แสงแดดช่วงบ่ายของจังหวัดขอนแก่นแผดเผาจนไอความร้อนเต้นระยิบระยับอยู่เหนือพื้นยางมะตอย เสียงจั๊กจั่นเรไรในสวนป่าของมหาวิทยาลัยร้องระงมแข่งกับเสียงบ่นกระปอดกระแปดของนักศึกษาสาวสามคนที่กำลังเดินแบกของพะรุงพะรังออกมาจากหอสมุดกลาง
“โอ๊ย นี่อาจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์แกสั่งรายงานหรือสั่งให้พวกเราไปกระโดดกราฟหุ้นตายวะ”
เมเปิ้ลโอดครวญเสียงหลง ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่แต่งแต้มมาอย่างดีเริ่มมีเหงื่อซึมตามไรผม ในอ้อมแขนมีทั้งหนังสือเล่มหนาเตอะสามเล่มที่หนักอึ้งราวกับอุ้มอิฐเตรียมไปก่อที่ไซด์งานก่อสร้าง
“บ่นไปก็เท่านั้นแหละย่ะ รีบเดินเข้าเถอะ เดี๋ยวเครื่องสำอางฉันละลายหมด” พะแพงที่หอบแฟ้มเอกสารปึกใหญ่ไม่ต่างกันกัดฟันตอบ พลางพยายามทรงตัวบนรองเท้าส้นสูงสองนิ้วที่ดูเหมือนจะตัดสินใจผิดมหันต์ที่เลือกใส่มาเดินมาราธอนวันนี้
ฟาเดียเดินรั้งท้ายสุด ในอ้อมแขนเล็ก ๆ ของเธอมีทั้งกองหนังสืออ้างอิงและถุงใส่อุปกรณ์ทำโมเดลพรีเซนต์ที่สูงท่วมคาง แขนเรียวเริ่มสั่นระริกเพราะน้ำหนักที่กดทับมาเป็นเวลานานจนเกิดรอยแดงจาง ๆ ที่ท้องแขน
“ไหวไหมแก ให้ฉันช่วยถือถุงโมเดลไหม” เมเปิ้ลหันมาถามด้วยความเป็นห่วง แม้ตัวเองจะเอาตัวแทบไม่รอด
“ไหว ๆ อีกนิดเดียวก็ถึงลานจอดรถแล้ว” ฟาเดียฝืนยิ้มตอบ ทั้งที่เหงื่อเม็ดเล็กเริ่มไหลลงมาตามกรอบหน้าสวยหวาน
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นจากกระเป๋ากระโปรง แต่ฟาเดียไม่มีมือว่างพอที่จะหยิบมันขึ้นมาดู เธอเดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นข้อความแจ้งเตือนโปรโมชันจากค่ายมือถือ หรือไม่ก็แจ้งเตือนกลุ่มไลน์คณะ
ไม่ใช่ ‘เขาคนนั้น’ หรอก
เพราะเมื่อเช้าเฮียเมฆส่งข้อความมาบอกแล้วว่า ‘วันนี้บินไปกลับญี่ปุ่นด่วนนะครับ อาจจะไม่ได้จับมือถือเลย’
ความรู้สึกวูบโหวงในอกแล่นพล่านขึ้นมาแวบหนึ่ง ในวันที่แดดร้อน หอบของหนักและเหนื่อยสายตัวแทบขาดแบบนี้ ถ้ามีรถไฮเปอร์คาร์คันนั้นมารอรับหรือมีมือหนา ๆ ของใครบางคนมาช่วยแบ่งเบาภาระก็คงจะดีไม่น้อย แต่โลกความจริงคือ เธอต้องแบกมันด้วยตัวเอง
“ว้าย!”
