เสียงแซวมันดังจนทั้งคณะหันมามองเป็นตาเดียว
ปันปันถึงกับคิดในใจว่า ขอลาออกจากการเป็นเพื่อนมันสองคนได้ป่ะว่ะ… อายจะตายอยู่แล้ว
ปันปันหน้าแดงวูบก่อนจะสบถหงุดหงิด
“ทำไมต้องฝากมึง เรื่องแค่นี้ยังต้องฝากคนอื่นเลย”
ตะวันยักคิ้ว
“จริง ๆ มันก็อยากมาให้เองแหละ แต่ติดว่ามันต้องรีบเข้าแล็บ ไม่งั้นมันคงเอามาให้มึงเองละ”
คิตตี้กับแซมมี่มองหน้ากันแบบ โอ้โห ผัวเก่ามึงแม่งยังอินหนักมากค่ะเพื่อน!
ปันปันหรี่ตามองตะวัน “ตะวัน มึงดูพูดมากขึ้นนะ”
“เออ ก็พูดแทนคนฝากของให้มึงไง”
ตะวันตอบหน้าตาเฉยเหมือนไม่ได้พูดอะไรผิด แต่สายตานี่คือกำลังจับจ้องปฏิกิริยาปันปันอยู่เต็ม ๆ
คิตตี้โผล่มาเสริมทันที
“นี่มันไม่ใช่พูดมาก แต่มันกำลังช่วยกระตุ้นไฟรักให้มึงสองคนชัด ๆ!”
“กูจะตีหน้าพวกมึงให้เรียงตัวเลยนิ” ปันปันกัดฟันพูด แต่แก้มแดงลามจนถึงหูไปแล้ว
แซมมี่กอดอก
“มึงชอบเขาอยู่ใช่ม้ายยยย~”
“ไปตายไป๊!!” ปันปันคว้าถุงขนมฟาดใส่แซมมี่เบา ๆ แต่ในใจกลับเต้นแรงกว่าเมื่อกี้หลายเท่า