และในจังหวะที่ฟาเดียก้าวลงจากฟุตบาท ขาที่ล้าจากการเดินเกร็งมานานเกิดอ่อนแรงกะทันหัน รองเท้าผ้าใบพลิกตะแคงจนร่างบางเซถลาไปข้างหน้า พร้อมกับกองหนังสือในมือที่ทำท่าจะร่วงกระจายลงพื้น
ฟาเดียหลับตาปี๋ เตรียมรับชะตากรรมและความเจ็บปวด
หมับ
ทว่า แรงกระแทกที่ตนรอรับไว้กลับไม่เกิดขึ้น
เพราะท่อนแขนแข็งแรงของใครบางคนสอดเข้ามารับกองหนังสือและถุงอุปกรณ์ทั้งหมดในมือเธอไว้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ราวกับเขารอจังหวะนี้อยู่แล้ว ส่วนอีกมือหนึ่งก็คว้าเข้าที่ต้นแขนของเธอเพื่อพยุงให้ทรงตัวยืนขึ้นได้
กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นสบู่สะอาด ๆ ลอยมาเตะจมูก เป็นกลิ่นที่ต่างจากกลิ่นหนังแท้และไวน์ราคาแพงของม่านเมฆโดยสิ้นเชิง มันเป็นกลิ่นของแสงแดด กลิ่นของแป้งเย็นและกลิ่นของความสดชื่นแบบวัยรุ่น
“ระวังหน่อยครับ เดี๋ยวก็เจ็บตัวหรอก”
เสียงทุ้มห้าวที่เจือรอยยิ้มดังขึ้นเหนือศีรษะ ฟาเดียลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะพบกับใบหน้าของชายหนุ่มที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหน้า
เขาเป็นผู้ชายผิวขาวจัดแบบลูกคนจีนที่โดนแดดเลียจนแก้มขึ้นสีระเรื่อ ดวงตาเรียวรีหยีลงเป็นรูปสระอิเมื่อเขายิ้ม จมูกโด่งรั้นรับกับริมฝีปากหยักลึกที่ดูขี้เล่น ผมรองทรงสั้นเซตแบบไม่ได้ตั้งใจให้ดูยุ่งนิด ๆ เข้ากับเสื้อช็อปสีเลือดหมูของคณะวิศวกรรมศาสตร์ เอ๊ะ! ไม่ใช่สิ นี่มันเสื้อช็อปของเด็กบริหารฯ สาขาการจัดการอุตสาหกรรมนี่นา
“เจ็บตรงไหนไหมครับ” เขาถามย้ำ พลางกวาดสายตามองสำรวจเธอด้วยความเป็นห่วง
“มะ ไม่เจ็บค่ะ ขอบคุณนะคะ” ฟาเดียรีบผละตัวออกมาเล็กน้อย รู้สึกเกรงใจที่ของทั้งหมดในมือเธอตอนนี้ย้ายไปอยู่ในอ้อมแขนเขาหมดแล้ว
“ตายแล้ว” เสียงเมเปิ้ลหวีดร้องเบา ๆ มาจากด้านหลัง “นั่นมัน พี่คิงนี่”
“หือ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนหันไปส่งยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มบุ๋มลึกที่สองข้างแก้มให้เพื่อนสาวของเธอ “รู้จักพี่ด้วยเหรอครับ”
“จะไม่รู้จักได้ไงคะ” พะแพงรีบปรี่เข้ามาทำคะแนน “พี่คิง จิรายุ ปีสาม เดือนคณะบริหารฯ ตัวท็อปของรุ่น ใครไม่รู้จักก็บ้าแล้วค่า”
คิง จิรายุ หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี เขาขยับกองหนังสือในมือให้เข้าที่เข้าทางอย่างคล่องแคล่ว ราวกับของหนักพวกนี้เป็นแค่ของเกะกะน้ำหนักเบา
“เดือนดอนอะไรกันครับ พี่ก็แค่นักศึกษาตาดำ ๆ นี่แหละ ว่าแต่พวกเราจะขนย้ายบ้านไปไหนกันเนี่ย แบกกันหลังแอ่นเชียว”
“จะเอาไปเก็บที่รถค่ะ จอดอยู่ตรงลานคณะเองค่ะ” ฟาเดียชี้มือไปทางลานจอดรถ “เดี๋ยวหนูช่วยถือคืนนะคะพี่คิง เกรงใจค่ะ ของหนักมากเลย” เธอทำท่าจะแย่งของคืน แต่คิงกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วพร้อมรอยยิ้มกวน ๆ
“ไม่ต้องเลย ๆ แขนเล็กนิดเดียว เดี๋ยวแขนหักคามหาลัยขึ้นมาพี่จะทำไงล่ะ ให้ผู้ชายอกสามศอกอย่างพี่ช่วยน่ะถูกแล้วครับ ถือว่าทำคะแนนจิตพิสัย” เขาขยิบตาให้ทีหนึ่ง ก่อนจะออกเดินนำหน้าไปหน้าตาเฉย “ตามมาครับสาว ๆ รถคันไหนว่ามาเลย”
ฟาเดียยืนอึ้งไปชั่วขณะ รู้สึกทำตัวไม่ถูกกับความเข้าถึงง่ายและเป็นกันเองของรุ่นพี่คนนี้ เขาดูไม่มีกำแพง ไม่มีความถือตัวและไม่มีพิธีรีตองใด ๆ
“แกจะยืนบื้อทำไม ตามไปสิยะ” เมเปิ้ลสะกิดยิก ๆ “ผู้ชายหล่อใจดีมาช่วยถือของ เป็นบุญแขนจริง ๆ โอ๊ย พ่อเทพบุตร”
ฟาเดียส่ายหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะรีบเดินตามแผ่นหลังกว้างในชุดเสื้อช็อปสีเลือดหมูนั้นไป
“คันนี้ใช่ไหมครับ”
คิงวางของทั้งหมดลงบนเบาะหลังรถอีโคคาร์คันเล็กของเมเปิ้ลอย่างเบามือ เขาปาดเหงื่อที่หน้าผากเล็กน้อย แต่ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้มไม่ขาด
“ขอบคุณพี่คิงมาก ๆ เลยนะคะ ถ้าไม่ได้พี่คิง พวกหนูคงแขนหลุดกันไปแล้ว” ฟาเดียยกมือไหว้ขอบคุณจากใจจริง
“ไม่เป็นไรครับ พี่ผ่านมาพอดี เห็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ สามคนกำลังแบกอิฐแบกปูนแล้วก็เลยอดช่วยไม่ได้” คิงแซวพลางล้วงมือในกระเป๋ากางเกง ยืนพิงรถข้าง ๆ อย่างเท่ระเบิด “ว่าแต่ เราชื่ออะไรครับ พี่จะได้จำว่าเคยช่วยชีวิตไว้”
“ชื่อฟาเดียค่ะ”
“ฟาเดีย” คิงทวนคำ รอยยิ้มมุมปากกดลึกขึ้น สายตาที่มองเธอวิบวับเป็นประกายแปลก ๆ “ชื่อเพราะดีครับ แปลว่าผู้ไถ่บาปหรือเปล่า หรือแปลว่า ผู้ขโมยหัวใจ”
“ฮิ้วววว” สองสาวกองเชียร์ประสานเสียงแซวทันที ฟาเดียหน้าร้อนวูบ ไม่คิดว่าจะโดนหยอดมุกเสี่ยวใส่กลางลานจอดรถแบบนี้
“พี่คิงก็...” ฟาเดียแก้เก้อ “นี่เพื่อนหนูค่ะ เมเปิ้ลกับพะแพง”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับสาวสวยทุกคน” คิงพยักหน้าทักทายอย่างให้เกียรติ แต่สายตายังคงวนเวียนกลับมาที่ฟาเดีย “เรียนหนักกันน่าดูเลยนะปีหนึ่ง สู้ ๆ นะครับ ถ้ามีวิชาไหนไม่เข้าใจ หรืออยากได้ชีทสรุปของรุ่นพี่ แวะไปหาพี่ที่ตึกสโมสรนักศึกษาได้นะ พี่สิงอยู่ที่นั่นประจำ”
“จริงเหรอคะ วิชาไมโครฯ ยากมากเลยค่ะพี่คิง ถ้าได้ติวเตอร์หล่อ ๆ แบบพี่คิงคงเกรด A แน่นอน” พะแพงรีบเสนอหน้า
“ได้เสมอครับ สำหรับน้อง ๆ พี่ว่างตลอด โดยเฉพาะน้องคนนี้” เขาพยักพเยิดหน้าไปทางฟาเดีย
ฟาเดียยิ้มเจื่อน รู้สึกถึงความนัยที่แฝงมา แต่เธอก็รีบสร้างกำแพงบางขึ้นมากั้น
“ขอบคุณค่ะพี่คิง แต่คงไม่รบกวนหรอกค่ะ พวกหนูพอถูไถได้”
“อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธสิครับ เก็บไว้เป็นตัวเลือกก็ได้ เผื่อวันไหนติวเตอร์คนอื่นเขาไม่ว่าง”
คำพูดนั้นเหมือนจี้ใจดำ ฟาเดียชะงักไปนิดหนึ่ง ติวเตอร์คนประจำของเธอ ตอนนี้คงบินอยู่เหนือเมฆที่ไหนสักแห่ง และคงไม่ว่างมาติวให้เธออย่างที่เขาว่าจริง ๆ
ครืด ครืด
เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าฟาเดียสั่นระรัว เธอรีบหยิบขึ้นมาดูด้วยความหวังว่าจะเป็นม่านเมฆ แต่หน้าจอกลับโชว์ชื่อ Pa’Floyd พร้อมไอคอนวิดีโอคอล
“อุ๊ย ป๊าโทรมา” ฟาเดียหน้าซีดแล้วรีบกดรับสาย ภาพป๊าฟลอยด์ที่สวมแว่นตาดำในบ้าน ปรากฏขึ้นเต็มจอ
(เลิกเรียนหรือยังลูก ทำไมยังไม่กลับห้อง) เสียงเข้มดังลอดออกมาจนคนรอบข้างได้ยิน
“กำลังจะกลับค่ะป๊า อยู่ที่ลานจอดรถ” ฟาเดียตอบเสียงอ่อย พยายามหันกล้องหนีไม่ให้ติดผู้ชาย
แต่คิงกลับชะโงกหน้าเข้ามาในเฟรมอย่างรู้งาน พร้อมโบกมือทักทายหยอย ๆ
“สวัสดีครับคุณอา ผมรุ่นพี่ที่คณะน้องฟาเดียเองครับ”
ฟลอยด์ในจอนิ่งกึก เขาถอดแว่นดำออกทันที ดวงตาดุดันจ้องเขม็งมาที่ผู้ชายหน้าตี๋ที่บังอาจมาเข้าใกล้ลูกสาว
(เฮ้ย! ไอ้หน้าจืดนี่มันเป็นใคร ทำไมมายืนหายใจรดต้นคอลูกสาวฉันขนาดนั้น) เสียงตะโกนดังลั่นจนฟาเดียต้องรีบลดเสียง
“เอ่อ พี่คิงค่ะป๊า พี่เขามาช่วยหนูถือของ”
(ถือของบ้านป้ามันสิ หน้าตาเจ้าเล่ห์ ยิ้มกวนบาทาแบบนั้น มันจ้องจะงาบลูกชัด ๆ) คนหวงลูกสาวถึงกับของขึ้นถึงกับชี้หน้าด่าผ่านจอ (ไอ้หนุ่ม! นายถอยออกไปห่าง ๆ ลูกสาวฉันเดี๋ยวนี้เลยนะเว้ย! ไม่งั้นฉันจะยิงผ่านสัญญาณดาวเทียมไปเดี๋ยวนี้แหละ)
ฟาเดียหน้าเสีย รีบหันไปมองคิง “พี่คิงคะ หนูขอโทษนะคะ ป๊าหนูเขา...”
แต่คิงกลับไม่สะทกสะท้าน แถมยังหัวเราะร่าเหมือนเห็นเป็นเรื่องตลก
“คุณอาใจเย็น ๆ นะครับ ผมชื่อคิงครับ ไม่ใช่ไอ้หน้าจืด” คิงตอบกลับเสียงใส แถมยังยื่นหน้าเข้าไปใกล้กล้องอีก
“แล้วผมก็ไม่ได้จ้องจะงาบครับ ผมจ้องจะ... เอ้ย! ผมแค่ช่วยน้องถือของเฉย ๆ คุณอาไม่ต้องห่วงนะครับ ผมเป็นคนดี มีศีลธรรม หน้าตาอาจจะดูเจ้าชู้ แต่รักจริงหวังแต่งนะครับ”
(นาย! ไอ้เด็กปีนเกลียว! นายกล้าดียังไงมาเล่นลิ้นกับฉัน) ฟลอยด์หน้าแดงก่ำ หันไปตะโกนเรียกกำลังเสริม (ปุ้ย! ปุ้ยอยู่ไหน! เอาลูกซองมาให้พี่ที มีแมลงวันหัวเขียวมาตอมลูกสาวเราอีกแล้ว)
“พี่คิง! อย่าไปกวนป๊าสิคะ” ฟาเดียรีบปราม แต่ในใจก็อดทึ่งไม่ได้ที่คิงกล้าต่อปากต่อคำกับป๊าฟลอยด์ขนาดนี้ ปกติผู้ชายคนอื่นวิ่งหนีป่าราบไปแล้ว
“ผมไม่ได้กวนครับคุณอา ผมพูดจริง” คิงยังคงยิ้มแป้น “คุณอามีลูกสาวน่ารักขนาดนี้ ก็ต้องมีคนมาจีบเป็นธรรมดา แทนที่จะไล่ตะเพิด ลองพิจารณาผมไว้ในอ้อมอกอ้อมใจสักคนสิครับ รับรองว่าผมดูแลดีไม่แพ้ใครเลยนะ”
(ไม่โว้ย! ฉันเกลียดผู้ชายทุกคนโดยเฉพาะไอ้พวกหน้าตี๋ ๆ กวนบาทาแบบนาย ไปไกล ๆ บาทาฉันเลย)
เสียงปุ้ยดังแทรกเข้ามา (พี่ฟลอยด์! โวยวายอะไรเสียงดัง ลั่นบ้านหมดแล้ว)
(ก็ไอ้เด็กเวรนี่มัน โอ๊ยยย...)
เสียงโอดโอยของป๊าฟลอยด์ที่น่าจะโดนแม่ปุ้ยจัดการ ก่อนที่สายจะตัดไปดื้อ ๆ ฟาเดียถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ก่อนหันไปมองคิงด้วยสายตาเกรงใจสุดขีด
“พี่คิง หนูขอโทษจริง ๆ นะคะ ป๊าหนูเขาหวงหนูมาก ไม่ชอบผู้ชายทุกคนเลย”
“ฮ่า ๆ ๆ สุดยอดไปเลยอะป๊าเรา” คิงหัวเราะจนตัวงอ “ด่าไฟแลบขนาดนี้ แสดงว่ารักลูกสาวมากจริง ๆ พี่ชอบนะ ท้าทายดี”
“ชอบโดนด่าเหรอคะ” ฟาเดียเลิกคิ้ว
“เปล่าครับ ชอบความจริงใจแบบนี้แหละ” คิงยืดตัวตรงพลางปัดฝุ่นที่เสื้อเล็กน้อย “เอาเป็นว่า พี่ไม่ถือสาหรอกครับ เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อ... แต่น้องฟาเดียไม่ต้องห่วงนะ พี่เป็นพวกหนังหนา โดนด่าแค่นี้ไม่ระคายผิวหรอก” เขาก้มลงสบตาเธอ นัยน์ตาคมคู่นั้นฉายแววแน่วแน่บางอย่าง
“ถ้าน้องฟาเดียต้องการความช่วยเหลือ... ไม่ว่าเรื่องเรียน หรือเรื่องแบกของหนัก ๆ บอกพี่ได้เสมอนะครับ พี่พร้อมตลอดเวลา”
ประโยคท้ายเหมือนเขาจงใจเน้นย้ำจนฟาเดียชะงักไปนิดหนึ่ง ‘พร้อมตลอดเวลา’ คำพูดเรียบง่ายนั้นกระแทกใจเธออย่างจัง
ในวันที่ม่านเมฆอยู่สูงเสียดฟ้า ไกลจนส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ กลับมีผู้ชายคนหนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้า แบกของหนักให้และยิ้มรับคำด่าของพ่อเธออย่างไม่สะทกสะท้าน
“ขอบคุณค่ะพี่คิง” ฟาเดียตอบรับเสียงเบา
“รีบกลับเถอะครับ เดี๋ยวคุณอาจะโทรมาด่าพี่อีกรอบ” คิงโบกมือลา “ไว้เจอกันนะน้องฟาเดีย” เขาเดินผิวปากกลับไปทางตึกคณะด้วยท่าทางสบาย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แก...” เมเปิ้ลกระซิบเสียงสั่น “งานดีมากกก จิตแข็งเวอร์ ขนาดป๊าแกด่าขนาดนั้นยังยิ้มสู้ นี่มันม้ามืดชัด ๆ”
“นั่นสิ” พะแพงพยักหน้าเห็นด้วย “เฮียเมฆคะแนนนำโด่งก็จริง แต่พี่คิงแกมีแต้มต่อตรงความเข้าถึงง่ายนะยะ แถมยังหน้ามึนสู้พ่อตาได้อีก ระวังไว้เถอะฟาเดีย รักแท้แพ้คนหน้าด้าน... เอ้ย หน้าทน!”
ฟาเดียไม่ได้ตอบอะไร เธอเปิดประตูขึ้นรถ นั่งลงบนเบาะนุ่มแล้วเอนหัวพิงพนัก หลับตาลงช้า ๆ
ในความมืดหลังเปลือกตา ภาพของม่านเมฆยังคงชัดเจน แต่ความรู้สึกอุ่นวาบที่ต้นแขนตอนที่คิงเข้ามาช่วยพยุงและความสบายใจที่ได้หัวเราะออกมาในสถานการณ์ตึงเครียดก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
วันนี้... ในวันที่ท้องฟ้าเงียบเหงา
มีใครอีกคน... ยืนอยู่ตรงนี้ บนพื้นดินเดียวกันกับเธอ และดูเหมือนว่า เขาจะไม่ยอมถอยไปง่าย ๆ เพียงเพราะเสียงคำรามของป๊าฟลอยด์เสียด้วยสิ